ว่านพญาแร้งคอดำ ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

ว่านพญาแร้งคอดำ งานวิจัยและสรรพคุณ 9 ข้อ

ชื่อสมุนไพร ว่านพญาแร้งคอดำ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น พญาแร้งคอดำ, พญาแร้งคอแดง, ว่านแร้งคอดำ, ว่านพญาแร้ง (ภาคกลาง), ว่านคอแดง, ว่านกระทู้ (ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Crinum latifolium Linn.
วงศ์ AMARYLLIDACEAE


ถิ่นกำเนิดว่านพญาแร้งคอดำ

ว่านพญาแร้งคอดำ จัดเป็นพืชในวงศ์พลับพลึง (AMARYLLIDACEAE) ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมเป็นบริเวณกว้าง โดยมีถิ่นกำเนิดและกระจายพันธุ์ตั้งแต่ อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ พม่า ไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา จนถึงทางตอนใต้ของจีน ต่อมาจึงได้มีการกระจายพันธุ์ไปยังเขตร้อนต่างๆ ในอินเดีย เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปไกลถึงหมู่เกาะเวสต์อินดีสอีกด้วย สำหรับในประเทศไทยสามารถพบว่านพญาแร้งคอดำ ได้มากในภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ บริเวณชายป่าที่มีความชื้นสูงและตามสวนสมุนไพรต่างๆ แต่ในปัจจุบันนิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านเรือน


ประโยชน์และสรรพคุณว่านพญาแร้งคอดำ

  1. แก้กษัย
  2. แก้ไตพิการ
  3. แก้มดลูกหย่อน ปีกมดลูกอักเสบในสตรีหลังคลอด
  4. แก้ริดสีดวงทวาร
  5. แก้ปวดในข้อ
  6. แก้เคล็ดขัดยอก
  7. แก้บวม
  8. ใช้รักษาฝี
  9. แก้อาการปวดหู

           ปัจจุบันมีความนิยมนำว่านพญาแร้งคอดำ มาใช้ปลูกเป็นไม้ประดับตามสวนสมุนไพร สวนสาธารณะ หรือ ใช้ประดับตามอาคารสถานที่ต่างๆ เนื่องจาก ว่านพญาแร้งคอดำ มีฟอร์มต้นที่สวยงามเป็นพุ่มแผ่ออกและมีดอกสีขาวกลีบดอกแต้มสีชมพูบานแผ่ปลายกลีบม้วนดูสวยงาม อีกทั้งยังมีการนำมาปลูกในกระถาง เพื่อใช้ประดับภายในอาคารสำนักงานต่างๆ อีกด้วย

ว่านพญาแร้งคอดำ

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

  • ใช้เป็นยาแก้กษัย แก้ไตพิการ แก้ริดสีดวงทวาร โดยนำส่วนหัวว่านพญาแร้งคอดำสด 5 หัว มาดองกับเหล้าขาวโรง 1 ขวดใหญ่ ใช้ดื่มวันละเป๊ก
  • ใช้แก้อาการมดลูกหย่อน ปีกมดลูกอักเสบ ในสตรีที่เพิ่มคลอดบุตรใหม่ๆ โดยนำหัวว่านแร้งคอดำ มา 5 หัว หัวว่านชักมดลูก 2 หัวนำมาดองกับเหล้าขาว 1 ขวดใหญ่ ใช้ดื่มวันละเป๊ก
  • ใช้แก้อาการปวดหู โดยนำใบว่านแร้งคอดำมาคั้นเอาน้ำหยอดหู หรือ หัวมาโขลกให้ละเอียด เอาน้ำมาหยอดหูก็ได้
  • ใช้แก้ริดสีดวงทวาร โดยนำหัวว่านแร้งคอดำมาเผาไฟรอให้อุ่นใช้ทาบริเวณที่เป็น
  • ใช้แก้อาการปวดในข้อ โดยนำหัวว่านแร้งคอดำ มาทุบเผาไฟ ใช้ทาถูนวดบริเวณที่ปวด
  • ใช้รักษาฝี โดยนำหัวมาทุบเผาไฟ แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นฝี
  • ใช้เคล็ดขัดยอก บวกโดยนำหัวว่านแร้งคอดำมาใช้ฝนทา ถูนวดบริเวณปวดบวมเคล็ดขัดยอก


ลักษณะทั่วไปของว่านพญาแร้งคอดำ

ว่านพญาแร้งคอดำ จัดเป็นไม้ล้มลุกมีหัวใต้ดิน หัวมีลักษณะฉ่ำน้ำคล้ายกับหัวหอมใหญ่ เนื้อในมีสีขาว ผิวของหัวเป็นสีแดง ลำต้นที่โผล่พ้นดิน มีสายวงสีน้ำตาล ตั้งแต่โคนจนถึงปลายต้น โดยบริเวณปลายต้นจะเป็นสีม่วงอมแดง หรือ สีแดงและจะมีวงขนาดใหญ่กว่าบริเวณโคนต้น

           ใบว่านแร้งคอดำ เป็นใบเดี่ยวแตกออกจากส่วนหัวใต้ดิน คล้ายใบพลับพลึงแต่มีขนาดเล็กกว่า และจะออกซ้อนกันเป็นกาบ โดยใบจะมีลักษณะเป็นรูปขอบขนานยาวเรียว หรือ ใบรีแกมรูปขอบขนานมีขนาดกว้าง 7-10 เซนติเมตร และยาว 50-90 เซนติเมตร โคนใบสอบเรียวปลายใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นบางๆ แผ่นใบบางและห่อเล็กน้อย ใบมีสีเขียวถึงเขียวอมเหลือง บริเวณแนวเส้นกลางใบเป็นร่องลึกและมักจะแตกใบอ่อนตรงส่วนยอดของหัวใต้ดิน

           ดอกว่านแร้งคอดำ ออกเป็นช่อแบบซี่ร่ม มีดอกย่อย 10-20 ดอก ดอกเรื่องยังตูมมีลักษณะเป็นรูปหอก หรือ รูปกระสวย เมื่อดอกบานจะคล้ายรูปปากแตร โดยดอกมีกาบหุ้มยาว 7-10 เซนติเมตร ดอกย่อยจะมีกลีบดอก 6 กลีบ แผ่ออกทางด้านปลายดอกและงอม้วนออกดอกมีสีขาว กลีบดอกมีสีขาวตรงกลางกลีบเจือสีชมพูเรื่อยๆ ตามแนววงกลีบและจะมีเกสรเพศผู้ 6 อัน อีกทั้งมีอับเรณูลักษณะเป็นรูปโค้งบริเวณกลางดอก ส่วนก้านช่อดอกมีลักษณะอวบหนา มีความยาว 60-90 เซนติเมตร แทงมาจากส่วนหัวใต้ดิน

           ผลว่านแร้งคอดำ มีลักษณะฉ่ำน้ำรูปค่อนข้างกลม เบี้ยว ไม่สมมาตร ผิวผลเรียบมีสีเหลือง หรือ เขียวอมเหลือง ด้านในผลมีเมล็ด 2-3 เมล็ด

ว่านพญาแร้งคอดำ

การขยายพันธุ์ว่านพญาแร้งคอดำ

ว่านพญาแร้งคอดำสามารถพบได้ เช่น การใช้เมล็ด การใช้หัวปลูกและการแยกหน่อ แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การแยกหน่อและการใช้หัวปลูก ซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและมีอัตราการรอดรวมถึงอัตราการเจริญเติบโตของต้นใหม่ รวดเร็วกว่าวิธีอื่น สำหรับวิธีการแยกหน่อและการใช้หัวปลูกสามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการแยกหน่อและการใช้หัวปลูกของพืชหัวชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กว่าถึงมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ เช่น "พลับพลึงดอกแดง "


องค์ประกอบทางเคมี

มีรายงานผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดจากส่วนหัวและส่วนใบของว่านพญาแร้งคอดำ ระบุว่าพบสารออกฤทธิ์ที่สำคัญหลายชนิดอาทิเช่น

  • สารกลุ่มแอลคาลอยด์ เช่น crinamine, crinamidine (crinamidine), crinine, powelline, 1-O-acetyllycorine, diacetyllycorine, lycorine, hamayne, undulatine, cherylline, crinamidine, crinafoline, crinafolidine, bowdensine และ crinamidine derivatives.
  • สารกลุ่มสเตอรอล เช่น β-sitosterol, stigmast-5-en-3-β-ol และ campesterol
  • สารกลุ่มไตรเทอร์พีน เช่น lupeol, β-amyrin, β-amyrin-3-β-O-glucoside และ phytol
  • สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ เช่น quercetin และ kaempferol
  • สารกลุ่มฟีนอร์ลิก เช่น p-hydroxybenzoic acid, p-coumaric acid, ferulic acid และ caffeic acid

โครงสร้างว่านพญาแร้งคอดำ

การศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของว่านพญาแร้งคอดำ

มีรายงานผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาระบุว่าสารสกัดจากส่วนหัวและส่วนใบของว่านพญาแร้งคอดำ มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการดังนี้

           ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง มีรายงานการศึกษาวิจัยหลายฉบับที่ได้ทำการศึกษา ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งเต้านม และเซลล์มะเร็งอื่นๆ ของสารสกัดจากส่วนใบและส่วนหัวของว่านพญาแร้งคอดำในหลอดทดลอง พบว่าสารสกัดดังกล่าวสามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์และกระตุ้นการตายของเซลล์แบบ apoptosis ได้ โดยเฉพาะสารในกลุ่ม crinane และ lycorine-type alkaloidsที่พบในสารสกัด

           ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน มีรายงานการศึกษาวิจัยระบุว่าสารสกัดจากส่วนใบของว่านพญาแร้งคอดำ สามารถกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิดและยังสามารถฟื้นฟูการทำงานระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์ที่ถูกกดได้ (recovery of immune functions)

           ฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ รายงานระบุว่าสารสกัดว่านพญาแร้งคอดำ จากส่วนหัวของว่านพญาแร้งคอดำ มีฤทธิ์ลดการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบและมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในแบบทดสอบมาตรฐาน DPPH และ FRAP ได้อย่างมีนัยสำคัญ

           ฤทธิ์ต้านมะเร็ง มีรายงานการศึกษาวิจัยโดยการให้สารสกัดจากส่วนใบและส่วนหัวของว่านพญาแร้งคอดำในหนูทดลอง พบว่าสามารถยับยั้งการเจริญของก้อนเนื้อและเพิ่มการทำงานของเซลล์แมคโครฟาจ (macrophage) รวมถึงแสดงผลการลดขนาดเนื้องอก หรือ ยืดอายุของสัตว์ทดลองในบางโมเดลได้ 

           ฤทธิ์ต่อระบบต่อมไร้ท่อ มีรายงานงานทดลอง ระบุว่าพบสัญญาณของฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง (การเพิ่มน้ำหนักมดลูก/ผลต่อการเปิดช่องคลอดในหนู) ในหนูทดลองที่ได้รับสารสกัดจากว่านพญาแร้งคอดำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสารสกัดดังกล่าวอาจมีสารที่มี activity ต่อระบบสืบพันธุ์เพศหญิง

           ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด/ต้านเบาหวาน มีการศึกษาวิจัยที่ได้ทำการทดสอบในหนูทดลองที่ชักนำให้เกิดเบาหวานด้วย Streptozotocin จากนั้นป้อนสารสกัดจากส่วนหัวของว่านพญาแร้งคอดำ พบว่าสารสกัดดังกล่าวสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดหนูทดลองได้เล็กน้อย


การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของว่านพญาแร้งคอดำ

มีรายงานการศึกษาวิจัยความเป็นพิษเฉียบพลัน (Acute toxicity/LD₅₀) ของสารสกัดเมทานอลและเอทานอล จากส่วนใบและส่วนหัวของว่านพญาแร้งคอดำ ในหนู/เม้าส์ โดยทำการป้อนสารสกัดดังกล่าวแก่หนูทางปาก ผลการทดลองสรุปว่ามีค่า LD₅₀> 2000 mg/kg และไม่พบการตายของหนูทดลอง


ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

  1. หญิงตั้งครรภ์ หรือ ให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้ว่านพญาแร้งคอดำเป็นยาสมุนไพร( โดยเฉพาะในรูปแบบการรับประทาน) เนื่องจากมีหลักฐานในสัตว์ทดลองถึงฤทธิ์ที่คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง (progesterone) ซึ่งอาจส่งผลต่อมดลูก (uterotrophic effects) อีกทั้งยังไม่มีรายงานยืนยันขนาดการใช้ที่มีความปลอดภัยในมนุษย์อีกด้วย 
  2. ผู้ป่วยมะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมน เช่น มะเร็งเต้านม ควรหลีกเลี่ยงการใช้ว่านพญาแร้งคอดำ เป็นยาสมุนไพร (โดยเฉพาะในรูปแบบการรับประทาน) เพราะมีรายงานการออกฤทธิ์ที่อาจเกี่ยวกับระบบฮอร์โมน ซึ่งอาจทำให้อาการของโรคแย่ลงได้ 
  3. หลีกเลี่ยงการใช้ส่วนหัวของว่านพญาแร้งคอดำแบบสด ในปริมาณสูง หรือ การรับประทานยาดอง (เหล้า) จากส่วนหัวของว่านพญาแร้งคอดำในปริมาณมากเนื่องจากส่วนหัวมีความเข้มข้นของสารกลุ่มแอลคาลอยด์สูง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดพิษได้

เอกสารอ้างอิง ว่านพญาแร้งคอดำ
  1. เต็ม สมิตินันทน์, ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย.กรมป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ ส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ.2544.810 หน้า.
  2. ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม, ว่านแร้งคอดำ,หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย,ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5, หน้า 729-730.
  3. เศรษฐมนตร์ กาญจนกุล, ว่าน, กทม.เศรษฐศิลป์. 2553. หน้า 109
  4. Jenny, M., M., et al. (2011). Crinum latifolium leaf extracts suppress immune activation and tumor cell growth. Pharmaceuticals (Basel), 4(3), 323-336.
  5. Jørgensen, et al. (J-Stage paper). (Year). Alkaloidal constituents of Crinum latifolium-list of isolated bases (crinamine, powelline, crinine, 1-O-acetyllycorine, hamayne, undulatine, cherylline). Chemical & Pharmaceutical Bulletin. pp. 3015.
  6. Chaichompoo, W., et al. (2024). Amaryllidaceae alkaloids from the bulbs of Crinum species. Journal of Natural Products / Phytochemistry.
  7. ResearchTrend/IJRPR reviews (2023-2024). Crinum latifolium: An updated review on pharmacognosy, phytochemistry and pharmacological profile.
  8. Gasca-Silva, C. A. (2022). Recent updates on Crinum latifolium L. (Amaryllidaceae). ScienceDirect review, 2022.
  9. Thongphichai, W., et al. (2022). Standardization of the ethanolic extract of Crinum latifolium leaves and investigation of antiproliferative activity. BMC Complementary Medicine and Therapies.
  10. Masi, M., et al. (2020). Advances in the chemical and biological characterization of Amaryllidaceae alkaloids.