ประดู่บ้าน ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆและข้อมูลงานวิจัย

ประดู่บ้าน

ชื่อสมุนไพร  ประดู่บ้าน
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  ประดู่กิ่งอ่อน , ประดู่ , ประดู่ลาย , อังสนา (ภาคกลาง),ดู่บ้าน (ภาคเหนือ) ,ปะดู่ (ภาคอีสาน), สะโน (มลายู)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Pterocarpus indicus Willd. 
ชื่อสามัญ  Angsana Norra, Malay Padauk,  Indian rosewood, Andaman Redwood.
วงศ์  PAPILIONOIDEAE

 

ถิ่นกำเนิดประดู่บ้าน 

และในประเทศมาเลเซีย สำหรับในประเทศไทยประดู่บ้านน่าจะมีการแพร่กระจายพันธุ์เข้ามานานมากแล้ว เพราะปรากฏหลักฐานการใช้ประโยชน์ในด้านสมุนไพรมาตั้งแต่อดีตแล้ว ปัจจุบันในประเทศไทยสามารถได้ทุกภาคของประเทศแต่จะพบมากในป่าเบญจพรรณทางภาคใต้

ประโยชน์และสรรพคุณประดู่บ้าน 

ประดู่บ้านเป็นพันธุ์ไม้ที่อยู่คู่คนไทยมานานแล้ว ดังนั้นจึงมีการนำมาใช้ประโยชน์ต่างๆหลายด้าน เช่น ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกมีการนำมาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก และยังนำมาชุบแป้งทอดกินเป็นอาหารว่างอีกด้วย ส่วนน้ำจากเปลือกต้นมีความฝาดใช้ฟอกหนัง แก่นและเปลือกใช้ย้อมผ้าได้อีกด้วย โดยเปลือกต้นจะให้สีน้ำตาลและแก่นของต้นจะให้สีแดงก่ำๆ สำหรับเนื้อไม้ยังเป็นที่นิยมในการนำมาก่อสร้างบ้านเรือนพอๆกับไม้สัก จึงกล่าวได้ว่าไม้ประดู่บ้านเป็นไม้เศรษฐกิจที่มีราคาแพงอีกชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ประดู่บ้านยังมีสรรพคุณทางยาตามตำรายาไทย ในส่วนของใบจะีสรรพคุณคล้ายๆกับใบของเทียนบ้าน คือ รสฝาด แก้อาการไอ ใช้สระผม พอก ฝี พอกแผล แก้ผดผื่นคันเปลือก รสฝาดจัด สมานบาดแผล แก้ท้องเสีย แก้บิด บำรุงร่างกาย แก้ปากเปื่อย แก่น  รสขมฝาดร้อน แก้คุดทะราด แก้เสมหะ เลือดกำเดาไหล แก้ไข้ บำรุงเลือด บำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ แก้ผื่นคัน  ราก  ใช้แก้ไข้ แก้ท้องเสีย ผล  แก้อาเจียน แก้ท้องร่วง มีรสฝาดสมาน
 

ลักษณะทั่วไปประดู่บ้าน

ประดู่บ้านจัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 20-25 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นทรงพุ่มกว้าง (กว้างกว่าประดู่ป่า) ปลายกิ่งห้อยลง ส่วนเปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลเทา เป็นร่องลึกแต่ไม่มีน้ำยางสีแดงไหลออกมาเหมือนประดู่ป่า   ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ แต่ละช่อจะมีใบย่อยประมาณ 7-11ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปมนรี หรือรูปไข่ค่อนข้างมน ปลายใบแหลม โคนใบมนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-12เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว ก้านใบอ่อนมีขนขึ้นปกคลุมเล็กน้อย โคนก้านใบมีหูใบ 2 อัน เป็นเส้นยาว  ดอกออกเป็นแบบช่อกระจะ โดยจะออกบริเวณซอกใบใกล้กับที่ปลายกิ่ง  กลีบดอกสีเหลืองแกมแสด มี 5 กลีบ ลักษณะคล้ายรูปผีเสื้อแต่จะออกดอกยากกว่าประดู่ป่า และ ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน ส่วนเกสรเพศเมียมี 1 อัน ดอกมีกลิ่นหอมแรง จะบานและร่วงพร้อมกันทั้งต้น ส่วนโคนก้านมีใบประดับ 1-2 อัน เป็นรูปรี กลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ ติดกันเป็นถ้วยสีเขียว ปลายแยกเป็นแฉก 2 แฉก  ผลเป็นผลแห้งลักษณะของผลเป็นรูปกลมหรือรี มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-7 เซนติเมตร ที่ขอบมีปีกบาง แผ่นปีกบิดและเป็นคลื่นเล็กน้อย นูนตรงกลางลาดไปยังปีก โดยบริเวณปีกยาวประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร ตรงกลางนูนป่องเป็นที่อยู่ของเมล็ด โดยภายในจะมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด

การขยายพันธุ์ประดู่บ้าน 

ประดู่บ้านสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ดและปักชำกิ่ง แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันคือ การเพาะเมล็ด เพราะสะดวกในการจัดหาเมล็ด และสามารถทำได้รวดเร็ว รวมถึงประหยัดกว่าวิธีอื่นโดยสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ได้จากต้นแม่ที่เจริญเติบโตเต็ม ที่ ที่สามารถให้เมล็ดมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยการเลือกต้นแม่พันธุ์ที่เจริญเติบโตดี ไม่มีโรค ต้นตรง และควรเก็บในระยะที่ฝักแก่เต็มที่หรือล่นจากต้นแล้ว  ส่วนการเตรียมแปลงสามารถเตรียมได้ทั้งแบบเพาะกลางแจ้ง และแบบแปลงในโรงเรือน ซึ่งควรเตรียมแปลงในลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 0.70-1.0 เมตร ส่วนความยาวขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่ แล้วทำการยกร่องสูงประมาณ 10-20 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์ผสมในแปลงดินด้วย  ก่อนเพาะให้นำเมล็ดไปแช่น้ำนาน 1-2 วัน ก่อนการเพาะ   จากนั้นหว่านเมล็ดลงแปลงที่เตรียมไว้ ในอัตราส่วนเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม/ตารางเมตร จากนั้นทำการคราดหน้าดินไปมาหนึ่งถึงสองครั้งแล้วรดน้ำให้ชุ่ม พร้อมนำฟางข้าวหรือขี้เถ้า แกลบกลบเพื่อรักษาความชื้นให้แก่ดิน ซึ่งหลังจากหว่าน เมล็ดใช้เวลางอกประมาณ 7-20 วัน

            และเมื่อต้นกล้าตั้งต้นได้ หรือหลังจากแตกใบคู่ที่2 สักประมาณหนึ่งอาทิตย์ ให้ทำการย้ายต้นกล้าจากแปลงเพาะเมล็ดใส่ในถุงเพาะกล้าไม้ขนาด 5×8 นิ้ว โดยใช้ดินผสมขี้เถ้าแกลบบรรจุถุง เมื่อทำการย้ายกล้าเสร็จให้ ทำการรดน้ำเพียงเล็กน้อย 2 ครั้ง เช้าเย็นในช่วงอาทิตย์แรก หลังจากนั้นอาจรดน้ำเพียงวันละครั้งหรือวันเว้นวันเมื่อกล้าโตแล้ว เมื่ออายุกล้าไม้ประมาณ 6 เดือนความสูงที่ 20 – 40 เซนติเมตร แล้วสามารถย้ายลงหลุมปลูกได้

องค์ประกอบทางเคมี 

มีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆ ของประดู่บ้านพบว่าพบสาระสำคัญดังนี้   Narrin,Angiolensin Homopterocarpin, β-eudesmol,Prunetin, Formononetin,Santalin, Isoliquirtigenin, Pterostilben, Pterocarpin, Pterofuran, Pterocarpon, P-hydroxyhydratropic acid, ส่วนใบพบคลอโรฟิลล์ 3 ชนิด คือ Xanthophyll ,Chlorophyll A และ Chlorophyll b และเมื่อนำส่วนของเปลือก ราก และใบมาสกัดด้วยตัวทำละลาย พบว่าสารที่พบในทุกๆส่วนที่กล่าวมา คือ สารกลุ่ม Tannin, Flavonoid และ Saponin เป็นต้น

 

ที่มา :Wikipedia

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ 

ใช้แก้อาการไอ ระคายคอ โดยใช้ใบตากแห้งแล้วนำมาบดชงแบบดื่ม ใช้แก้ท้องเสีย แก้บิด บำรุงร่างกาย แก้ปากเปื่อยปากเป็นแผล โดยใช้เปลือกต้นต้มกันน้ำดื่ม ใช้แก้เสมหะ ใช้พอกแผลฝี โดยใช้ใบหรือดอกสดมาตำให้ละเอียดใช้พอกบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา 

ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด มีการศึกษาทางเภสัชวิทยาในสมุนไพรพื้นบ้านของประเทศอินเดียชนิดต่างๆ 30 ชนิดที่มีการใช้เพื่อลดน้ำตาลในเลือด ศึกษาโดยใช้สารสกัดเอทานอล 95% ทำให้แห้ง นำมาศึกษาฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดในหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดโรคเบา หวานด้วย alloxan เป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยใช้สารสกัดขนาด 250 มก./กก. 1 ครั้ง, 2 ครั้ง และ 3 ครั้งต่อวันจนกว่าระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงจนถึงระดับปกติเมื่อสัตว์ทดลองอด อาหาร พบว่าสมุนไพร 24 ชนิดที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด โดยประดู่บ้านเป็นสมุนไรที่สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีเป็นลำดับที่ 3 จาก 24 ชนิด

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาอื่นๆ ยังระบุว่าประดู่บ้านมีฤทธิ์ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ต้านมาลาเรีย ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว และต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา 

มีการศึกษาและทดสอบความเป็นพิษ ของประดู่บ้านโดยใช้สารสกัดจากส่วนที่อยู่เหนือดินด้วยเอทานอล 50% ผลปรากฏว่าเมื่อนำมาฉีดเข้าท้องของหนูถีบจักรทดลอง พบว่าขนาดที่ทำให้หนูตายคือขนาดมากกว่า 1 กรัม/น้ำหนักตัว(กิโลกรัม)

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ประดู่บ้านเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคตามตำรับตำรายาต่างๆ ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดที่พอเหมาะที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากหรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้ประดู่บ้านเป็นสมุนไพรรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

เอกสารอ้างอิง

  1. เดชา  ศิรภัทร.ประดู่.ตำนานความหอมและบิดาแห่งราชนาวี.คอลัมน์ต้นไม้ใบหญ้า.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่291.กรกฎาคม2546
  2. ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.  “ประดู่”.  หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  หน้า 446.
  3. เต็ม สมิตินันทน์. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย สำนักงานหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, พ.ศ. 2549
  4. เปรียบเทียบสมุนไพรลดน้ำตาลในเลือดในเลือดในหนูขาวที่เป็นเบาหวานจาก alloxan.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  5. การปลูกไม้ประดู่.พืชเกษตรดอมคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.puechkaset.com