แฝกหอม ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นและข้อมูลงานวิจัย

แฝกหอม งานวิจัยและสรรพคุณ 29ข้อ

ชื่อสมุนไพร  แฝกหอม
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  หญ้าแฝก , แฝก (ทั่วไป) , หญ้าแฝกหอม , แฝกลุ่ม (ภาคกลาง) , ตะไคร้จีน , แคมหอม , แกมหอม (ภาคอีสาน)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Vetiveria zizanioides (L.) Nash
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Chrysopogon zizanioides (L.) Roberty, Rhaphis zizanioides (L.) Roberty., Phalaris zizanioides Linn., Aerticillata Lamk.,
ชื่อสามัญ  Vetiver, vetiver grass , Sevendara grass
วงศ์  Gramineae

 

ถิ่นกำเนิดแฝกหอม 

แฝกหอมเป็นพันธุ์พืชที่มีการสันนิษฐานถึง ต้นกำเนิดดั้งเดิมว่าอยู่ในประเทศอินเดีย เพราะเป็นหญ้าที่ชาวพื้นบ้านของประเทศอินเดียรู้จักกันมานานหลายร้อยปีมาแล้ว โดยคำว่า Vetiver นั้น รากศัพท์เป็นคำที่แผลงมาจาก คำว่า Vetivern ซึ่งเป็นภาษาทมิล (ชาวทมิลเป็นชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ในตอนเหนือของประเทศอินเดีย) แปลว่ารากหอม ส่วนคำว่า zizanioides ในภาษาทมิลมีความหมายถึง ริมแม่น้ำ หรือริมตลิ่ง ซึ่งน่าจะหมายความว่าพืชนี้เดิมพบมากบริเวณริมแม่น้ำในประเทศอินเดีย

            หลังจากนั้นแฝกหอมจึงมีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติออกไปอย่างกว้างขวาง ในปัจจุบันพบมากในภูมิภาคเอเชียกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งที่ขึ้นตามธรรมชาติหรือที่มีการนำมาเพาะปลูก ทั้งนี้แฝกหอมจะขึ้นได้ดีในสภาพในดินต่างๆ จากความสูงที่ระดับน้ำทะเล จนถึงระดับประมาณ 800 เมตร


ประโยชน์และสรรพคุณแฝกหอม

  • ช่วยทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ
  • ช่วยกล่อมประสาท
  • ช่วยขับลมในลำไส้
  • ช่วยบำรุงโลหิต
  • ช่วยบำรุงหัวใจ 
  • แก้ท้องเดิน 
  • แก้ปวดท้อง
  • ช่วยขับปัสสาวะ
  • แก้ไข้พิษ 
  • แก้ไข้อภิญญาณ 
  • แก้ไข้คุดทะราด
  • แก้โรคประสาท
  • แก้ไข้หวัด
  • แก้ปวดเมื่อย
  • ช่วยทำให้นอนหลับ
  • ช่วยทำให้สงบ
  • ช่วยให้ผิวหนังร้อนแดงลด
  • แก้ลมกองละเอียด (อาการหน้ามืด ตาลาย สวิงสวาย  ใจสั่น)
  • แก้ลมวิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน
  • แก้ลมปลายไข้
  • ช่วยบรรเทาอาการจุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย
  • แก้ร้อนในกระหายน้ำ
  • แก้พิษหัด
  • แก้พิษสุกใส
  • ช่วยลดไข้
  • แก้ปวดศีรษะ
  • ช่วยขับเหงื่อ
  • ช่วยขับระดู
  • ใช้เป็นยาละลายนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

           แฝกหอมมาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ โดยที่เราได้รู้จักและคุ้นเคยกันดีก็คงเป็นการปลูกไว้เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน จากการถูกน้ำกัดเซาะ นอกจากนี้ยังมีการนำมาใช้ประโยชน์ต่างๆ อีกเช่น ใบใช้เย็บเป็นตับเพื่อใช้มุงกันแดดหรือทำเป็นผ้าใบกันแดด ก้านช่อดอกสามารถใช้ทำไม้กวาดและใช้ทอเสื่อ  ส่วนขอรากที่มีความหอมยังสามารถนำมาใช้ทำบุหงา หรือนำไปแขวนในตู้เสื้อผ้าเพื่อให้กลิ่นหอม และไล่แมลงกินผ้า หรือจะนำไปสกัดเป็นน้ำมันหอม และระเหยก็ได้ โดยในปัจจุบันมีการนำน้ำมันหอมระเหยของรากแฝกหอมไปแต่งกลิ่นของผลิตภัณฑ์ เสริมความงาม และเครื่องสำอางต่างๆ อีกด้วย

ลักษณะทั่วไปแฝกหอม

แฝกหอมจัดเป็นพืชตระกูลหญ้า ที่เจริญเติบโตเป็นกอขนาดใหญ่ โดนกอเบียดแน่น เหง้าเป็นกระจุก แน่น มีกลิ่นหอม รากฝอยสามารถหยั่งลึกลงไปในดินได้ถึง 4 เมตร ลำต้นตั้งตรง สูง 1-1.5 เมตร มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-8  มิลลิเมตร ผิวเกลี้ยงใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แตกจากโคนกอ แผ่นใบแคบยาว ขอบใบขนาน เนื้อของแผ่นใบกร้าน สากใบมีความยาว 45-100 เซนติเมตร กว้าง 0.6-1.2 เซนติเมตร หลังใบโค้งปลายแบนสีเขียวเข้ม มีไขเคลือบมากทำให้ดูมัน ท้องใบออกขาวซีดกว่าด้านหลังใบ  ดอกออกเป็นช่อตั้ง ซึ่งจะออกที่ปลายยอด ที่มีกานช่อดอกโผล่ยื่นออกจากลางลำต้น มีลักษณะเป็นรวง ก้านช่อดอก และรวงสูงได้ประมาณ 90-150 ซม. และแตกเป็นช่อดอกย่อย โดยช่อดอกย่อยของหญ้าแฝกหอมส่วนใหญ่มีสีม่วงแต่ก็อาจจะมีสีเขียวปนอยู่บางดอก เมล็ดแฝกหอมเป็นเมล็ดแบบแห้งรูปกระสรวย ผิวเรียบ หัวท้ายมน ขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 มม. ยาว 2-3 มม. เปลือกบาง

แฝกหอม

การขยายพันธุ์แฝกหอม

แฝกหอมสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการแยกหน่อ (ซึ่งในธรรมชาติแฝกหอมก็จะมีการแตกหน่อเพื่อทดแทนต้นที่แก่อยู่เสมอ) โดยมีวิธีการดังนี้ เริ่มจากขุดกอแฝกหอมออกมาตัดรากออก ให้มีความยาว 5 เซนติเมตร ตัดใบให้มีความยาว 20 เซนติเมตร จากนั้นแยกหน่อออกจากกัน นำมาแช่น้ำจนกว่ารากใหม่จะแตกออกมาแล้วจึงนำลงปลูกในแปลงที่มีขนาดความกว้าง 1 เมตร โดยให้มีระยะห่างระหว่างต้น และระหว่างแถว 50x50 เซนติเมตร และความรดน้ำให้สม่ำเสมอในช่วงแรก หลังปลูก 1 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จากนั้นอีก 3-4 เดือนจึงสามารถเก็บเกี่ยวได้

แฝกหอม

องค์ประกอบทางเคมีแฝกหอม

จากการศึกษาวิจัยพบว่าในรากแฝกหอมมีสาระสำคัญคือ น้ำมันหอมระเหย (Vertiveroil) โดยมีรายงานว่ารากแฝกหอมแห้งมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยอยู่ร้อยละ 0.2-1.8 ซึ่งมีองค์ประกอบหลักคือvetiverol, alpha-vetivone, beta-vetivone,  beta-vetivenene  ,  khusimol, isokhusimol , vetivenol, vetivenyl acetate ,  vetivenes, vetivenic acid. และมีคุณสมบัติทางเคมีดังนี้  

Specific gravity at 30 c                        0.9882-1.0219

Refractive index at 30 c                      1.514-1.519

Optical rotation                                   -53.4 to 101.8

Acid value                                            6.6-40.9

Ester value                                          10.1-24.1

Ester value after acetylation               162.1-185.7

Carbonyls                                            55.4-82.9%

 

 แฝกหอม

ที่มา : Wikipedia

รูปแบบและขนาดวิธีใช้แฝกหอม

ใช้แก้ไข้ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ  ขับระดู  แก้ปวดท้อง ท้องอืด จุกเสียดแน่นท้อง บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต แก้ร้อนในกระหายน้ำ ใช้ละลายนิ่ว โดยใช้รากแห้งต้มกับน้ำดื่มหรือจะใช้รากแห้งชงกับน้ำร้อนแบบชาก็ได้ ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยขับลม แก้ร้อนใน แก้หวัด โดยการนำเหง้าแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม น้ำมันหอมระเหยมีกลิ่นหอมใช้สูดดมช่วยให้จิตใจสงบ ช่วยในการนอนหลับได้ดี

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดอาการปวด และต้านการอักเสบ  มีการทดสอบฤทธิ์ลดอาการปวด และต้านการอักเสบในหนู โดยใช้การทดสอบwrithing test และ formalin test การทดลอง writhing test ทำโดยฉีดน้ำมันหอมระเหย (EO) เข้าทางช่องท้องหนูในขนาด 25, 50, และ 100 mg/kg หลังจากนั้น 30 นาที จึงฉีด 0.85% acetic acid (10 mL/kg)เข้าทางช่องท้องแล้วนับจำนวนครั้งที่หนูเกิดความเจ็บปวดจนเกิดอาการบิดงอลำตัว (writhing) ผลการทดลองพบว่า EO ในขนาด 50 และ 100 mg/kgสามารถลดจำนวนครั้งในการเกิด writhing  ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีเปอร์เซ็นต์การยับยั้งเท่ากับ 51.9 และ 64.9% ตามลำดับส่วนการทดลอง formalin test ให้ EO ในขนาด  25, 50 และ 100 mg/kgและกลุ่มสุดท้ายให้ aspirin ขนาด 200 mg/kg  หลังจากนั้น 30 นาที จึงฉีด 2.5% formalin เข้าทางใต้ผิวหนังบริเวณอุ้งเท้าหลังด้านขวา สังเกตพฤติกรรมใน 2 ช่วง คือในช่วง early phase (0-5 นาทีหลังจากฉีด formalin) ซึ่งแสดงถึงอาการปวดแบบเฉียบพลัน (acute pain) อีกช่วงหนึ่ง คือ late phase (15-30 นาทีหลังจากฉีด formalin) ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการอักเสบ inflammation phase ผลการทดลองพบว่าสารสกัด  EO ในขนาด 50 และ 100 mg/kgสามารถลดเวลาที่หนูยกเท้าข้างที่ถูกฉีด formalin ขึ้นเลีย ลงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติใน late phase (56.7 และ 86.2%, ตามลำดับ)

            ฤทธิ์ต้านอาการชัก มีกากรศึกษาทดลองสารสกัดจากแฝกหอมในหนูที่เหนี่ยวนำให้เกิดการชักด้วยการช็อตไฟฟ้า พบว่าสารสกัดเอทานอลจากเหง้าแฝกหอมในขนาด 400 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สามารถยับยั้งการเกิดอาการชักที่เกิดจากการช็อตไฟฟ้าได้ (p<0.001) และสารสกัดขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทำให้ระยะเวลาก่อนเริ่มเกิดการชักยาวนานขึ้น เมื่อกระตุ้นการชักด้วยสารเคมี Pentylenetetrazoleโดยทำให้สัตว์ทดลองรอดชีวิต 83% แต่ขนาดของยามาตรฐานต้านการชัก phenobarbital ที่ทำให้สัตว์ทดลองรอดชีวิตทั้งหมดคือขนาด 20mg/kgและสารสกัดเอทานอลจากเหง้าแฝกหอม ที่ทำให้สัตว์ทดลองรอดชีวิตทั้งหมดคือขนาด 200 และ 400 mg/kg

           ฤทธิ์ต้านเบาหวาน มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ต้านเบาหวานของต้นแฝกหอม โดยทำการทดลองในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงด้วยการฉีด alloxan monohydrate ขนาด 150 มก./กก. เข้าทางเส้นเลือดดำ จากนั้น 48 ชั่วโมง จึงแบ่งหนูแรทออกเป็น 6 กลุ่ม (กลุ่มละ 6 ตัว) กลุ่มที่ 1 ป้อนด้วยน้ำเกลือ (ซึ่งเป็นกลุ่มควบคุม) กลุ่มที่ 2 ป้อนด้วยยาต้านเบาหวาน glibenclamide ขนาด 10 มล./กก./วัน กลุ่มที่ 3, 4, 5 และ 6 ป้อนสารสกัดเอทานอลรากแฝกหอมขนาด 100, 250, 500 และ 750 มก./กก./วัน ตามลำดับ หลังจากป้อนยาและสารสกัดทำการเก็บตัวอย่างเลือดหนูในชั่วโมงที่ 0, 2, 4, 6, 8 และ 24 เพื่อตรวจวัดค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่เปลี่ยนแปลงในระยะเฉียบพลัน จากนั้นเลี้ยงหนูต่อไปจนครบ 28 วัน และทำการเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อตรวจวัดค่าระดับน้ำตาลในเลือดในวันที่ 0, 2, 14, 16, 18 และ 24 ของการทดลอง ผลจากการทดลองพบว่าในระยะเฉียบพลัน การป้อนหนูด้วยสารสกัดเอทานอลรากแฝกหอมขนาด 750 มก./กก. มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดหนูลงในชั่วโมงที่ 2 และ 4 เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม และการป้อนสารสกัดเอทานอลรากแฝกหอมทุกขนาดมีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดในวันที่ 7, 14, 21 และ 28 ของการทดลองอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม

            ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีการทดสอบฤทธิ์ต้านออกซิเดชันของน้ำมันหอมระเหยจากรากแฝกหอม ด้วยวิธี free radical scavenging (DPPH) และ lipid peroxidation inhibition (TBARs) ผลการทดสอบฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระ (free radical scavenging) ด้วยวิธี DPPH ที่ความเข้มข้น 10 ไมโครลิตร/มิลลิลิตร พบว่าเปอร์เซ็นต์การยับยั้งเท่ากับ 90.18±0.84% คิดเป็นค่า IC5o  เท่ากับ 0.635±0.036 mg/ml และแสดงผลการทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการเกิดออกซิเดชันของไขมัน (lipid peroxidation) ด้วยวิธี TBARs ที่ความเข้มข้น 0.95 ไมโครลิตร/มิลลิลิตร มีเปอร์เซ็นต์การยับยั้งเท่ากับ 23.90±5.68% 

การศึกษาพิษวิทยา

มีการศึกษาวิจัยความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดเอทานอลจากรากแฝกหอม โดยให้สารสกัดรากแฝกหอมในหนูเม้าส์เพศผู้สายพันธุ์ swiss albino จำนวน 6 ตัว ในขนาด 100, 200, 300, 400, 500  และ 600 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หลังจากนั้นสังเกตอาการของการเกิดพิษและความผิดปกติของพฤติกรรม ทุกชั่วโมง จนครบ 48 ชั่วโมง ผลการทดลองพบว่าเมื่อให้สารสกัดในขนาด 400 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไม่มีการตาย หรือความผิดปกติของพฤติกรรมของหนู และพบค่าความเข้มข้นที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50) เท่ากับ 600 มิลลิกรัม/กิโลกรัม 

            นอกจากนี้ยังมีรายงานผลการศึกษาความเป็นพิษอีกฉบับหนึ่งระบุว่า ในการทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดรากแฝกหอมด้วยเอทานอล 50% โดยป้อนสารสกัดดังกล่าวแก่หนูในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ผลปรากฏว่าตรวจไม่พบอาการเป็นพิษแต่อย่างใด

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่ารายงานผลการศึกษาทางพิษวิทยาจะระบุว่าแฝกหอมไม่มีพิษ แต่ถึงอย่างไรก็ตามในการใช้แฝกหอมเป็นสมุนไพรก็ควรระระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีตามตำรับยาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มาก หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนใช้แฝกหอมเป็นยาสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. เต็ม สมิตตินันทน์.ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย(ชื่อพฤกษศาสตร์-ชื่อพื้นเมือง)กรุงเทพมหานคร.ฟันนี่พับบลิชชิ่ง,2523ซ345.
  2. แฝกหอม”หนังสือสมุนไพรสวนสิริรุกขชาติ.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.หน้า206.
  3. ภก.เย็นจิตร เตชะดำรงสิน , ดรุณ เพ็ชรพลาย , การศึกษาลักษณะทางเคมีและกระจายของรากแฝกหอมในท้องตลาด.วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ปีที่3.ฉบับที่3.กันยายน-ธันวาคม.2548
  4. ดร.นิจศิริ เรืองรังสี.ธวัชชัย มังคละคุปต์”แฝก(Faek)หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม1.หน้า188.
  5. ดรุณ เพ็ชรพลาย.สมุนไพรรากแฝกหอม.ว.กรมวิทย.พ.2531;30(4):275-81.
  6.  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร.
  7. ฤทธิ์ต้านเบาหวานของแฝกหอม.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  8. พีรศักดิ์  วรสุนทโรสถ,สุนทร ดุริยะประพันธ์,ทักษิณ อาชวาคม,สายันต์ ตันพานิช,ชลธิชา นิวาสประกฤติ,ปรียานันท์  ศรสูงเนิน.ทรัพยากรพืชในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลำดับที่ 19 พืชที่ให้น้ำมันหอม.นนทบุรี.สหมิตรพริ้นติ้ง,2544;236-44.
  9. วีระชัย  ณ  นคร.หญ้าแฝกหอม Vetiveria zizanioides Nash (2) เอกสารเผยแพร่หอพรรณไม้ กองบำรุง กรมป่าไม้.กรุงเทพมหานคร:2535;1-22.
  10. แฝกหอม.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=89
  11.  Gupta R, Sharma KK, Afzal M, Damanhouri ZA, Ali B, Kaur R, et al. Anticonvulsant activity of ethanol extracts of Vetiveria zizanioides roots in experimental mice. Pharm Biol. 2013;51(12):1521-1524.
  12. Husain, A.et al.1988. Major essential Oil-Bearing Plants of lndia. Central Institute of Medicinal and Aromatic Plants, Indoa.p.223
  13. Fusao K, Hisashi U, Akira Y.Structure of zizanoic acid, a novel sesquiterpene in vetiver oil. Tetrahedro  Lett. 1967;29:2815-20
  14. Veerapan P, KhunkittiW.  In Vitro antioxidant activities of essential oils. IJPS, 2011; 7(3) : 30-38.
  15. Lima GM, Quintans-Júnior LJ, Thomazzi SM, Almeida EMSA, Melo MS, Serafini MR, et al. Phytochemical screening, antinociceptive and anti-inflammatory activities of Chrysopogon zizanioides essential oil. Brazilian Journal of Pharmacognosy. 2012;22(2):443-450.