แฝกหอม ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นและข้อมูลงานวิจัย

แฝกหอม

ชื่อสมุนไพร  แฝกหอม
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  หญ้าแฝก , แฝก (ทั่วไป) , หญ้าแฝกหอม , แฝกลุ่ม (ภาคกลาง) , ตะไคร้จีน , แคมหอม , แกมหอม (ภาคอีสาน)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Vetiveria zizanioides (L.) Nash
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Chrysopogon zizanioides (L.) Roberty, Rhaphis zizanioides (L.) Roberty., Phalaris zizanioides Linn., Aerticillata Lamk.,
ชื่อสามัญ  Vetiver, vetiver grass , Sevendara grass
วงศ์  Gramineae

 

ถิ่นกำเนิดแฝกหอม 

แฝกหอมเป็นพันธุ์พืชที่มีการสันนิษฐานถึง ต้นกำเนิดดั้งเดิมว่าอยู่ในประเทศอินเดีย เพราะเป็นหญ้าที่ชาวพื้นบ้านของประเทศอินเดียรู้จักกันมานานหลายร้อยปีมาแล้ว โดยคำว่า Vetiver นั้น รากศัพท์เป็นคำที่แผลงมาจาก คำว่า Vetivern ซึ่งเป็นภาษาทมิล (ชาวทมิลเป็นชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ในตอนเหนือของประเทศอินเดีย) แปลว่ารากหอม ส่วนคำว่า zizanioides ในภาษาทมิลมีความหมายถึง ริมแม่น้ำ หรือริมตลิ่ง ซึ่งน่าจะหมายความว่าพืชนี้เดิมพบมากบริเวณริมแม่น้ำในประเทศอินเดีย

            หลังจากนั้นแฝกหอมจึงมีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติออกไปอย่างกว้างขวาง ในปัจจุบันพบมากในภูมิภาคเอเชียกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งที่ขึ้นตามธรรมชาติหรือที่มีการนำมาเพาะปลูก ทั้งนี้แฝกหอมจะขึ้นได้ดีในสภาพในดินต่างๆ จากความสูงที่ระดับน้ำทะเล จนถึงระดับประมาณ 800 เมตร


ประโยชน์/สรรพคุณแฝกหอม

มีการนำแฝกหอมมาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆอย่างมากมายโดยที่เราได้รู้จักและคุ้นเคยกันดีก็คงเป็นการปลูกไว้เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน จากการถูกน้ำกัดเซาะ นอกจากนี้ยังมีการนำมาใช้ประโยชน์ต่างๆ อีกเช่น ใบใช้เย็บเป็นตับเพื่อใช้มุงกันแดดหรือทำเป็นผ้าใบกันแดด ก้านช่อดอกสามารถใช้ทำไม้กวาดและใช้ทอเสื่อ  ส่วนขอรากที่มีความหอมยังสามารถนำมาใช้ทำบุหงา หรือนำไปแขวนในตู้เสื้อผ้าเพื่อให้กลิ่นหอม และไล่แมลงกินผ้า หรือจะนำไปสกัดเป็นน้ำมันหอม และระเหยก็ได้ โดยในปัจจุบันมีการนำน้ำมันหอมระเหยของรากแฝกหอมไปแต่งกลิ่นของผลิตภัณฑ์ เสริมความงาม และเครื่องสำอางต่างๆ อีกด้วย ส่วนสรรพคุณทางยานั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ราก มีกลิ่นหอมมีสรรพคุณทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ ช่วยกล่อมประสาท ใช้ปรุงเป็นยาขับลมในลำไส้ บำรุงโลหิตบำรุงหัวใจ แก้ท้องเดิน  แก้ปวดท้อง ท้องอืด จุกเสียด  ขับปัสสาวะ แก้ไข้พิษ แก้ไข้ แก้ไข้อันเกิดแต่ซาง และโลหิต  แก้ไข้อภิญญาณ  แก้ไข้คุดทะราด แก้โรคประสาท แก้ร้อน  หัวใช้ขับปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ แก้ไข้หวัด แก้ท้องเดิน แก้ร้อน แก้ปวดเมื่อย น้ำมันหอมระเหย ทำให้นอนหลับ ทำให้สงบ ทำให้ผิวหนังร้อนแดง ทั้งนี้ในบัญชียาสมุนไพรตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยายังระบุให้มีการใช้รากแฝกหอมเป็นส่วนประกอบในตำรับ ”ยาหอมเทพจิตร” ที่มีสรรพคุณในการแก้ลมกองละเอียด ได้แก่ อาการหน้ามืด ตาลาย สวิงสวาย  ใจสั่น ตำรับ “ยาหอมนวโกฐ” สรรพคุณแก้ลมวิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน ในผู้สูงอายุ แก้ลมปลายไข้  ตำรับ “ยาประสะกานพลู” ที่มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ  “ตำรับยาเขียวหอม” บรรเทาอาการไข้ ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษหัด พิษสุกใส และตำรับ “ยามโหสถธิจันทน์” อีกด้วย

            สำหรับในต่างประเทศก็มีการใช้แฝกหอมเป็นสมุนไพรเช่นเดียวกันเช่นใน ตำรับยาอายุรเวทของอินเดีย ใช้ยาชงรากแฝกหอม ลดไข้ แก้ปวดศีรษะ แก้กระหาย ขับเหงื่อ ขับระดู เป็นยาธาตุ ศรีลังกา ใช้น้ำมันจากรากแฝกหอมที่ช่วยให้ระงับสงบ  ฟิลิปปินส์ น้ำต้มรากใช้เป็นยาละลายนิ่วในกระเพาะปัสสาวะเป็นต้น

ลักษณะทั่วไปแฝกหอม

แฝกหอมจัดเป็นพืชตระกูลหญ้า ที่เจริญเติบโตเป็นกอขนาดใหญ่ โดนกอเบียดแน่น เหง้าเป็นกระจุก แน่น มีกลิ่นหอม รากฝอยสามารถหยั่งลึกลงไปในดินได้ถึง 4 เมตร ลำต้นตั้งตรง สูง 1-1.5 เมตร มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-8  มิลลิเมตร ผิวเกลี้ยงใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แตกจากโคนกอ แผ่นใบแคบยาว ขอบใบขนาน เนื้อของแผ่นใบกร้าน สากใบมีความยาว 45-100 เซนติเมตร กว้าง 0.6-1.2 เซนติเมตร หลังใบโค้งปลายแบนสีเขียวเข้ม มีไขเคลือบมากทำให้ดูมัน ท้องใบออกขาวซีดกว่าด้านหลังใบ  ดอกออกเป็นช่อตั้ง ซึ่งจะออกที่ปลายยอด ที่มีกานช่อดอกโผล่ยื่นออกจากลางลำต้น มีลักษณะเป็นรวง ก้านช่อดอก และรวงสูงได้ประมาณ 90-150 ซม. และแตกเป็นช่อดอกย่อย โดยช่อดอกย่อยของหญ้าแฝกหอมส่วนใหญ่มีสีม่วงแต่ก็อาจจะมีสีเขียวปนอยู่บางดอก เมล็ดแฝกหอมเป็นเมล็ดแบบแห้งรูปกระสรวย ผิวเรียบ หัวท้ายมน ขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 มม. ยาว 2-3 มม. เปลือกบาง

การขยายพันธุ์แฝกหอม

แฝกหอมสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการแยกหน่อ (ซึ่งในธรรมชาติแฝกหอมก็จะมีการแตกหน่อเพื่อทดแทนต้นที่แก่อยู่เสมอ) โดยมีวิธีการดังนี้ เริ่มจากขุดกอแฝกหอมออกมาตัดรากออก ให้มีความยาว 5 เซนติเมตร ตัดใบให้มีความยาว 20 เซนติเมตร จากนั้นแยกหน่อออกจากกัน นำมาแช่น้ำจนกว่ารากใหม่จะแตกออกมาแล้วจึงนำลงปลูกในแปลงที่มีขนาดความกว้าง 1 เมตร โดยให้มีระยะห่างระหว่างต้น และระหว่างแถว 50x50 เซนติเมตร และความรดน้ำให้สม่ำเสมอในช่วงแรก หลังปลูก 1 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จากนั้นอีก 3-4 เดือนจึงสามารถเก็บเกี่ยวได้

องค์ประกอบทางเคมีแฝกหอม

จากการศึกษาวิจัยพบว่าในรากแฝกหอมมีสาระสำคัญคือ น้ำมันหอมระเหย (Vertiveroil) โดยมีรายงานว่ารากแฝกหอมแห้งมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยอยู่ร้อยละ 0.2-1.8 ซึ่งมีองค์ประกอบหลักคือvetiverol, alpha-vetivone, beta-vetivone,  beta-vetivenene  ,  khusimol, isokhusimol , vetivenol, vetivenyl acetate ,  vetivenes, vetivenic acid. และมีคุณสมบัติทางเคมีดังนี้  

Specific gravity at 30 c                        0.9882-1.0219

Refractive index at 30 c                      1.514-1.519

Optical rotation                                   -53.4 to 101.8

Acid value                                            6.6-40.9

Ester value                                          10.1-24.1

Ester value after acetylation               162.1-185.7

Carbonyls                                            55.4-82.9%

 

 

ที่มา : Wikipedia

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้แฝกหอม

ใช้แก้ไข้ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ  ขับระดู  แก้ปวดท้อง ท้องอืด จุกเสียดแน่นท้อง บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต แก้ร้อนในกระหายน้ำ ใช้ละลายนิ่ว โดยใช้รากแห้งต้มกับน้ำดื่มหรือจะใช้รากแห้งชงกับน้ำร้อนแบบชาก็ได้ ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยขับลม แก้ร้อนใน แก้หวัด โดยการนำเหง้าแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม น้ำมันหอมระเหยมีกลิ่นหอมใช้สูดดมช่วยให้จิตใจสงบ ช่วยในการนอนหลับได้ดี

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดอาการปวด และต้านการอักเสบ  มีการทดสอบฤทธิ์ลดอาการปวด และต้านการอักเสบในหนู โดยใช้การทดสอบwrithing test และ formalin test การทดลอง writhing test ทำโดยฉีดน้ำมันหอมระเหย (EO) เข้าทางช่องท้องหนูในขนาด 25, 50, และ 100 mg/kg หลังจากนั้น 30 นาที จึงฉีด 0.85% acetic acid (10 mL/kg)เข้าทางช่องท้องแล้วนับจำนวนครั้งที่หนูเกิดความเจ็บปวดจนเกิดอาการบิดงอลำตัว (writhing) ผลการทดลองพบว่า EO ในขนาด 50 และ 100 mg/kgสามารถลดจำนวนครั้งในการเกิด writhing  ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีเปอร์เซ็นต์การยับยั้งเท่ากับ 51.9 และ 64.9% ตามลำดับส่วนการทดลอง formalin test ให้ EO ในขนาด  25, 50 และ 100 mg/kgและกลุ่มสุดท้ายให้ aspirin ขนาด 200 mg/kg  หลังจากนั้น 30 นาที จึงฉีด 2.5% formalin เข้าทางใต้ผิวหนังบริเวณอุ้งเท้าหลังด้านขวา สังเกตพฤติกรรมใน 2 ช่วง คือในช่วง early phase (0-5 นาทีหลังจากฉีด formalin) ซึ่งแสดงถึงอาการปวดแบบเฉียบพลัน (acute pain) อีกช่วงหนึ่ง คือ late phase (15-30 นาทีหลังจากฉีด formalin) ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการอักเสบ inflammation phase ผลการทดลองพบว่าสารสกัด  EO ในขนาด 50 และ 100 mg/kgสามารถลดเวลาที่หนูยกเท้าข้างที่ถูกฉีด formalin ขึ้นเลีย ลงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติใน late phase (56.7 และ 86.2%, ตามลำดับ)

ฤทธิ์ต้านอาการชัก มีกากรศึกษาทดลองสารสกัดจากแฝกหอมในหนูที่เหนี่ยวนำให้เกิดการชักด้วยการช็อตไฟฟ้า พบว่าสารสกัดเอทานอลจากเหง้าแฝกหอมในขนาด 400 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สามารถยับยั้งการเกิดอาการชักที่เกิดจากการช็อตไฟฟ้าได้ (p<0.001) และสารสกัดขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทำให้ระยะเวลาก่อนเริ่มเกิดการชักยาวนานขึ้น เมื่อกระตุ้นการชักด้วยสารเคมี Pentylenetetrazoleโดยทำให้สัตว์ทดลองรอดชีวิต 83% แต่ขนาดของยามาตรฐานต้านการชัก phenobarbital ที่ทำให้สัตว์ทดลองรอดชีวิตทั้งหมดคือขนาด 20mg/kgและสารสกัดเอทานอลจากเหง้าแฝกหอม ที่ทำให้สัตว์ทดลองรอดชีวิตทั้งหมดคือขนาด 200 และ 400 mg/kg

ฤทธิ์ต้านเบาหวาน มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ต้านเบาหวานของต้นแฝกหอม โดยทำการทดลองในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงด้วยการฉีด alloxan monohydrate ขนาด 150 มก./กก. เข้าทางเส้นเลือดดำ จากนั้น 48 ชั่วโมง จึงแบ่งหนูแรทออกเป็น 6 กลุ่ม (กลุ่มละ 6 ตัว) กลุ่มที่ 1 ป้อนด้วยน้ำเกลือ (ซึ่งเป็นกลุ่มควบคุม) กลุ่มที่ 2 ป้อนด้วยยาต้านเบาหวาน glibenclamide ขนาด 10 มล./กก./วัน กลุ่มที่ 3, 4, 5 และ 6 ป้อนสารสกัดเอทานอลรากแฝกหอมขนาด 100, 250, 500 และ 750 มก./กก./วัน ตามลำดับ หลังจากป้อนยาและสารสกัดทำการเก็บตัวอย่างเลือดหนูในชั่วโมงที่ 0, 2, 4, 6, 8 และ 24 เพื่อตรวจวัดค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่เปลี่ยนแปลงในระยะเฉียบพลัน จากนั้นเลี้ยงหนูต่อไปจนครบ 28 วัน และทำการเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อตรวจวัดค่าระดับน้ำตาลในเลือดในวันที่ 0, 2, 14, 16, 18 และ 24 ของการทดลอง ผลจากการทดลองพบว่าในระยะเฉียบพลัน การป้อนหนูด้วยสารสกัดเอทานอลรากแฝกหอมขนาด 750 มก./กก. มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดหนูลงในชั่วโมงที่ 2 และ 4 เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม และการป้อนสารสกัดเอทานอลรากแฝกหอมทุกขนาดมีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดในวันที่ 7, 14, 21 และ 28 ของการทดลองอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีการทดสอบฤทธิ์ต้านออกซิเดชันของน้ำมันหอมระเหยจากรากแฝกหอม ด้วยวิธี free radical scavenging (DPPH) และ lipid peroxidation inhibition (TBARs) ผลการทดสอบฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระ (free radical scavenging) ด้วยวิธี DPPH ที่ความเข้มข้น 10 ไมโครลิตร/มิลลิลิตร พบว่าเปอร์เซ็นต์การยับยั้งเท่ากับ 90.18±0.84% คิดเป็นค่า IC5o  เท่ากับ 0.635±0.036 mg/ml และแสดงผลการทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการเกิดออกซิเดชันของไขมัน (lipid peroxidation) ด้วยวิธี TBARs ที่ความเข้มข้น 0.95 ไมโครลิตร/มิลลิลิตร มีเปอร์เซ็นต์การยับยั้งเท่ากับ 23.90±5.68% 

การศึกษาพิษวิทยา

มีการศึกษาวิจัยความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดเอทานอลจากรากแฝกหอม โดยให้สารสกัดรากแฝกหอมในหนูเม้าส์เพศผู้สายพันธุ์ swiss albino จำนวน 6 ตัว ในขนาด 100, 200, 300, 400, 500  และ 600 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หลังจากนั้นสังเกตอาการของการเกิดพิษและความผิดปกติของพฤติกรรม ทุกชั่วโมง จนครบ 48 ชั่วโมง ผลการทดลองพบว่าเมื่อให้สารสกัดในขนาด 400 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไม่มีการตาย หรือความผิดปกติของพฤติกรรมของหนู และพบค่าความเข้มข้นที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50) เท่ากับ 600 มิลลิกรัม/กิโลกรัม 

            นอกจากนี้ยังมีรายงานผลการศึกษาความเป็นพิษอีกฉบับหนึ่งระบุว่า ในการทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดรากแฝกหอมด้วยเอทานอล 50% โดยป้อนสารสกัดดังกล่าวแก่หนูในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ผลปรากฏว่าตรวจไม่พบอาการเป็นพิษแต่อย่างใด

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่ารายงานผลการศึกษาทางพิษวิทยาจะระบุว่าแฝกหอมไม่มีพิษ แต่ถึงอย่างไรก็ตามในการใช้แฝกหอมเป็นสมุนไพรก็ควรระระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีตามตำรับยาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มาก หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนใช้แฝกหอมเป็นยาสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. เต็ม สมิตตินันทน์.ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย(ชื่อพฤกษศาสตร์-ชื่อพื้นเมือง)กรุงเทพมหานคร.ฟันนี่พับบลิชชิ่ง,2523ซ345.
  2. แฝกหอม”หนังสือสมุนไพรสวนสิริรุกขชาติ.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.หน้า206.
  3. ภก.เย็นจิตร เตชะดำรงสิน , ดรุณ เพ็ชรพลาย , การศึกษาลักษณะทางเคมีและกระจายของรากแฝกหอมในท้องตลาด.วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ปีที่3.ฉบับที่3.กันยายน-ธันวาคม.2548
  4. ดร.นิจศิริ เรืองรังสี.ธวัชชัย มังคละคุปต์”แฝก(Faek)หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม1.หน้า188.
  5. ดรุณ เพ็ชรพลาย.สมุนไพรรากแฝกหอม.ว.กรมวิทย.พ.2531;30(4):275-81.
  6.  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร.
  7. ฤทธิ์ต้านเบาหวานของแฝกหอม.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  8. พีรศักดิ์  วรสุนทโรสถ,สุนทร ดุริยะประพันธ์,ทักษิณ อาชวาคม,สายันต์ ตันพานิช,ชลธิชา นิวาสประกฤติ,ปรียานันท์  ศรสูงเนิน.ทรัพยากรพืชในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลำดับที่ 19 พืชที่ให้น้ำมันหอม.นนทบุรี.สหมิตรพริ้นติ้ง,2544;236-44.
  9. วีระชัย  ณ  นคร.หญ้าแฝกหอม Vetiveria zizanioides Nash (2) เอกสารเผยแพร่หอพรรณไม้ กองบำรุง กรมป่าไม้.กรุงเทพมหานคร:2535;1-22.
  10. แฝกหอม.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=89
  11.  Gupta R, Sharma KK, Afzal M, Damanhouri ZA, Ali B, Kaur R, et al. Anticonvulsant activity of ethanol extracts of Vetiveria zizanioides roots in experimental mice. Pharm Biol. 2013;51(12):1521-1524.
  12. Husain, A.et al.1988. Major essential Oil-Bearing Plants of lndia. Central Institute of Medicinal and Aromatic Plants, Indoa.p.223
  13. Fusao K, Hisashi U, Akira Y.Structure of zizanoic acid, a novel sesquiterpene in vetiver oil. Tetrahedro  Lett. 1967;29:2815-20
  14. Veerapan P, KhunkittiW.  In Vitro antioxidant activities of essential oils. IJPS, 2011; 7(3) : 30-38.
  15. Lima GM, Quintans-Júnior LJ, Thomazzi SM, Almeida EMSA, Melo MS, Serafini MR, et al. Phytochemical screening, antinociceptive and anti-inflammatory activities of Chrysopogon zizanioides essential oil. Brazilian Journal of Pharmacognosy. 2012;22(2):443-450.