เทียนตาตั๊กแตน ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

เทียนตั๊กแตน

ชื่อสมุนไพร เทียนตาตั๊กแตน
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  ผักชีลาว(ทั่วไป),หอมน้อย(ภาคเหนือ),ผักชีเมือง(น่าน),ผักชี(ขอนแก่น,เลย),ผักชีตั๊กแตน(พิจิตร)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Anethum gmveolens Linn.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Anethum arvense Salisb., Angelica graveolens (L.) Steud., Ferula graveolens (L.) Spreng., Peucedanum sowa (Roxb. ex Fleming) Kurz, Selinum graveolens (L.) Vest
ชื่อสามัญ Dill, European Dill ,American Dill
วงศ์   Umbelliferae

 

ถิ่นกำเนิดเทียนตาตั๊กแตน

เทียนตาตั๊กแตน(ผักชีลาว) เป็นพืชพื้นเมืองในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และทวีปเอเชีย เช่น สเปน,ฝรั่งเศส,กรีซ,เลบานอน,ซีเรีย.อิสราเอง เป็นต้น ปัจจุบันมีการนำมาปลูกแพร่หลายในประเทศเยอรมันนี อังกฤษ อิตาลี สหรัฐอเมริกา อินเดีย และจีน ปัจจุบันมีการนำมาปลูกกันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก เช่น ประเทศเยอรมัน อังกฤษ อิตาลี สหรัฐอเมริกา อินเดีย และจีน ฯลฯ

สำหรับในประเทศไทยก็มีการนำเข้ามาปลูก และสามารถปลูกได้ผลดี เช่นกัน โดยนิยมปลูกไว้เพื่อใช้เป็นเครื่องยาสมุนไพรและปลูกไว้รับประทานเป็นผักพื้นบ้าน แต่เนื่องจากมีกลิ่นหอมแรง และมีกลิ่นเฉพาะตัว จึงยังเป็นที่นิยมของคนในบางพื้นที่เท่านั้น โดยเฉพาะคนอีสาน และคนภาคเหนือในบางแห่ง ส่วนภาคอื่นๆ ความนิยมยังมีน้อย


ประโยชน์และสรรพคุณเทียนตาตั๊กแตน

คนไทยนิยมนำเทียนตาตั๊กแตน (ผักชีลาว) มาใช้เป็นผักพื้นบ้านเพราะเป็นพืช เป็นผักพื้นบ้านในตระกูลเดียวกันกับผักชี โดยเทียนตาตั๊กแตน (ผักชีลาว) เป็นที่นิยมรับประทานมากของชาวอีสาน และชาวเหนือบางพื้นที่ รวมไปถึงและประเทศเพื่อนบ้านในฝั่งลาว โดยใช้ใบมาใส่แกงอ่อม แกงหน่อไม้ ห่อหมก น้ำพริกปลาร้า ผักชีลาวผัดไข่ ส่วนยอดของใบใช้รับประทานเป็นผักคู่กับลาบและยำ เช่น ลาบเนื้อ ลาบหมู ซุปหน่อไม้ ฯลฯ นอกจากนี้ยังช่วยชูรสชาติอาหารอีกด้วย

สำหรับผล (เมล็ด) นิยมนำมาบดโรยบนมันฝรั่งบดหรือสลัดผักเพื่อช่วยเพิ่มรสชาติของอาหาร ใบสดและแห้งนิยมนำมาโรยบนอาหารประเภทปลาเพื่อช่วยดับกลิ่นคาว น้ำมันหอมระเหย และยังสามารถนำมาผลิตใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร อุสาหกรรมเครื่องสำอาง เช่น สบู่ โลชั่น บำรุงผิว นำมาใช้แต่งกลิ่นผักดอง สตูว์ น้ำซอส ของหวาน และเครื่องดื่มรวมไปถึงเหล้าได้อีกด้วย

ส่วนสรรพคุณทางยานั้น ตามตำรายาไทยระบุว่า เทียนตาตั๊กแตนมีรสขม เผ็ดเล็กน้อย ใช้เป็นยาขับลม บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืดเฟ้อในเด็ก แก้เสมหะพิการ แก้โรคกำเดา น้ำมันเทียนตาตั๊กแตน ระงับอาการเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ แก้เส้นท้องพิการ แก้นอนสะดุ้ง คลุ้มคลั่ง เพิ่มปริมาณการหายใจ แต่ลดความดันโลหิต และอีกตำรายาหนึ่งระบุว่า ต้น ใช้บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้สะอึก แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้คลื่นไส้อาเจียน แก้เจ็บตา แก้ปวดท้องในเด็ก แก้บวม แก้เหน็บชา ต้นสด มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อกลากเกลื้อน ผล มีรสขม เผ็ดเล็กน้อย ใช้ขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ไอ แก้หอบหืด แก้คลื่นไส้ บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้เสมหะพิการ เจริญอาหาร แก้นอนสะดุ้ง คลุ้มคลั่ง ขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต ลดไขมันและน้ำตาลในเลือด ฆ่าเชื้อบิดและเชื้อที่ทำให้ท้องเสีย เมล็ด ช่วยขับลม แก้หอบ บำรุงปอด แก้ไอ แก้ลมที่ทำให้สะอึก แก้ลมวิงเวียน แก้อาเจียน ใบ ช่วยในการทำงานของกระเพาะอาหาร ม้าม และตับราก แก้ระคายคอ

นอกจากนี้ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) ยังปรากฏการใช้เมล็ดเทียนตาตั๊กแตน ในยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ปรากฏตำรับ ”ยาหอมเทพจิตร” และตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” มีส่วนประกอบของเทียนตาตั๊กแตน อยู่ในพิกัดเทียนทั้ง 9 ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง
และได้มีการนำมาใช้ในเครื่องยาไทย ที่เรียกว่า “พิกัดเทียน” โดยเทียนตาตั๊กแตน จัดอยู่ใน “พิกัดเทียน”  ที่ประกอบด้วย“พิกัดเทียนทั้ง 5” ได้แก่ เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก และเทียนตาตั๊กแตน “พิกัดเทียนทั้ง 7” (มีเทียนเยาวพาณี และเทียนสัตตบุษย์ เพิ่มเข้ามา) “พิกัดเทียนทั้ง 9” (มีเทียนตากบ และเทียนเกล็ดหอย เพิ่มเข้ามา) สรรพคุณโดยรวม ของยาที่ใช้ในพิกัดเทียน คือ ช่วยขับลม แก้อาเจียน บำรุงโลหิต และใช้ในตำรับยาหอม

และในเภสัชตำรับของประเทศทางตะวันตก ยังใช้เทียนตาตั๊กแตน (ผักชีลาว) เป็นชาชงสมุนไพร ขนาด 4-8 กรัมต่อวัน โดยใช้ผล เป็นยาขับลม ยาธาตุและยาเจริญอาหาร ส่วนน้ำมันสกัดออกมาจากเมล็ดใช้เตรียมเป็นยาที่เรียกว่า น้ำหอมปรุง , น้ำมันดิลล์ ( dill water ) หรือไกรวอเตอร์ ( gripe water ) ช่วยแก้อาการท้องอืดในทารก เมล็ดยังช่วยให้สงบระงับ และทำให้อยากอาหาร เป็นต้น



ลักษณะทั่วไปเทียนตาตั๊กแตน  

เทียนตาตั๊กแตน(ผักชีลาว) จัดเป็นพืชล้มลุก อายุ 1-2 ปี ลำต้นเรียบและตั้งตรง สีเขียวอ่อน แตกกิ่ง ทั้งต้นมีกลิ่นหอม สูง 40-170 เซนติเมตร  มีข้อปล้องเห็นได้ชัดเจน มีกาบใบหุ้มลำต้นเล็กน้อย ราก ประกอบด้วยรากแก้วที่มีขนาดสั้น และรากแขนงแตกออกจากรากแก้ว มีความยาวรากประมาณ 10-20 ซม.รากแทงลงในแนวดิ่ง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้าม ใบรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับ สีเขียวสด เมื่อดูแนวรูปใบโดยรวม มีขนาดกว้าง 11-20 เซนติเมตร ยาว 10-35 เซนติเมตร ขอบใบหยักลึกเป็นแฉกแบบขนนกหลายชั้น แฉกย่อยที่สุดมีลักษณะแคบยาวเป็นริ้ว กว้างน้อยกว่า 0.5 มิลลิเมตร ยาว 4-20 มิลลิเมตร ก้านใบยาว 5-6 เซนติเมตร แผ่เป็นกาบ ดอก มีสีเหลือง ออกเป็นช่อ ก้านช่อดอกซี่ร่มหลายชั้นหลวมๆ ก้านช่อดอกยาว 7-16 เซนติเมตร ดอกย่อยมีขนาดเล็ก กลีบเลี้ยงมีขนาดเล็กมาก หรือไม่มี กลีบดอกมี 5 กลีบ สีเหลือง เกสรเพศผู้มี 5 อัน ติดบนฐานดอก เรียงสลับกับกลีบดอก รังไข่อยู่ใต้วงกลีบ มี 2 ช่อง  ผล เมื่อแก่แห้งไม่แตก รูปรี สีน้ำตาลอมเหลือง ขนาดกว้างราว 2 มิลลิเมตร ยาวราว 4 มิลลิเมตร ผิวเรียบ คล้ายตาตั๊กแตน


การขยายพันธุ์เทียนตาตั๊กแตน

เทียนตาตั๊กแตน (ผักชีลาว) สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด โดยมีวิธีการดังนี้

เตรียมดินด้วยการพรวนดิน และยกร่องแปลงให้สูงเล็กน้อย หว่านโรยด้วยปุ๋ยคอก อัตรา 2-3 กิโลกรัม/ตารางเมตร และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือใช้ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 1 กำมือ/ตารางเมตร แล้วค่อยพรวนดินให้เข้ากัน แล้วโรยเมล็ดผักชีลาว อัตรา 2 กำมือ/ตารางเมตร หรือจะหลอดเมล็ดโดยการ วัดระยะห่างของหลุมประมาณ  15   x  15  เซนติเมตร ใช้ไม้ขีดเป็นตารางให้เท่า ๆ กัน ใช้ไม้หรือนิ้วจิ้ม แล้วหยอดเมล็ดลงตามตารางที่ขีดไว้ เสร็จแล้วจึงใช้ดินกลบ แล้วคลุมด้วยฟางบางๆหรือไม่คลุมก็ได้ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม


องค์ประกอบทางเคมี

            ในน้ำมันระเหยง่ายที่ได้จากเทียนตาตั๊กแตนเรียกว่าน้ำมันเทียนตาตั๊กแตน (dill seed oil) ร้อยละ 1.2-7.7 น้ำมันระเหยง่ายนี้มีองค์ประกอบหลักทางเคมีเป็น สารกลุ่มคาร์โวนประมาณ 35-60%, (+)-d-limonene (10%) และ α-phellandrene (6%), α-terpinene (6%), isoeugenol (2.3%) และพบสารคูมาริน, ฟีนิลโพรพานอยด์, แซนโทน, ฟลาโวนอยด์  ตัวอย่าง dihydrocarvone (12%), carvone (34.5%), carvelol (4%), dihydrocarvecrol (3.5%), petroselinic acid, vicenin, fatty acids, oilgomycin A and C, β-phellandrene, β-myrcene, 3,6-dimethyl-3a,4,5,7a-tetrahydrocoumaran, 3,6-dimethylcoumaran, flavonol glycosides, persicarin, quercetin-3-sulphate, kaemferol, dillanoside, methyl benzoate, 1,5-cineole, p-cymene, safrole, α-pinene, imporatorin, umbelliprenin, bergapten, 4-methylesculetin, umbelliferone, scopoletin, esculetin, anethofuran

รูปภาพองคืประกอบทางเคมีของเทียนตาตั๊กแตน

 

ที่มา : Wikipedia

นอกจากนี้ใบผักชีลาวสดยังมีสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้
คุณค่าทางโภชนาการของผักชีลาว 100 กรัม

  • พลังงาน 43 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 7 กรัม
  • เส้นใย 2.1 กรัม
  • ไขมัน 1.1 กรัม
  • โปรตีน 3.5 กรัม
  • วิตามินเอ 7,717 ไมโครกรัม
  • วิตามินบี 1 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.3 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 3 1.6 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 5 0.4 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 0.2 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 9 150 ไมโครกรัม
  • วิตามินบี12 0 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 85 มิลลิกรัม
  • แคลเซียม 208 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 6.6 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 55 มิลลิกรัม
  • แมงกานีส 1.3 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 66 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 738 มิลลิกรัม
  • โซเดียม 61 มิลลิกรัม
  • สังกะสี 0.9 มิลลิกรัม
  • ทองแดง 0.14 มิลลิกรัม

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

ในการใช้เพื่อสรรพคุณตามตำรายาไทย หากใช้เป็นแบบผงให้ใช้ในขนาด 1-4 กรัม นอกจากนี้ยังมีรูปแบบ/ขนาดการใช้ตามตำรายาอื่นๆ อีกเช่น ช่วยแก้อาการปวดท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลมในลำไส้ ด้วยการใช้ผลแห้งนำมาบดให้เป็นผงแล้วชงกับน้ำดื่มวันละ 4 แก้ว หรือจะใช้ต้นสดนำมาผสมกับนมให้เด็กอ่อนดื่มแก้อาการก็ได้เช่นกัน  แก้อาการอึดอัดแน่นท้อง ด้วยการใช้ต้นสดประมาณ 50 กรัม นำมาเคี่ยวกับน้ำจนข้นแล้วใช้รับประทาน  แก้อาการท้องผูก ด้วยการใช้ใบสดหรือยอดอ่อนนำมาต้มกินหรือใช้ประกอบอาหารรับประทาน แก้อาการปัสสาวะขัด ด้วยการใช้ใบสดประมาณ 50 กรัมนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นชา รักษาไส้ติ่งอักเสบ ด้วยการใช้ต้นสดประมาณ 60 กรัมนำมาต้มกับน้ำกินดื่ม รักษาฝีเนื้อร้าย ด้วยการใบสดนำมาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็นฝีวันละ 2 ครั้ง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร: สารสกัดน้ำและแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหารจากการถูกทำลายด้วยกรดเกลือ และแอลกอฮอล์ โดยมีผลลดการหลั่งกรด และปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหาร
          ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ต้านเชื้อราและแบคทีเรียหลายชนิด ซึ่งสารสำคัญ คือ carvone
          ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น: สารสกัดน้ำมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นได้ดี

ฤทธิ์ต่อระบบฮอร์โมนเพศหญิง: สารสกัดน้ำและสารสกัดแอลกอฮอล์มีผลต่อระบบฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้รอบเดือนมาปกติ

ฤทธิ์ต้านมะเร็ง: น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดมะเร็ง สารสำคัญ คือ anethofuran, carvone และ limonene น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์เป็นพิษต่อเม็ดเลือดขาวของคนในหลอดทดลอง

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยในต่างประเทศ ระบุถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอีกมากมาย เช่น ขับลม แก้ไอ แก้ปวดท้อง ต้านเชื้อรา ยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์ ขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต ลดไขมันและน้ำตาลในเลือด ฆ่าตัวอสุจิในหลอดทดลอง ฆ่าเชื้อบิดมีตัว และเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้ท้องเสีย

การศึกษาทางพิษวิทยา

สารสกัดน้ำ และสารสกัดแอลกฮอล์-น้ำ มีผลก่อกลายพันธุ์ สารที่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ คือ Iso-rhamnetin 3-sulfate (persicarin) และ quercetin 3-sulfate แต่การให้เทียนตาตั๊กแตนปริมาณ 33% ใน อาหารเป็นเวลา 410 วัน ไม่พบการก่อเกิดมะเร็งในหนูและเมื่อใช้น้ำมันในความแรง  5% ฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนูตะเภาขนาด 35 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จะทำให้เกิดอาการแพ้ถึงขนาดหมดสติ
ส่วนการทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดผลด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 2,500 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ไม่ตรวจพบอาการเป็นพิษ

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

ในการใช้เทียนตาตั๊กแตน (ผักชีลาว) เพื่อเป็นอาหารคงไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง เพราะเป็นการรับประทานแบบสดและรับประทานในปริมาณที่พอดี ส่วนในการใช้เพื่อต้องการสรรพคุณทางยานั้น ก็ควรใช้ในปริมาณที่พอดี ไม่ใช้มากเกินกว่าที่ระบุในตำรับยาต่างๆ และไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานอนจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัวสตรีมีครรภ์,สตรีให้นมบุตรหรือผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เทียนตาตั๊กแตน (ผักชีลาว) รวมถึงผู้ที่แพ้พืชตระกูลนี้ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชียวชาญก่อนใช้เช่นกัน

 

เอกสารอ้างอิง

  1. เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, บรรณาธิการ. (2548). เครื่องปรุงในอาหารไทย. นนทบุรี: ศูนย์พัฒนาตำราการแพทย์แผนโบราณ.
  2. ศานิต สวัสดิกาญจน์. 2554. ผลของแอลลีโลพาธีของพืชสมุนไพร 6 ชนิดต่อการงอกและการเจริญเติบโตของถั่วเขียวผิวดำ. เรื่องเต็มการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 49 1-4 ก.พ. 2554 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หน้า 419-428
  3. รัตนา พรหมพิชัย. (2542). ชี, ผัก. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ (เล่ม 4, หน้า 1880-1881).กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
  4. ประธาน นันไชยศิลป์. (2550). สัมภาษณ์. 3 กรกฎาคม.
  5. ผักชีลาว.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=171
  6. ผักชีลาว สรรพคุณและการปลูกผักชีลาว.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.puechkaset.com
  7. เทียนตาตั๊กแตน.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=70
  8.  Medicinal Plants Of Vietnam, Cambodia And Lao, Nguyen Van Duong, Library of Congress, 1993.
  9. Pamela Westland, The Herb Hand Book, The Apple Press Singapore, 1991.