ฟาซิโอลามีน

ฟาซิโอลามีน

ชื่อสามัญ Phaseolamin

ประเภทและข้อแตกต่างของฟาซิโอลามีน

ฟาซิโอลามีน (Phaseolamin) จัดเป็นไกลโคโปรตีน (glycoprotein) ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่สามารถพบได้ในธรรมชาติ ซึ่งสารฟาซิโอลามีน (Phaseolamin) นี้ถูกค้นพบครั้งแรกจากถั่วแดงหลวง (kidney bean) เมื่อปี ค.ศ. 1975 และสำหรับประเภทของสารฟาซิโอลามีน (Phaseolamin) นั้น จากการศึกษาค้นพบว่ามีเพียงชนิดเดียวเท่านั้น

แหล่งที่พบและแหล่งที่มาของฟาซิโอลามีน

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าสารฟาซิโอลามีน (Phaseolamin) สามารถพบได้ในธรรมชาติโดยค้นพบครั้งแรกในถั่วแดงหลวง (kidney bean) แต่ในปัจจุบันได้มีการศึกษาวิจัยพบว่า ฟาซิโอลามีน ยังพบได้ในถั่วขาว (Phaseolus vulgaris) หรือ ที่ชาวตะวันตกเรียกกันว่า Whaite kidney bean ซึ่งในถั่วขาวนี้พบว่ามีปริมาณสารฟาซิโอลามีนมากกว่าในถั่วแดงหลวงหลายเท่า ดังนั้นในปัจจุบันจึงนิยมสกัดเอาสารดังกล่าวจากถั่วขาวมาใช้ประโยชน์มากกว่าถั่วแดงหลวง

ฟาซิโอลามีน

ฟาซิโอลามีน

ปริมาณที่ควรได้รับจากฟาซิโอลามีน

สำหรับขนาดและปริมาณ ของสารฟาซิโอลามีน (Phaseolamin) ที่สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยต่อวันนั้น ในปัจจุบันยังไม่ได้มีการกำหนดถึงขนาดและปริมาณรวมถึงเกณฑ์ในการใช้ปริมาณสารดังกล่าวอย่างชัดเจนแต่อย่างใด แต่ได้มีการศึกษาวิจัยถึงขนาดและปริมาณของสารฟาซิโอลามีนที่สกัดได้จากถั่วขาว พบว่า จากการศึกษาโดยใช้สาร Phaseolamin Phase 2 ตั้งแต่ 500 ถึง 3,000 mg/day ทั้งรับประทานครั้งเดียวและแบ่งรับประทาน ไม่พบรายงานผลข้างเคียงที่รุนแรงแต่พบผลข้างเคียงต่อทางเดินอาหารซึ่งพบน้อยมากและสามารถหายเองได้เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ส่วนอีกการศึกษาหนึ่งระบุผลการศึกษาไว้ว่า หนูทดลองที่ได้รับตัวอย่างสารฟาซิโอลามีน 100, 500 และ 1,500 มก./กก. (น้ำหนักตัว)/วัน ไม่แสดงสัญญาณทางกายภาพของความเป็นพิษที่เกิดจากสารสกัด และไม่มีการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการรักษา นอกจากนี้ยังไม่มีอาการของการสะสมของแป้งในลำไส้ที่ก่อให้เกิดอาการท้องร่วงแต่อย่างใด นอกจากนี้คณะกรรมการอาหารและยาของไทยยังได้มีการกำหนดให้การใช้สารสกัดถั่วขาวในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สามารถสกัดได้โดยวิธีบดผงและสกัดด้วยน้ำ จากเมล็ดของถั่วขาว โดยให้มีขนาดการใช้ปริมาณสารสกัดไม่เกิน 1.5 กรัม/วัน อีกด้วย

ประโยชน์และโทษของฟาซิโอลามีน

ในปัจจุบันได้มีการสกัดเอาสารฟาซิโอลามีน (Phaseolamin) มาใช้ในรูปแบบสารสกัดและรูปแบบสารที่มีอยู่ในแหล่งของอาหาร (ถั่วขาว) เช่น มีการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์ขนมอบ เค้ก คุกกี้ และแป้งสาลี ที่ให้พลังงานสูบ ส่วนในรูปแบบสารสกัดนั้นก็มีการนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งในรูปแบบสารเดี่ยวและนำมาใช้เป็นส่วนผสมกับสารสกัดอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งที่มีการนำสารฟาซิโอลามีนมาใช้ประโยชน์ในลักษณะนี้นั้นก็เนื่องด้วยมีผลการศึกษาวิจัยพบว่า สารดังกล่าว สารฟาซิโอลามีน (Phaseolamin) ที่สามารถพบได้ในถั่วขาว (Phaseolus vulgaris) มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alpha amylase ที่มีหน้าที่ย่อยคาร์โบไฮเดรต และเมื่อแป้งไม่ได้รับการย่อยเป็นน้ำตาลจะไม่สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ จึงเป็นการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตจากอาหารที่รับประทานและลดอัตราการสูงขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารได้ โดยกลไกลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อไมเลสนั้น ส่งผลทำให้อาหารประเภทแป้งที่เราบริโภคเข้าไปไม่เปลี่ยนเป็นสภาพน้ำตาลทั้งหมด โดยสารฟาซิโอลามีนในถั่วขาว มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการย่อยแป้งเป็นน้ำตาลถึง 66% จึงทำให้แป้งที่เราบริโภคเข้าไปไม่ถูกดูดซึมสู่ร่างกายทั้งหมด และเมื่อร่างกายได้รับพลังงานลดลงจึงดึงเอาไขมันเก่าที่สะสมไว้มาเผาผลาญซึ่งทำให้ไขมันในร่างกายลดลง นอกจากนี้สารฟาซิโอลามีนยังสามารถปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างให้ไม่เหมาะกับการทำงานของเอนไซม์อัลฟาอะไมเลส จากค่าความเป็นกรด-ด่างที่ 6.6–7.6 ให้กลายเป็น 5.5 ซึ่งหากเอนไซม์อัลฟาอะไมเลสถูกยับยั้ง โดยการปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง แป้งจะไม่ถูกย่อยและดูดซึมที่ผนังลำไส้เล็ก แต่จะคงสภาพเดิม เคลื่อนที่สู่ลำไส้ใหญ่ เป็นกากใยและถูกขับถ่ายจากร่างกายไปในที่สุด

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องของฟาซิโอลามีน

มีรายงานการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารฟาซิโอลามีน จากถั่วขาวดังนี้

           ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อัลฟาอะไมเลส มีการศึกษาวิจัยพบว่า สารฟาซิโอลามีน (Phaseolamin) มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alpha amylase แบบ noncompetitive และปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ให้ไม่เหมาะกับการทำงานของเอนไซม์ alpha amylase (เอนไซม์ alpha amylase จะมีความเสถียรและทำงานได้ดีที่สุดที่ค่า pH 6.6-7.6) โดยสารดังกล่าวจะปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ที่ pH5.5 ซึ่งสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alpha amylase ได้ดีที่สุด

          ฤทธิ์ลด ควบคุมน้ำหนัก มีรายงานการศึกษาวิจัยพบว่าการให้รับประทานสาร Phaseolamin Phase 2 ตั้งแต่ 500-3,000 mg/day สามารถทำให้น้ำหนักลดลง และช่วยลดอัตราการสูงขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารให้ช้าลงโดยไม่พบรายงานผลข้างเคียงที่รุนแรงและมีอีกการทดลองหนึ่งโดยให้ผู้ที่มีน้ำหนักเกินเล็กน้อยประมาณ 5-15กิโลกรัม จำนวน 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 30คน กลุ่มแรก รับประทานสารสกัดจากถั่วขาวอัดเม็ดน้ำหนัก 445 มิลลิกรัม จำนวน 1 เม็ด ก่อนรับประทานอาหารเที่ยงที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น พาสต้า ข้าว มันฝรั่ง ขนมปัง ผลไม้สด และ กาแฟใส่น้ำตาล เป็นต้น อีกกลุ่มให้รับประทานยาหลอกซึ่งไม่มีสารสกัดจากถั่วขาวแล้วรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงเช่นกัน โดยควบคุมอาหารทุกๆ มื้อของผู้ทดสอบทั้ง 2 กลุ่มให้เหมือนกัน การทดลองดำเนินอย่างต่อเนื่องนาน 30 วันโดยตรวจติดตามค่าน้ำหนักตัว น้ำหนักไขมัน และส่วนที่ไม่ใช่ไขมันในร่างกาย ความหนาของผิวหนัง ระยะรอบเอว สะโพก และต้นขา พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ได้รับสารสกัดจากถั่วขาวมีค่าที่ถูกตรวจติดตามทุกค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยส่วนที่ลดลงเป็นผลมาจากไขมันที่ลดลงเท่านั้น ส่วนของกล้ามเนื้อยังคงเดิม นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาวิจัยอื่นๆอีก เช่น จากการวิเคราะห์ปริมาณของสารยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อัลฟาอะไมเลสของพืชตระกูลถั่ว (Phaseolus vulgaris) พบว่า ถั่วขาวมีปริมาณของสารยับยั้งนี้สูงที่สุด รองลงมาคือ ถั่วแดงและถั่วดำตามลำดับ และมีการศึกษาวิจัย เปรียบเทียบการบริโภคถั่วขาวต้มสุกกับการบริโภคขนมปังขาวซึ่งเป็นแหล่งอาหาร สำคัญแหล่งหนึ่งในปริมาณ 100 กรัม เท่ากัน พบว่า ถั่วขาวให้พลังงาน 142 กิโลแคลอรี่ ซึ่งมาจากคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 74 โปรตีนร้อยละ 22 และไขมันร้อยละ 4  ส่วนขนมปังขาวซึ่งทำจากแป้งสาลีเป็นหลัก พบว่าขนมปังขาวให้พลังงาน 266 กิโลแคลอรี่ มีคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 78 โปรตีนร้อยละ 11 และไขมันร้อยละ 11 ซึ่งจากการเปรียบเทียบดังกล่าวเชื่อว่า การที่ถั่วขาวให้พลังงานน้อยกว่าเนื่องจากมีสารฟาซิโอลามีนเป็นส่วนประกอบ

โครงสร้างฟาซิโอลามีน

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

ถึงแม้ว่าจะมีการศึกษาวิจัยระบุว่าสารฟาซิโอลามีน (Phaseplamin) สามารถยับยั้งเอนไซม์อัลฟาอะไมเลส ที่เปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล ซึ่งทำให้เกิดเป็นพลังงานและไขมันสะสมได้ แต่ทั้งนี้ ในการใช้สารดังกล่าวก็ควรคำนึงถึงหลักต่างๆ ดังนี้

  1. ก่อนซื้อควรอ่านฉลากปริมาณของสารสกัดฟาซิโอลามีนจากถั่วขาวที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ หากหวังผลด้านลดน้ำหนัก ปริมาณที่ได้รับจากการบริโภคต่อวัน ต้องมีปริมาณ 500 มิลลิกรัม ขึ้นไป
  2. จุดเด่นของสารสกัดฟาซิโอลามีนจากถั่วขาวคือ สกัดการย่อยอาหารกลุ่มแป้งซึ่งได้แก่ ข้าว ขนมปัง และก๋วยเตี๋ยว ส่วนผู้ที่บริโภค ขนมหวาน น้ำตาล ไขมัน เนื้อสัตว์ ก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากสารดังกล่าว
  3. ควรคำนึงถึงช่วงระยะเวลาการบริโภค โดยช่วงที่จะเกิดประโยชน์มากที่สุด ควรบริโภคก่อนอาหารมื้อหลัก พร้อมน้ำ ที่อุดมไปด้วยแป้ง โดยควรบริโภคก่อนอาหารอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง อีกทั้งการบริโภคสารสกัดสารฟาซิโอลามีน จากถั่วขาว จะพบผลข้างเคียงได้น้อยกว่าการบริโภคถั่วขาวโดยตรงซึ่งส่วนมากผลข้างเคียงดังกล่าว ที่พบมักเกิดจากสารเลคติน (lectin) สารซาโปนิน (Saponins) สารไฟเตท (Phytates) และสารยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ทริปซิน (Trypsin) หรือผู้บริโภคมีประวัติแพ้โปรตีนถั่วขาวหรือพืชตระกูลถั่ว เป็นต้น

อ้างอิง ฟาซิโอลามีน

  1. บุศรินทร์ จงเจริญยานนท์. คณสมบัติเชิงหน้าที่ของถั่วขาวลัการประยุกต์แป้งถั่วขาวในผลิตภัณฑ์ขนมอบ. วารสารเทคโนโลยีการอาหาร มหาวิทยาลัยการสยาม ปีที่ 11. ฉบับที่1 มกราคม-ธันวาคม 2559. 12 หน้า
  2. ธนพร ศรีศุภชัยยา. ผลของการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพฤกษเคมีที่ประกอบด้วย สารตาเทชิน ฟาซิโอลามีน และกรดไฮดรอกซีซิตริก ต่อน้ำหนักตัวในผู้ที่มีน้ำหนักเกินและอ้วน. วิทยานิพนธ์ วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ วอทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ พ.ศ. 2562. 69 หน้า
  3. ประกาศคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง รายชื่อพืชที่ใช้ได้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2560
  4. Mohhmod, R.J. (2010). Kinetics of alpha-amylase enzyme in human serum. Journal of Kerbala University, 8 (3), 237-244.
  5. Jaffe, W.G. and Vega Lete, C.L. (1968). Heatlabile growth-inhibiting factors in beans (Phaseolus vulgaris). The Journal of Nutrition. 94(2): 203-210.
  6. Barrett, M. L., & Udani, J.K. (2011, 17 March). A proprietary alpha-amylase inhibitor from white bean (Phaseolus vulgaris): A review of clinical studies on weight loss and glycemic control. Nutrition Journal, 10 (24).
  7. Celleno, L., Tolaini, M.V., D'Amore, A., Perricone, N.V. and Preuss, H.G. (2007). A dietary supplement containing standardized Phaseolus vulgaris extract influences body composition of overweight men and women. International Journal of Medical Sciences. 4(1): 45–52.
  8. Marshall, J.J., & Lauda, C.M. (1975,25 October). Purification and properties of phaseolamin, an inhibitor of alpha-amylase, from the kidney bean, Phaseolus vulgaris. The Journal of Biological Chemistry, 250 (20), 8030-8037.
  9. Kumar, S., Verma, A.K., Das, M., Jain, S.K., & Dwivedi, P.D. (2013,12 Feb). Clinical complications of kidney bean (Phaseolus Vulgaris L.) consumpsion. Nutrition, Epub.