มะเดื่อชุมพร (มะเดื่อไทย) ประโยชณ์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆและข้อมูลงานวิจัย

มะเดื่อชุมพร (มะเดื่อไทย)

ชื่อสมุนไพร มะเดื่อชุมพร
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น มะเดื่ออุทุมพร,มะเดื่อไทย(ทั่วไป)ภาคกลาง,มะเดื่อเกลี้ยง,มะเดื่อดง(ภาคเหนือ),เดื่อน้ำ(ภาคใต้),หมากเดื่อ,เดื่อเลี้ยง(ภาคอีสาน),ถูแซ(กะเหรี่ยง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Ficus Racemosa Linn. 
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Ficus Glomerata Roxb.
ชื่อสามัญ  Cluster Fig, Goolar Fig, Gular Fig 
วงศ์  Moraceae 

ถิ่นกำเนิดมะเดื่อชุมพร 

พืชสกุลมะเดื่อมีถิ่นกำเนิดในประเทศศรีลังกาอินเดีย จีนตอนใต้ รวมถึงประเทศในแถบเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับสายพันธุ์มะเดื่อที่มีอยู่ในโลก ซึ่งทางนักพฤกษศาสตร์ได้มีการรวบรวมไว้นั้นระบุว่ามีประมาณ 600 สายพันธุ์เลยทีเดียว ส่วนถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของมะเดื่อชุมพร ที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดีนั้น ครอบคลุมเขตร้อนของทวีปเอเชีย ตั้งแต่อินเดียถึงประเทศจีน โดยในไทยพบขึ้นตามป่าดิบชื้นและป่าดิบเขา ซึ่งมักขึ้นตามริมลำธารที่ระดับความสูง 1,000-1,250 เมตร จากระดับน้ำทะเล และชื่อมะเดื่อชุมพรหรืออุทุมพรสันนิษฐานว่ามาจากการรวมชื่อมะเดื่อกับชื่อในภาษาสันสกฤต คือ Udumbar เป็น มะเดื่ออุทุมพร

ลักษณะทั่วไปมะเดื่อชุมพร

มะเดื่อชุมพรจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงประมาณ 5-30 เมตร มีพูพอน เปลือกต้นสีน้ำตาลอมสีชมพู เรียบ เมื่อแตกเป็นรอยหยาบ มียางสีขาวนวล หูใบยาวประมาณ 1.2 เซนติเมตร มักติดแน่นในกิ่งอ่อน

ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรีถึงรูปไข่กลับ รูปขอบขนานสั้น หรือรูปใบหอก กว้าง 3.5-8.5 เซนติเมตร ปลายแหลมหรือเรียวแหลม โคนสอบแคบถึงโค้งกว้าง หรือรูปหัวใจ ขอบเรียบ เนื้อหนา เส้นใบมีข้างละ 4-8 เส้น ก้านใบยาว 1.5-7 เซนติเมตร สีน้ำตาล

ช่อดอก เกิดตามต้นและกิ่งใหญ่ๆ ที่ไม่มีใบ ช่อดอกยาวได้ถึง 25 เซนติเมตร ช่อดอกย่อยรูปค่อนข้างกลมถึงรูปคนโท ช่อดอกย่อยแบบนี้เกิดจากฐานดอกพองออก ภายในกลวง ปลายโค้งเข้าหากันจนเกือบจรดกัน มีใบประดับ 5-6 ใบปิดอยู่ มีดอก 3 ประเภท ได้แก่ 1) ดอกเพศผู้มีกลีบรวมเป็นพู 3-4 พู สีแดง เกลี้ยง รังไข่ฝ่อ ไม่มีก้าน 2) ดอกเพศเมียเหมือนดอกเพศผู้ อยู่ระหว่างดอกปุ่มหูด รังไข่ไม่มีก้านหรือมีก้านสั้น มีจุดสีแดง ก้านเกสรเพศเมียมี 1 อัน 3)ดอกปุ่มหูดหรือดอกเพศเมีย แต่มีก้านชูยอดเกสรเพศเมียสั้นมาก รังไข่สีแดงคล้ำ เกลี้ยง

ผล แบบผลมะเดื่อ รูปค่อนข้างกลมถึงรูปคนโท กว้าง 3.5-5 เซนติเมตร เมื่ออ่อนสีเขียว แก่สีแดงอมสีส้ม ผิวมักมีช่องอากาศแกมตุ่ม

เมล็ด รูปเลนส์ ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร เรียบหรือมีสันเล็กน้อย

การขยายพันธุ์มะเดื่อชุมพร

            มะเดื่อชุมพรขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด ซึ่งมีวิธีการคือ นำผลสุกของมะเดื่อชุมพรไปแช่น้ำแล้วขยี้ล้างเอาแต่เมล็ดเล็กๆออกมานำไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปเพาะในกระบะเพาะชำประมาณ 30-45 วัน มะเดื่อชุมพรจะงอกเป็นต้นอ่อน พอสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร แยกลงถุงเพาะชำ โดยผสมดินกับปุ๋ยคอกและเปลือกมะพร้าวสับปลูกเอาไว้ในเรือนเพาะชำ รดน้ำให้ชุ่มขึ้นอยู่เสมอ และเมื่อต้นกล้ามะเดื่อชุมพรอายุ 6-12 เดือนและมีระบบลำต้นและรากแข็งแรงพร้อมที่จะปลูก ให้นำมาปลูกลงหลุมที่เตรียมไว้กลบดินให้เรียบร้อย แล้วปักไม้พยุงต้นไว้แล้วผูกเชือก ควรรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ

            สำหรับการเตรียมหลุมปลูกมะเดื่อชุมพรนั้น ควรขุดหลุมกว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก มะเดื่อชุมพรเป็นไม้ยืนต้นใหญ่ ควรปลูกหายกัน 5-8 เมตร ทั้งนี้มะเดื่อชุมพรสามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล แต่นิยมปลูกในฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม

องค์ประกอบทางเคมี

            รากมะเดื่อชุมพร มีสาระสำคัญได้แก่ เบอร์แกปเทน (bergapten) และไฟรเดลิน (friedelin) รวมทั้งสารกลุ่มสเตียรอล(sterols) เช่น เดาโคสเตียรอล (daucosterol) และสทิกมาสเตียรอล (stigmasterol) และยังพบสารบริสุทธิ์ที่แยกได้จากเปลือกรากมะเดื่อชุมพร ได้แก่สาร isocoumarin (bergenin), triterpenes ได้แก่ polypodatetraene, α-amyrin acetate, gluanol acetate, lupeol acetate, b-amyrin acetate,   24,25-dihydroparkeol acetate, α-amyrin octacosanoate, lanostane derivative, lanost-20-en-3b-acetate),  สาร phytosteroids ได้แก่ (beta-sitosterol และ beta-sitosterol-beta-D-glucoside) และ long chain hydrocarbon (n-hexacosane)  รากพบสาร cycloartenol, euphorbol, อนุพันธ์ hexacosanoate,  taraxerone, tinyatoxin

ที่มา : Wikipedia

สรรพคุณมะเดื่อชุมพร

มะเดื่อชุมพรเป็นมะเดื่อสายพันธุ์พื้นบ้านของไทยจึงทำให้คนไทยรู้จักมะเดื่อชุมพรเป็นอย่างดี โดยได้มีการนำมาทำประโยชน์ต่างๆมากมาย เช่น นำมะเดื่อชุมพรมารับประทานเป็นผักและผลไม้  โดยส่วนที่นำมากินเป็นผัก คือ ช่อดอก (หรือที่คนไทยเรียกว่าผลหรือลูกมะเดื่อ) โดยใช้ช่อดอกอ่อนหรือดิบเป็นผักจิ้มหรือใช้แกง เช่น แกงส้ม ความจริงช่อดอก(ผล)ของมะเดื่อชนิดอื่น ก็สามารถใช้กินเป็นผักได้หลายชนิด แต่ส่วนใหญ่ผลเล็กและรสชาติ ไม่ดีเท่าช่อดอกมะเดื่อชุมพร ช่อดอกแก่(ผลสุก)สีแสดแดง กินเป็นผลไม้

            นอกจากนี้ประโยชน์ที่สำคัญของมะเดื่อชุมพรอีกด้านหนึ่งคือในเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ ในสังคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยไม้มะเดื่อถือว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ โดยจะใช้ทำพระที่นั่งในพระราชพิธีราชาภิเษก นอกจากนั้น ยังใช้ทำหม้อน้ำและกระบวยตักน้ำมัน สำหรับกษัตริย์ทรงใช้ในพระราชพิธีอีกด้วย

            ส่วนด้านสมุนไพรนั้น ตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณของส่วนต่างๆของมะเดื่อชุมพรว่า   ราก มีรสฝาดเย็น แก้ไข้ ไข้พิษ ไข้กาฬ แก้ร้อนใน ระงับความร้อน กระทุ้งพิษไข้ กล่อมเสมหะ และโลหิต แก้ไข้หัวลม ไข้กาฬ ไข้พิษทุกชนิด แก้ท้องร่วง และเป็นตัวยาในพิกัดยาเบญจโลกวิเชียร มีสรรพคุณแก้ไข้ ใบ  ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ต้านเชื้อบิด ลดความดันโลหิตสูง คลายกล้ามเนื้อเรียบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ลดไขมันในเลือด
เปลือก มีรสฝาด ช่วยแก้อาเจียน ธาตุพิการ แก้อาการท้องเสีย ท้องร่วง (ที่ไม่ใช่บิดหรืออหิวาตกโรค) ช่วยห้ามเลือด ชะล้างบาดแผล สมานแผล แก้เม็ดผื่นคัน ผล  รสฝาดเย็นอมหวาน แก้ท้องร่วง และสมานแผล ผลสุกเป็นยาระบาย

ส่วนตำรับยาสมุนไพรไทย ถือว่า ต้นมะเดื่อเป็นยาแก้ไข้สำคัญของไทย เป็นตำรับยาที่ได้รับการบรรจุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ และจัดอยู่ใน “ยาห้าราก” หรือ “เบญจโลกวิเชียร” หรือ “ยาแก้วห้าดวง” หรือ “ยาเพชรสว่าง”ซึ่งประกอบไปด้วย รากของสมุนไพร 5 อย่าง ได้แก่ รากต้นคนทา รากย่านาง รากต้นท้าวยายม่อม รากต้นชิงซี่ และรากต้นมะเดื่ออุทุมพร โดยจะใช้รากทั้ง 5 ในอัตราส่วนที่เสมอภาคหรือเท่ากัน ต้มรับประทานน้ำ บดเป็นผงละเอียดบรรจุใส่แคปซูล ปั้นเป็นยาลูกกลอน หรือยาพิมพ์เม็ด สามารถถอนพิษไข้ได้ทุกชนิด แก้ร้อนใน ขับเสมหะ แก้พิษร้อน ไข้พิษ ไข้กาฬ (ไข้ที่มีตุ่มที่อวัยวะภายในหรือที่ผิวหนัง ซึ่งตุ่มอาจมีสีดำ) และกระทุ้งพิษไข้ เพื่อไม่ให้ไข้หลบใน

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

สำหรับการใช้ตามสรรพคุณเป็นยาภายในตามตำราไทยให้ใช้รากแห้งของมะเดื่อชุมพรมาต้มกับน้ำดื่ม อาหารต่างๆก็จะค่อยๆทุเลาลง ส่วนการใช้เป็นยาภายนอกใช้น้ำต้มรากแห้งของมะเดื่อชุมพรชะล้างบาดแผล หรือใช้ทาแก้เม็ดผื่นคัน ส่วนผู้ที่มีอาการปากเปื่อย ร้อนใน ใช้เปลือกต้นหรือผลมะเดื่อมาเคี้ยว แล้วอมไว้สักครู่วันละ 2-3 ครั้งจะช่วยสมานแผลแก้ร้อนในได้ และสำหรับตำรับยา 5 ราก หรือตำรับยาเบญจโลกวิเชียรที่มีรากมะเดื่อชุมพรเป็นส่วนประกอบนั้น มีข้อบ่งใช้ คือ ใช้บรรเทาอาการไข้ โดยมีขนาดและวิธีใช้ คือ เด็ก อายุ 6 - 12 ปี รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม – 1 กรัม ละลายน้ำสุก วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เมื่อมีอาการ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์แก้ไข้ ศึกษาฤทธิ์แก้ไข้ของสารสกัดเอทานอลจากรากมะเดื่อชุมพร เปรียบเทียบกับยาแอสไพริน (acetylsalicylic acid) โดยใช้ lipopolysaccaride (LPS) และ brewer’s yeast ในการกระตุ้นให้หนูขาวสายพันธุ์วิสตาร์มีไข้ (เมื่อให้ brewer’s yeast และ LPS อุณหภูมิที่ทวารหนักของหนูขาวจะเพิ่มขึ้น 2.24 °C และ 1.84°C ตามลำดับ) เมื่อฉีด LPS ในขนาด 50 μg/kg ที่กล้ามเนื้อใต้ผิวหนัง หลังจากนั้น 1 ชั่วโมง ป้อนสารสกัดรากมะเดื่อชุมพรในขนาด 50-400  mg/kg หรือยาแอสไพริน 300 mg/kg ในหนูแต่ละกลุ่ม วัดอุณหภูมิทวารหนักก่อนการทดลอง 1 ชั่วโมง และวัดอีกครั้งหลังจากที่หนูได้รับการฉีด LPS ไปแล้ว 7 ชั่วโมง ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดรากมะเดื่อชุมพรทุกขนาด สามารถลดอุณหภูมิทวารหนักของหนูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) โดยมีฤทธิ์ลดไข้ได้เทียบเท่ากับยาแอสไพริน  และเมื่อฉีด 20% brewer’s yeast ขนาด 10 ml/kg ทางชั้นใต้ผิวหนังของหนู หลังจากนั้น 18 ชั่วโมงผ่านไป ป้อนสารสกัดรากมะเดื่อชุมพรในขนาด 50-400  mg/kg  หรือยามาตรฐานแอสไพรินในหนูแต่ละกลุ่ม อุณหภูมิที่ทวารหนักจะถูกวัดหลังจากที่ให้สารสกัดรากมะเดื่อชุมพรไปแล้ว 7 ชั่วโมง พบว่าสารสกัดจากรากมะเดื่อชุมพรทุกขนาดสามารถลดอุณหภูมิทวารหนักของหนูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ค่า p<0.05 และสารสกัดจากรากมะเดื่อชุมพรขนาด 200 และ 400 mg/kg  มีฤทธิ์ลดไข้เทียบเท่ากับยาแอสไพริน 

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย   ศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของสารสกัดเอทานอลจากรากมะเดื่อชุมพร เพื่อประเมินฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย 4 ชนิด และเชื้อรา 4 ชนิด ที่ความเข้มข้นที่แตกต่างกัน โดยใช้วิธี disc diffusion โดยความเข้มข้นของสารสกัดที่เกิด clear zone สูงสุด ต่อเชื้อแบคทีเรีย   E. coli, B. subtilis, P. aeroginosa, E. cloacae เท่ากับ 8 mg/disc มีความกว้างของ clear zone เท่ากับ 24.4, 7.2, 9.1 และ 16.1 มิลลิเมตร ตามลำดับ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา โดยความเข้มข้นของสารสกัดที่เกิด clear zone สูงสุดต่อเชื้อรา P. chrysogenum, A. niger, T. rubrum และ C. albicans เท่ากับ 8 mg/disc มีความกว้างของ clear zone เท่ากับ 15.4, 8.2, 16.5 และ 14.2 มิลลิเมตร ตามลำดับ จึงสรุปได้ว่าสารสกัดรากมะเดื่อชุมพรมีฤทธิ์ต้านจุลชีพซึ่งสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาเป็นยารักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราได้

ฤทธิ์ด้านการอักเสบ สารสกัดใบมะเดื่อชุมพร ( Ficus racemosa Linn.)แสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบเมื่อทดลองในหนูขาว เมื่อให้สารสกัดความเข้มข้น 400 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว สามารถลดการอักเสบได้ 30.4 , 32.2 , 33.9 , 32.0 % ในหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้ขาหลังอักเสบด้วย carragenin , serotonin , histamine และ dextran ตามลำดับ กลไกการลดการอักเสบเกิดจากการยับยั้ง histamine และ serotonin ผลการลดการอักเสบเรื้อรังเมื่อทดลองโดยการฝังเม็ดฝ้ายใต้ผิวหนังหนูขาว พบว่าสามารถลดน้ำหนักของ granuloma ได้ 41.5% โดยกลไกเกิดจากการลดจำนวน fibroblast ลดการสังเคราะห์ collagen และ mucopolysaccharide

ฤทธิ์ปกป้องไตและระบบสืบพันธุ์เพศชายของมะเดื่อชุมพร การทดสอบโดยให้สารสกัดอะซีโตนของเปลือกไม้ต้นมะเดื่อชุมพร (Ficus racemosa ) ขนาด 250 มก./กก. (FR250) และ 500 มก./กก. (FR500) ทางปาก แก่หนูแรทเพศผู้ที่ถูกชักนำให้ไตและอัณฑะเกิดความเป็นพิษด้วยยา doxorubicin ซึ่งยาดังกล่าวทำให้ระดับโปรตีนและกลูตาไธโอนลดลง ในขณะที่ระดับ urea, creatinine, thiobarbituric acid reactive substances (TBARS) เพิ่มขึ้น พบว่าสารสกัด FR250และ FR500 มีผลช่วยให้ระดับ creatinine ลดลง 22.5% และ 44% ตามลำดับ และระดับ urea ลดลง 30.4% และ 58.8% ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัด FR500 ยังช่วยลดปริมาณ TBARS ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้การเกิดกระบวนการเกิดออกซิเดชั่นของไขมัน (lipid peroxidation) และเพิ่มปริมาณกลูตาไธโอนในไตและอัณฑะให้กลับสู่ระดับปกติ เมื่อทดสอบลักษณะทางจุลกายวิภาคศาสตร์ของไตและอัณฑะในหนูที่ได้รับสารสกัด FR500 พบว่ามีลักษณะที่ปกติ จึงสรุปได้ว่ามะเดื่อชุมพรมีฤทธิ์ป้องกันความเป็นพิษต่อไตและอัณฑะในหนูทดลองจากการได้รับยา doxorubicin ด้วยกลไกการต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งการเกิด lipid peroxidation

ฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระและปกป้องรังสี  การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระทางเคมีในหลอดทดลองด้วยวิธีจับอนุมูลอิสระ DPPH (2,2-diphenyl-1-picrylhdrazyl)  พบว่าสารสกัดเอทานอลจากเปลือกราก แก่นราก และสารมาตรฐาน ascorbic acid  สามารถจับอนุมูลอิสระ DPPH ได้โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 5.80, 4.49 และ 5.27 μg/ml ตามลำดับ โดยแก่นรากมะเดื่อชุมพรมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงสุด และออกฤทธิ์ดีกว่าสารมาตรฐาน  การทดสอบฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชัน ด้วยวิธี FRAP เป็นการวัดความสามารถในการรีดิวซ์ Fe3+เป็น Fe 2+ซึ่งเป็นสมบัติของสารต้านอนุมูลอิสระในการให้อิเล็คตรอน พบว่าทุกความเข้มของสารสกัดแก่นราก (10-80 μg/ml) ออกฤทธิ์ได้ดีกว่าสารมาตรฐาน ascorbic acid

การศึกษาทางพิษวิทยา  ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. ในการนำผลมะเดื่อชุมพรมาใช้รับประทานต้องระวังน้ำยางของมะเดื่อชุมพร เพราะอาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่แพ้น้ำยางได้
  2. ในการใช้ยาตำรับยา 5 ราก หรือยาเบญจโลกวิเชียรไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก เนื่องจากอาจบดบังอาการของไข้เลือดออก
  3. ในการใช้ยาตำรับยา 5 ราก หรือยาเบญจโลกวิเชียรหากใช้ยาเป็นเวลานานเกิน 3 วัน แล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์
  4. ในการใช้ยาตำรับยา 5 ราก หรือยาเบญจโลกวิเชียรไม่แนะนำให้ใช้ในหญิงที่มีไข้ทับระดูหรือไข้ระหว่างมีประจำเดือน

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

  1. เดชา ศิริภัทร.มะเดื่ออุทุมพร:ต้นไม้จากตำนานมาสู่สามัญชน.คอลัมน์ พืช-ผัก-ผลไม้ .นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่246.ตุลาคม 2542
  2. Joseph B, Raj SJ. Phytopharmacological properties of Ficus racemosa L. An overview. Int J Pharm Sci Rev Res. 2010;3(2):134-138.
  3. มะเดื่ออุทุมพร.สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุช.
  4. Jain R, Rawat S, Jain SC. Phytochemicals and antioxidant evaluation of Ficus racemosa root bark. Journal of Pharmacy Research. 2013;6:615-619.
  5. มะเดื่อชุมพร.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=190
  6. ตำรายา 5 ราก.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.madplant.mahidol.ac.th/user/reply.asp?id=6719
  7.  Goyal PK. Antimicrobial activity of ethanolic root extract Of Ficus racemosa L. Int J Chem Tech Res. 2012;4(4):1765-1769.
  8. Chomchuen S, Singharachai C, Ruangrungsi N, Towiwat P. Antipyretic effect of the ethanolic extract of Ficus racemosa root in rats. J Health Res. 2010;24(1):23-28.
  9. ฤทธิ์ ปกป้องไตและระบบสืบพันธุ์เพศชายของมะเดื่อชุมพร.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพรสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล