ผักเขียด ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

ผักเขียด

ชื่อสมุนไพร  ผักเขียด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  นิลบล,ขาเขียด,ขากบขาเขียด (ภาคกลาง),ผักฮิ้น,ผักฮิ้นน้ำ(ภาคเหนือ),ผักอีฮิน,ผักอีฮินใหญ่ (ภาคอีสาน),ผักริ้น(ภาคใต้),ผักเผ็ด(โคราช),ผักเป็ด (ชลบุรี)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Monochoria vaginalis (Burm.f.) C.Presl ​ex Kunth
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์   Monochoria junghuhniana Hassk., Monochoria ovata Kunth., Gomphima vaginalis (Burm.f.) Raf.
ชื่อสามัญ   pickerel weed
วงศ์   Pontederiaceae

ถิ่นกำเนิดผักเขียด 

ผักเขียดเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ซึ่งสามารถพบได้ตลอดในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงในจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และมาเลเซีย สำหรับประเทศไทยพบขึ้นในบริเวณที่มีน้ำขัง ตามบ่อเลี้ยงปลา และในนาข้าวหรือบริเวณดินแฉะๆ และพบทั่วไปในประเทศไทย โดยจัดเป็นวัชพืชชนิดหนึ่ง และจะพบมากในนาข้าวทางภาคเหนือ

ประโยชน์/สรรพคุณผักเขียด

 

            ผักเขียดสามารถนำมาใช้เป็นอาหารโดยใช้เป็นผักตามฤดูกาล เช่น ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกนำมาใช้รับประทานเป็นผัก ซึ่งมักจะเก็บมารับประทานในช่วง 2-3 อาทิตย์แรกเท่านั้น โดยจะรับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก หรือ กับแกงรสจัดของภาคใต้ หรืออาหารรสจัดประเภท ลาบ ยำ ก้อย ส้มตำได้ นอกจากนี้ยังนำไปแกงส้ม แกงกับปลาหรือเนื้อหมูก็ได้เช่นกัน

 

            นอกจากนี้ยังสามารถนำต้นผักเขียด (ทุกๆส่วน) มาใช้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู โค กระบือ ได้อีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยาของผักเขียดนั้น ตามตำรายาไทยระบุว่า ผักเขียดมีรสจัดเย็นช่วยลดความร้อนในร่างกาย ช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ แก้ไอ แก้พิษเห็ดเมา ใช้รักษาแผลอักเสบ ฝี หนอง เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปผักเขียด

ผักเขียดจัดเป็นพืชน้ำ มีเหง้าหรือลำต้นใต้ดินสั้นมาก โดยส่วนที่เห็นเป็นลำต้นที่ทอดเลื้อยนั้นคือส่วนของก้านใบที่อัดรวมกันแน่นและ มีรากฝอยหยังลึกลงในดินซึ่งจะมีสีน้ำตาลแดงจำนวนมาก  ใบออกเป็นใบเดี่ยวจากโคนต้นแบบเรียงสลับ ก้านใบกลมเรียงยาว 9-55 มิลลิเมตร ลักษณะ อวบน้ำ ภายในกลวง บริเวณโคนก้านใบมีลักษณะเป็นกาบหุ้มอัดรวมกันอยู่แน่น ลักษณะของใบมีรูปร่างต่างกันไป เช่น คล้ายรูปหัวใจ รูปเรียวยาว รูปไข่ รูปหัวใจแกมรูปไข่ เป็นต้น โดยมีขนาดกว้าง 2.5 เซนติเมตร ยาว 6-13 เซนติเมตร ส่วนโคนใบลักษณะเว้า ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบมีสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบมีความยาวประมาณ 9-85 มม.  ดอกเป็นช่อแบบ Raceme  ช่อดอกหนึ่งๆ จะประกอบด้วยดอกย่อยสีขาว หรือสีน้ำเงิน มีตั้งแต่ 2-15 ดอก ซึ่งแต่ละดอกจะมี กลีบทั้งหมด 6 กลีบ แต่ละกลีบยาว 11-15 มิลลิเมตร ด้านนอกของกลีบมีสีเขียว โดยจะมีก้านดอกยาว 2.5-25 มิลลิเมตร ยื่นออกจากก้านใบด้านบน และมีเกสรตัวผู้ 6 อัน ติดกันเป็นแผงตั้งอยู่บนฐานรองดอก   (Receptacle) ส่วนเกสรตัวเมียมีสีม่วงมีรังไข่อยู่เหนือโคนกลีบรวม รูปร่างยาวรี  ผล เป็นแคปซูล ยาวประมาณ 1 ซม. เมื่อแก่ผลจะแตกออกโดยแตกตามยาวเป็น 3 ซีก ด้านในมีเมล็ดสีน้ำตาลอยู่ภายในเป็นจำนวนมาก

การขยายพันธุ์ผักเขียด 

ผักเขียดสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด แต่ส่วนมากเป็นการขยายพันธุทางธรรมชาติ ไม่มีการนำมาปลูกแต่อย่างใด เพราะผักเขียดถูกจัดให้เป็นวัชพืชในนาข้าวชนิดหนึ่ง ซึ่งผักเขียดมีรากยืดกับดินที่เป็นโคลนดม ตามหนองน้ำหรือในนาข้าวที่มีระดับน้ำไม่ลึก และจะเจริญอยู่ในที่มีน้ำขังเท่านั้น หากมีการปล่อยน้ำออกจากนาหรือหนองน้ำมีน้ำแห้งมาก ผักเขียดจะตายทันที แต่เมื่อถึงฤดูดำนาหรือฤดูฝนที่ทำให้มีน้ำขัง เมล็ดผักเขียดที่ตกหล่นอยู่ในดินจากฤดูที่ผ่านมาจะงอกเป็นต้นอ่อนและจะเจริญอย่างรวดเร็ว แตกกอเป็นกอใหญ่ พร้อมทั้งออกดอกและออกผลทิ้งเมล็ดไว้เช่นเดิม

องค์ประกอบทางเคมี

            มีรายงานการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของผักเขียด  ด้วยวิธีแก๊สโครมาโทกราฟิแมสสเปกโทรเมตรี พบว่ามีองค์ประกอบทางเคมีที่มีองค์ประกอบหลัก 8 ชนิดได้แก่ Linoleicacid, Palmitic acid, 9-cis-Oleic acid, Methyl linolenate, Acetic acid, Stearic acid, Neophytadiene และ trans-Oleic acid โดยมีLinoleic acid มีปริมาณ 17.13% และ 9-cis-Oleic acid มีปริมาณ 6.6%

            นอกจากนี้ผักเขียดยังถูกนำมารับประทานเป็นอาหาร โดยมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของผักเขียด (100 กรัม)

-           พลังงาน                                          13                                กิโลแคลลอรี่

-           เส้นใย                                             0.8                               กรัม

-           แคลเซียม                                        13                                มิลลิกรัม

-           ฟอสฟอรัส                                       6                                  มิลลิกรัม

-           ธาตุเหล็ก                                         6                                  มิลลิกรัม

-           วิตามิน A                                        3000                            หน่วยสากล

-           วิตามิน B1                                      0.04                             มิลลิกรัม

-           วิตามิน B2                                      0.10                             มิลลิกรัม

-           วิตามิน B3                                      0.1                               มิลลิกรัม

-           วิตามิน C                                        18                                มิลลิกรัม


ที่มา : Wikipedia

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ไอ ขับปัสสาวะโดยนำทั้งต้นมาคั้นเอาน้ำรับประทาน ใช้แก้พิษร้อน ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ โดยใช้ใบมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้รักษาแผลอักเสบ ฝี หนอง โดยใช้ต้นสดทั้งต้นมาตำพอกบริเวณที่เป็น ใช้แก้พิษของเห็ด โดยการใช้ทั้งต้นร่วมกับผักกระเฉด ต้นน้ำดื่ม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

เนื่องจากผักเขียดเป็นวัชพืชในนาข้าว อีกทั้งในปัจจุบันยังไม่ค่อยมีการนำมาใช้ประโยชน์เหมือนในอดีต ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผักเขียดเท่าที่ควร แต่มีรายงานการศึกษาทางเภสัชวิทยาในไทยอยู่ฉบับหนึ่งระบุว่า จากการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพด้วยวิธี  Agar disc diffusion พบว่าสารสกัดหยาบเอทิลอะซีเดดจากผักเขียดทุกความเข้มข้น ไม่แสดงฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียแกรมบวก S. aureus,B. cereus แบคทีเรียแกรมลบ E. coli, K. pneumoniae, S. marcescen, P. aeruginosa  เชื้อรา A. nigerและยีสต์ C. albican

การศึกษาทางพิษวิทยา  ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

ในการนำผักเขียดมาใช้เป็นสมุนไพรตามตำรายาต่างๆนั้น เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาวิจัย และรายงานความเป็นพิษมากพอ ดังนั้นในการใช้จึงควรระมัดระวังในการใช้ เช่นเดียวกันกับสมุนไพรอีกหลายชนิด โดยควรใช้ในปริมาณตามที่กำหนดไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ รวมถึงไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้ผักเขียดเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. สุชาดา ศรีเพ็ญ และ คุณหญิง. 2545. พรรณไม้น้ำในประเทศไทย. อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. 312 หน้า.
  2. กัญจนา ดีวิเศษ.ไฉน น้อยแสง และจิรัชยา แก้วสนธยา (2542) ผักพื้นบ้านภาคใต้ กรุงเทพฯ สถาบันการแพทย์แผนไทย มูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา
  3. อธิรวิทย์ จันทร์แก้ว.องค์ประกอบทางเคมี และฤทธิ์ทางชีวภาพของผักเขียว.วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต.สาขาวิชาเคมีศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.2558.57หน้า.
  4. ก่องกานดา ชยามฤต และนันท์นภัส ภัทรหิรัญไตรสิน.(2551) ลักษณะประจำวงศ์พรรณไม้3.กรุงเทพฯสำนักหอพรรณไม้ สำนักอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยาแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
  5. Honderson, M. R. (1954). Malayan Wild Flowers Monocotyledons. Kuala Lumpur:The Malayan Nature Society
  6. Machshwari, J. K. (1963). The Flora of Delhi. New Deihi: Council of Scientific & Industrial Research.
  7. Anonymous. (1962). The Wealth of India: A Dictionary Indian Raw Materials, Vol. VI. L-M. New Delhi: Council of Scientific & Industrial Research.