เครือปลาสงแดง ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

เครือปลาสงแดง

ชื่อสมุนไพร เครือปลาสงแดง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  เครืออีโม้ , เครืออีม้อ (ภาคกลาง) , เครือเจ็น (เชียงใหม่) , เต่าไห้ (ตราด) , เถายอดแดง (อ่างทอง) , เถาวัลย์แดง (ชลบุรี) , เครือชุด , เครือซุดแดง (เลย) , เถาโก (ประจวบคีรีขันธ์) , ปอต่อไห้ (จันทบุรี) , หุนน้ำ (สระบุรี)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Ichnocarpus frutescens (L.) W.T.Aiton
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Aganosma affinis (Roem. & Schult.) G.Don, Apocynum crassifolium Salisb., A. frutescens L. , Ichnocarpus affinis (Roem. & Schult.) K.Schum.
ชื่อสามัญ   Black creeper
วงศ์  APOCYNA CEAE

 

ถิ่นกำเนิดเครือปลาสงแดง

เครือปลาสงแดงเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชีย และมีการกระจายพันธุ์ในบริเวณ จีนตอนใต้ อินเดีย ปากีสถาน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงทางตอนบนของออสเตรเลีย เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ตามบริเวณป่าทั่วไปทุกสภาพหรือตามบริเวณที่รกร้างทั่วไป ที่มีความสูงไม่เกิน 850 เมตร จากระดับน้ำทะเล

ประโยชน์และสรรพคุณเครือปลาสงแดง 

ในทวีปเอเชียเครือปลาสงแดงถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านการใช้เป็นสมุนไพรบำบัดรักษาโรคต่างๆ ในหลายๆประเทศ มาตั้งแต่อดีตแล้ว เช่น ในบังคลาเทศใช้ ราก ขับปัสสาวะ แก้เบาหวาน แก้ไข้ แก้อาหารไม่ย่อย นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ แก้โรคผิวหนัง ใช้ใบ แก้ปวดศีรษะ แก้บาดแผล ป้องกันฟันผุ ส่วนใบและลำต้น ใช้เป็นยาต้ม แก้ไข้ แก้หิด  ในอินเดียวใช้ทั้งต้น แก้อาการชัก แก้ไอ แก้อาการเพ้อคลั่ง แก้วัณโรค แก้บิด แก้ม้ามโต ลิ้นอักเสบ แก้หัด ปัสสาวะเป็นเลือด ตาบอดกลางคืน แก้อาการเลือดออกที่เหงือก บรรเทาปวดจากแมลงกัด

  ส่วนในประเทศไทยใช้ทั้งต้นเป็นยาแก้บิด แก้ไข้ แก้หิด แก้ปัสสาวะขัด ปัสสาวะเป็นเลือด ปวดจากแมลงกัด รากเป็นยาเย็น ขับปัสสาวะ แก้ปวดเมื่อย แก้อาหารไม่ย่อย แก้นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ใบ ใช้เป็นยาแก้แมลงสัตว์กัดต่อย

ลักษณะทั่วไปเครือปลาสงแดง  

เครือปลาสงแดงจัดเป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ยาว 2-8 เมตร เลื้อยฟาดพันต้นไม้อื่น เถามีสีน้ำตาลแดง ส่วนเถาอ่อนมีขนสีน้ำตาลขึ้นปกคลุมและจะแตกกิ่งก้านมาก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน รูปรีหรือรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่มมีขนาดกว้างประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7-12.5 เซนติเมตร แผ่นใบสีเขียวเรียบหนา ขอบใบเรียบหลังใบเรียบท้องใบมีขนขึ้นประปรายตามเส้นใบมีก้านใบยาว 0.4-3 เซนติเมตร   ออกดอกเป็นช่อกระจุกแยกแขนง โดยจะดอกจะออกบริเวณซอกใบและที่ปลายกิ่ง โดยใน 1 ช่อจะมีดอกย่อย ประมาณ 10-80 ดอก โดยดอกย่อยจะมีขนาดเล็ก เป็นสีขาวหรือสีเหลืองนวล มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ  กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบดอกเรียงบิดเวียนขวา ปลายกลีบดอกบิด โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น เป็นรูปถ้วย กว้างประมาณ 1-2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ส่วนปลายกลีบปลายแยกเป็นแฉกมน มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2-2.5 มิลลิเมตร โดยด้านข้างของส่วนปลายกลีบจะยื่นยาวคล้ายหาง ยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ส่วนขอบเป็นคลื่น มีขนอุยบริเวณโคนแฉกด้านในและมีขนสั้นนุ่มตามขอบ ส่วนด้านนอกเรียบเกลี้ยง  ส่วนก้านดอกย่อยยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร มีขนสั้นหนานุ่ม ส่วนก้านช่อดอกยาวประมาณ 0.3-4.2 เซนติเมตร และมีขนสั้นหนานุ่ม  ผลออกเป็นฝักคู่ รูปทรงกระบอก ปลายแหลม กว้าง 1.6-5 มิลลิเมตร ยาว 3-15 เซนติเมตรเมื่อฝักแห้งแตกออกเพียงตะเข็บเดี่ยว เมล็ดมีสีน้ำตาล และมีกระจุกขนสีขาวคล้ายเส้นไหมติดอยู่ที่ปลายเมล็ด เพื่อใช้ช่วยปลิวลมในการแพร่พันธุ์

การขยายพันธุ์เครือปลาสงแดง 

เครือปลาสงแดงสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ดและการปักชำ แต่ส่วนมากแล้วจะเป็นการขยายพันธุ์ในธรรมชาติมากกว่าการขยายพันธุ์โดยมนุษย์ ซึ่งในธรรมชาติก็อาศัยลมที่พัดเอาเมล็ดที่มีขนกระจุกติดอยู่ให้ลอยไปตามกระแสลมแล้วไปตกในบริเวณต่างๆ จากนั้นจึงเจริญเติบโตเป็นต้นต่อไป

องค์ประกอบทางเคมี

 มีผลการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆของเครือปลาสงแดงพบสารสำคัญดังนี้  รากพบ  beta-sitosterol   ลำต้นพบสารfriedelin,lupeol, epi-friedelinol,  amyrin,  beta-sitosterol  ดอกพบ quercetin, quercetin-3-O-beta-D-glucopyranoside ใบพบสาร apigenin, kaemferol,  luteolin, syringic acid , vitexin, vanillic acid ,  isovitexin  , proanthocyanidin, ursolic acid ,phenolic acids, synapic acid, protocatechuic acid, acetate, kaemferol-3-galactoside (trifolin) เป็นต้น       

      


ที่มา : Wikipedia

 

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ 

ใช้แก้บิด แก้ไข้ แก้ปัสสาวะขัด ปัสสาวะเป็นเลือด ช่วยขับปัสสาวะ โดยใช้ทั้งต้นต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ แก้อาหารไม่ย่อย ช่วยขับปัสสาวะโดยใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยใช้รากเครือปลาสงแดง ผสมรากตะโกน รากมะเฟื่องเปรี้ยว และรากตีนนก ต้มกันน้ำดื่ม ใช้แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้บาดแผลอักเสบโดยใช้ใบสดมาตำให้แหลกแล้วประคบบริเวณที่เป็น


การศึกษาทางเภสัชวิทยา
 

มีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาจากส่วนต่างๆของเครือปลาสงแดงในต่างประเทศพบว่า มีฤทธิ์สมานแผล ฤทธิ์ยับยั้งการเกิดเนื้องอก,ฤทธิ์ปกป้องตับ และฤทธิ์ลดไขมันและน้ำตาลในเลือด เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา 

ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

เครือปลาสงแดงเป็นพืชที่พบในไทยมานานแล้ว จึงมีการนำมาใช้เป็นสมุนไพรกันตั้งแต่อดีต ถึงแม้ว่าจะมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่ามีฤทธิ์ต่างๆ แต่ก็เป็นเพียงการศึกษาในสัตว์ทดลองยังไม่มีการศึกษาในมนุษย์ ดังนั้นในการใช้เครือปลาสงแดงเป็นสมุนไพรนั้น จึงควรระมัดระวังในการใช้โดยการใช้ในขนาดที่พบดีที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื่อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้เครือปลาสงแดงเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ.  หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ.  “เครือปลาสงแดง”.  หน้า 103.
  2. เครือปลาสงแดง.พรรณไม้หอมในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย.สถาบันความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาท้องถิ่น และอาเซียน มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย.หน้า24-25
  3. เครือปลาสงแดง,ลีลาวดี.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=185
  4. Dash, DK และอื่น ๆ (2007) การประเมินฤทธิ์ต้านตับและสารต้านอนุมูลอิสระของIchnocarpus frutescens (Linn.) R.Br. ต่อความเป็นพิษต่อตับจากพาราเซตามอลในหนู วารสารการวิจัยทางเภสัชกรรมเขตร้อน 6: 3 755-65
  5. Kumarappan CT, Mandal SC (มิถุนายน 2550) "กิจกรรมต้านของสารสกัดจากโพลีฟีของ Ichnocarpus frutescens" ประสบการณ์ ออนคอล 29 (2): 94–101 PMID  17704739 ที่เก็บถาวรจากเดิมเมื่อวันที่ 2010-12-15 ที่ดึง 2011/09/26