เถาคันขาว ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

เถาคันขาว งานวิจัยและสรรพคุณ 11 ข้อ

ชื่อสมุนไพร เถาคันขาว

ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  เถาคัน , เครือพัดสาม (ภาคกลาง),เครือหุนแป,หุนแปขาว(ภาคอีสาน),ส้มคัน (ภาคใต้)

ชื่อวิทยาศาสตร์Parthenocissus quinquefolia (L.) Planch.

ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์Cayratia trifolia (Linn.) Domin.

ชื่อสามัญTrue virginia creeper, Verginia creeper.

วงศ์VITACEAE

ถิ่นกำเนิด เถาคันขาวจัดเป็นพืชในวงศ์องุ่น (VITACEAE) ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในทวีปอเมริกา บริเวณทางตะวันออกและตอนกลางของทวีปอเมริกาเหนือ เช่น ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศแคนาดา,และตอบกลางและทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงทางตะวันออกของประเทศเม็กซิโก และกัวเตมาลา ต่อมาจึงได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปในเขตร้อนต่างๆ ของโลก สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคขอประเทศโดยมักพบบริเวณที่รกร้างว่างเปล่า ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และตามป่าราบทั่วไป

ประโยชน์/สรรพคุณ มีการนำส่วนยอดอ่อนและผลของเถาคันขาวมาใช้รับประทานโดย ยอดอ่อนมีรสมัน ใช้รับประทานสดหรือใช้ลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือใช้กินกับอาหารรสเผ็ดอื่นๆ ผลอ่อนใช้ตำเป็นน้ำพริก ใบอ่อน และผลอ่อนใช้ทำแกงส้ม แกงอ่อม ส่วนในภาคใต้ นิยมนำใบอ่อนและผลอ่อนมาแกงส้มปลา แกงเหลือง แกงพุงปลา ภาคอีสานนำส่วนใบมาปรุงรสในการต้มเป็ด ต้มปลา สำหรับสรรพคุณทางยาของเถาคันขาวนั้น ตามตำรายาไทยและตำรายาพื้นบ้านได้ระบุถึงสรรพคุณเอาไว้ว่า

  • เถา ใช้เป็นยาฟอกเลือด แก้โรคกษัยทำให้เส้นหย่อน ขับลมขับเสมหะ ขับลมแก้ช้ำใน แก้ผอมแห้ง ดับพิษตานซาง แก้ริดสีดวงในลำไส้ แก้ฝีในท้อง
  • ราก ใช้ฟอกโลหิต ลดไข้ แก้อักเสบ แก้แผลในกระเพาะอาหาร ขับเลือดเน่า ขับน้ำคาวปลา ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว ขับพยาธิไส้เดือน แก้ฟกช้ำภายใน แก้ฟกช้ำภายใน
  • ใบ ใช้ลดไข้ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ร้อนแดง บ่มฝีหนอง
  • ผลอ่อน ใช้ฟอกเลือด ขับลม ขับเสมหะ แก้กระษัย แก้ฟกช้ำภายใน แก้ลมวิงเวียน หน้ามืด

รูปแบบ/ขนานวิธีใช้

  • ใช้ฟอกโลหิต ลดไข้ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้อักเสบ ขับพยาธิไส้เดือน ขับปัสสาวะ ขับเลือดเน่า ขับน้ำคาวปลา แก้นิ่ว แก้ฟกช้ำภายใน โดยนำรากมาต้มกับน้ำดื่ม
  • ใช้ฟอกเลือด แก้กษัยบทำให้เส้นหย่อน ขับเสมหะ ขับลม แก้อาการผอมแห้ง แก้ฝีในท้อง อาการช้ำใน แก้ริดสีดวงลำไส้ แก้พิษตานซาง โดยนำเถามาต้มกับน้ำดื่ม
  • ใช้ลดไข้ แก้เลือดออกตามไรฟัน โดยนำใบมาต้มกับน้ำดื่ม
  • ใช้แก้อาการร้อนแดง ใช้ปนฝีหนอง ประคบรักษาฝีโดยนำ ใบปอังหรือย่างไฟให้พอเหี่ยว แล้วใช้ประคบบริเวณที่เป็น
  • ใช้ฟอกเลือด ขับลม ขับเสมหะ แก้ฟกช้ำภายใต แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ลมวิงเวียนหน้ามืด โดยนำผลอ่อนมาต้มกับน้ำดื่ม

ลักษณะทั่วไป เถาคันขาวจัดเป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็ก ยาวได้มากกว่า 10 เมตร มักยื่นเลื่อยพาดตามต้นไม้ใหญ่ ลำต้นมีลักษณะเป็นเถาสีขาวอมน้ำตาลอ่อน เถาอ่อนหรือปลายเถามีสีเขียวแตกกิ่งออกไปรอบๆข้อเถา บริเวณโคนของเถามีผิวขรุขระสากมือ ส่วนปลายเถาและเถาอ่อนจะมีขนขึ้นปกคลุม ใบเป็นใบประกอบออกตรงข้ามกันเป็นคู่บริเวณข้อเถาโดยจะมีก้านใบหลักเรียวยาว 5-10 เซนติเมตร ใบย่อยมี 3 ใบ แต่ละใบจะมีโคนใบเชื่อมติดกันที่ปลายก้านใบหลัก เป็นรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร และยาว ประมาณ 5-10 เซนติเมตร โคนใบสอบแคบ กลางใบขยายกว้าง ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเป็นคลื่น แผ่นใบมีสีเขียว ค่อนข้างหนาเรียบแผ่นใบด้านล่างมองเห็นเส้นใบนูนชัดเจน ดอกออกเป็นช่อแบบซี่ริมบริเวณซอกใบ หรือบริเวณข้อลำต้น โดยในแต่ละช่อจะมีดอกย่อย 10-40 ดอก ดอกย่อยมีขนาดเล็ก ลักษณะดอกคล้ายดอกเถาวัลย์ปูน หรือดอกกะตังบาย ดอกอ่อนมีสีเขียว แต่เมื่อดอกบานจะมีสีขาว ดอกเป็นช่อในและช่อมีผลย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ผลย่อยมีลักษณะกลม มีขนาด 1.5-2 เซนติเมตร ผิวผลเรียบเป็นมัน ผลดิบมีสีเขียว ผลสุกมีสีดำ เปลือกผลบาง เนื้อผลหนา มีรสเปรี้ยวคล้ายผลองุ่น เมื่อสัมผัสน้ำจากเนื้อผลผิวหนังจะรู้สึกคัน

การขยายพันธุ์  เถาคันขาวสามารถขยายพันธุ์ได้โดย การเพาะเมล็ดและการปักชำเถา แต่โดยส่วนมากแล้วการขยายพันธุ์เถาคันขาวจะเป็นการขยายพันธุ์ในธรรมชาติ ไม่พบว่ามีการนำมาปลูกเนื่องจากน้ำยาวหรือน้ำจากผลเมื่อโคนผิวหนังจะเกิดอาการคัน จนในปัจจุบันพบเห็นได้ตามป่าหรือตามที่รกร้างว่างเปล่าเท่านั้น

องค์ประกอบทางเคมีมีรายงานการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดจากส่วนใบ ลำต้น และผลของเถาคันขาว ระบุว่าพบสารประกอบหลายกลุ่มดังนี้ 

สารกลุ่ม Stilbenes และ Polyphenolได้แก่ gallic acid , piceatannol , resveratrol , resveratrol cyphostemmin A – B , pallidol , quercetin-3-O-α-L-rhamnoside และ  myricetin-3-O-α-L-rhamnoside   สารกลุ่ม Flavonoidsเช่น  rutin , quercetin , epicatechin , catechin , gallocatechin , epicatechin gallate, naringin , neohesperidin ,  kaempferol และ luteolinสารกลุ่ม Sterols และ Fatty acidเช่น palmitic acid , oleic acid , linoleic acid , stigmasterol และ β-sitosterol  เป็นต้น

การศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยา

            มีรายงานผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาในหลอดทดลองจากส่วนต่างๆของเถาคันขาวระบุว่า มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการดังนี้

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ(Antioxidant Activity)   มีรายงานการศึกษาวิจัยสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์และน้ำจากส่วนใบ ลำต้น และผลของเถาคันขาว พบว่าแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญในหลายการทดสอบ เช่น DPPH scavenging activity และ FRAP เป็นต้น   โดยคาดว่าสารกลุ่มฟีนอลิก เช่น rutin, quercetin, epicatechin, catechin ที่พบในสารสกัดดังกล่าวจะเป็นตัวทำให้สารสกัดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมได้ 

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย (Antimicrobial Activity)   มีรายงานผลการทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของสารสกัดเอทานอลและน้ำจากส่วนรากและใบของเถาคันขาว พบว่าแสดงฤทธิ์ ต้านเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบเช่น Staphylococcus aureus , Streptococcus pyogenes , Bacillus subtilis , Salmonella typhi , Pseudomonas fluorescence , Klebsiella pneumonia , Aeromonas hydrophila , A. caviae    รวมถึงเชื้อราบางสายพันธุ์ เช่น, Candida spp. 

ฤทธิ์ต้านเบาหวาน (Antidiabetic Activity)  มีรายงานผลการศึกษาวิจัยของสารสกัดจากส่วนใบและรากของเถาคันขาวที่ได้ทำการศึกษาในหนูทดลอง Zucker diabetic(หนูที่เป็นโรคอ้วน ดื้ออินซูลิน และมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง) พบว่าสารสกัดดังกล่าวมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีนัยสำคัญ  หลังการให้สารที่ 250 mg/kg (น้ำหนักตัว) เมื่อเทียบกับหมู่ควบคุม 

การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยา  การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของเถาคันขาวนั้นจะเน้นหนักไปทางพิษจากการสัมผัสหรือการกินพืชโดยตรง โดยพบว่าอาการระคายเคืองจะมาจากสาร Calcium Oxalate (แคลเซียมออกซาเลต)ชนิด raphides ซึ่งพบในส่วนยอด ใบ และเถา  ซึ่งเมื่อสารดังกล่าวสัมผัสผิวหนังหรือเยื่อบุตา ก็อาจทำให้เกิดผื่นแพ้และระคายเคืองอย่างรุนแรง โดยกลไกทางชีวภาพคือการปักแทงเนื้อเยื่อจึงทำให้เกิดการหลั่งฮีสตามีนและสารอักเสบอื่นๆตามมา        ส่วนพิษจากการรับประทานเข้าไปนั้น ผลและใบมีปริมาณoxalic acidสูง  ซึ่งกรดชนิดนี้มีความเป็นพิษมาก (oxalic acid มี LD50 ประมาณ 15–30 กรัม) โดยหากรับประทานในปริมาณมากอาจทำให้เกิด อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียหรืออาจถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อไต และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ในกรณีของการรับประทานจำนวนมากเป็นพิเศษ 

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. ห้ามรับประทานผลหรือส่วนอื่นๆของเถาคันขาวโดยตรง เพราะอาจเกิดอาการพิษจาก Calcium Oxalate ได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียง เช่นคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียหรืออาจถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อไต และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
  2. ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชในวงศ์องุ่น หรือพืชชนิดอื่นๆที่มีสารระคายเคืองควรสวมถุงมือป้องกันเมื่อสัมผัสกับเถาคันขาว และเมื่อเกิดผื่นหรือระคายเคืองผิวหนัง หลังการสัมผัส ให้ล้างบริเวณนั้นด้วยน้ำและสบู่ทันที หากไม่ทุเลาลงควรไปพบแพทย์

อ้างอิง เถาคันขาว

  1. ส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้.ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันทน์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2544. ส่วนพฤกษาศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้ พิมพ์ครั้งที่ 2 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม).พิมพ์ที่ บริษัท ประชาชน จำกัด. 2544.
  2. ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.เถาคัน.หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย.ฉบับพิมพ์ครั้งที่5.หน้า341-342.
  3. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พืชกินได้ในป่าสะแกราช.หน้า146.
  4. อรทัย เนียมสุวรรณ,นฤมล เส้งนนท์,กรกนก ยิ่งเจริญ,พัชรินทร์ สิงห์ดำ (กรกฎาคม-กันยายน2012),พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของพืชกินได้จากป่าชายเลนและป่าชายหาดบริเวณเขาสทิงพระ จังหวัดสงขลา (PDF) วารสารวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยของแก่น40(3).981-991
  5. Yang, J., Wang, A., Ji, T., & Su, Y. (2010). Chemical constituents from Parthenocissus quinquefolia. China Journal of Chinese Materia Medica, 35(12), 1573–1576.
  6.  Abood, M. A., Ibrahem, N. M., & Jasim, A. R. (2024). A summary of the pharmacological activity, phytochemistry, and pharmacognosy of Parthenocissus quinquefolia (L.). Biomedical and Pharmacology Journal, 17(1), 19–30. 
  7. Konovalova, O., Yashchuk, B., Hurtovenko, I., Shcherbakova, O., Kalista, M., & Sydora, N. (2023). Study on content of flavonoids and antioxidant activity of the raw materials of Parthenocissus quinquefolia (L.) Planch. ScienceRise: Pharmaceutical Science, 6(46), 87–95.