เถาคันขาว ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

เถาคันขาว งานวิจัยและสรรพคุณ 20 ข้อ

ชื่อสมุนไพร เถาคันขาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น เถาคัน, เครือพัดสาม (ภาคกลาง), เครือหุนแป, หุนแปขาว (ภาคอีสาน), ส้มคัน (ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Parthenocissus quinquefolia (L.) Planch.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cayratia trifolia (Linn.) Domin.
ชื่อสามัญ True virginia creeper, Verginia creeper.
วงศ์ VITACEAE


ถิ่นกำเนิดเถาคันขาว

เถาคันขาว จัดเป็นพืชในวงศ์องุ่น (VITACEAE) ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในทวีปอเมริกา บริเวณทางตะวันออกและตอนกลางของทวีปอเมริกาเหนือ เช่น ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศแคนาดาและตอนกลาง ทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงทางตะวันออกของประเทศเม็กซิโกและกัวเตมาลา ต่อมาจึงได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปในเขตร้อนต่างๆ ของโลก สำหรับในประเทศไทยสามารถพบเถาคันขาว ได้ทั่วทุกภาคขอประเทศโดยมักพบบริเวณที่รกร้างว่างเปล่า ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และตามป่าราบทั่วไป


ประโยชน์และสรรพคุณเถาคันขาว

  1. ใช้ฟอกเลือด
  2. แก้โรคกษัยทำให้เส้นหย่อน
  3. ช่วยขับลม
  4. ช่วยขับเสมหะ
  5. แก้ช้ำใน แก้ฟกช้ำภายใน
  6. แก้ผอมแห้ง
  7. ช่วยดับพิษตานซาง
  8. แก้ริดสีดวงในลำไส้
  9. แก้ฝีในท้อง ใช้บ่มฝีหนอง
  10. ช่วยลดไข้
  11. แก้อักเสบ
  12. รักษาแผลในกระเพาะอาหาร
  13. ช่วยขับเลือดเน่า
  14. ช่วยขับน้ำคาวปลา
  15. ช่วยขับปัสสาวะ
  16. แก้นิ่ว
  17. ช่วยขับพยาธิไส้เดือน
  18. แก้เลือดออกตามไรฟัน
  19. แก้ร้อนแดง
  20. แก้ลมวิงเวียน หน้ามืด

           มีการนำส่วนยอดอ่อนและผลของเถาคันขาว มาใช้รับประทานโดย ยอดอ่อนมีรสมัน ใช้รับประทานสด หรือ ใช้ลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือ ใช้กินกับอาหารรสเผ็ดอื่นๆ ผลอ่อนใช้ตำเป็นน้ำพริก ใบอ่อน และผลอ่อนใช้ทำแกงส้ม แกงอ่อม ส่วนในภาคใต้ นิยมนำใบอ่อนและผลอ่อนเถาคันขาวมาแกงส้มปลา แกงเหลือง แกงพุงปลา ภาคอีสานนำส่วนใบมาปรุงรสในการต้มเป็ด ต้มปลา

เถาคันขาว
เถาคันขาว

รูปแบบและขนานวิธีใช้

  • ใช้ฟอกโลหิต ลดไข้ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้อักเสบ ขับพยาธิไส้เดือน ขับปัสสาวะ ขับเลือดเน่า ขับน้ำคาวปลา แก้นิ่ว แก้ฟกช้ำภายใน โดยนำรากเถาคันขาวมาต้มกับน้ำดื่ม
  • ใช้ฟอกเลือด แก้กษัยทำให้เส้นหย่อน ขับเสมหะ ขับลม แก้อาการผอมแห้ง แก้ฝีในท้อง อาการช้ำใน แก้ริดสีดวงลำไส้ แก้พิษตานซาง โดยนำเถาของเถาคันขาว มาต้มกับน้ำดื่ม
  • ใช้ลดไข้ แก้เลือดออกตามไรฟัน โดยนำใบเถาคันขาวมาต้มกับน้ำดื่ม
  • ใช้แก้อาการร้อนแดง ใช้ปนฝีหนอง ประคบรักษาฝีโดยนำ ใบเถาคันขาว ไปอัง หรือ ย่างไฟให้พอเหี่ยว แล้วใช้ประคบบริเวณที่เป็น
  • ใช้ฟอกเลือด ขับลม ขับเสมหะ แก้ฟกช้ำภายใน แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ลมวิงเวียนหน้ามืด โดยนำผลเถาคันขาวอ่อนมาต้มกับน้ำดื่ม


ลักษณะทั่วไปของเถาคันขาว

เถาคันขาว จัดเป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็ก ยาวได้มากกว่า 10 เมตร มักยื่นเลื่อยพาดตามต้นไม้ใหญ่ ลำต้นมีลักษณะเป็นเถาสีขาวอมน้ำตาลอ่อน เถาอ่อน หรือ ปลายเถามีสีเขียวแตกกิ่งออกไปรอบๆ ข้อเถา บริเวณโคนของเถามีผิวขรุขระสากมือ ส่วนปลายเถาและเถาอ่อนจะมีขนขึ้นปกคลุม

           ใบเถาคันขาว เป็นใบประกอบออกตรงข้ามกันเป็นคู่บริเวณข้อเถาโดยจะมีก้านใบหลักเรียวยาว 5-10 เซนติเมตร ใบย่อยมี 3 ใบ แต่ละใบจะมีโคนใบเชื่อมติดกันที่ปลายก้านใบหลัก เป็นรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร โคนใบสอบแคบ กลางใบขยายกว้าง ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเป็นคลื่น แผ่นใบมีสีเขียว ค่อนข้างหนาเรียบแผ่นใบด้านล่างมองเห็นเส้นใบนูนชัดเจน

           ดอกเถาคันขาว ออกเป็นช่อแบบซี่ริมบริเวณซอกใบ หรือ บริเวณข้อลำต้น โดยในแต่ละช่อจะมีดอกย่อย 10-40 ดอก ดอกย่อยมีขนาดเล็ก ลักษณะดอกคล้ายดอกเถาวัลย์ปูน หรือ ดอกกะตังใบ ดอกอ่อนมีสีเขียว แต่เมื่อดอกบานจะมีสีขาว ดอกเป็นช่อในและช่อมีผล

           ผลเถาคันขาว เป็นผลย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ผลย่อยมีลักษณะกลมมีขนาด 1.5-2 เซนติเมตร ผิวผลเรียบเป็นมัน ผลดิบมีสีเขียว ผลสุกมีสีดำ เปลือกผลบาง เนื้อผลหนา มีรสเปรี้ยวคล้ายผลองุ่น เมื่อสัมผัสน้ำจากเนื้อผลผิวหนังจะรู้สึกคัน

เถาคันขาว
เถาคันขาว
เถาคันขาว

การขยายพันธุ์เถาคันขาว

เถาคันขาวสามารถขยายพันธุ์ได้โดย การเพาะเมล็ดและการปักชำเถา แต่โดยส่วนมากแล้วการขยายพันธุ์เถาคันขาว จะเป็นการขยายพันธุ์ในธรรมชาติ ไม่พบว่ามีการนำมาปลูกเนื่องจากน้ำยาง หรือ น้ำจากผล เมื่อโคนผิวหนังจะเกิดอาการคัน จนในปัจจุบันพบเห็นได้ตามป่า หรือ ตามที่รกร้างว่างเปล่าเท่านั้น


องค์ประกอบทางเคมี

มีรายงานการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดจากส่วนใบ ลำต้น และผลของเถาคันขาว ระบุว่าพบสารประกอบหลายกลุ่มดังนี้ 

  • สารกลุ่ม Stilbenes และ Polyphenolได้แก่ gallic acid, piceatannol, resveratrol, resveratrol cyphostemmin A-B, pallidol, quercetin-3-O-α-L-rhamnoside และ myricetin-3-O-α-L-rhamnoside
  • สารกลุ่ม Flavonoids เช่น rutin, quercetin, epicatechin, catechin, gallocatechin, epicatechin gallate, naringin, neohesperidin, kaempferol และ luteolin
  • สารกลุ่ม Sterols และ Fatty acid เช่น palmitic acid, oleic acid, linoleic acid, stigmasterol และ β-sitosterol เป็นต้น

โครงสร้างเถาคันขาว

การศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของเถาคันขาว

มีรายงานผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาในหลอดทดลองจากส่วนต่างๆ ของเถาคันขาวระบุว่า มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการดังนี้

           ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant Activity) มีรายงานการศึกษาวิจัยสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์และน้ำจากส่วนใบ ลำต้น และผลของเถาคันขาว พบว่าแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญในหลายการทดสอบ เช่น DPPH scavenging activity และ FRAP เป็นต้น โดยคาดว่าสารกลุ่มฟีนอลิก เช่น rutin, quercetin, epicatechin, catechin ที่พบในสารสกัดดังกล่าวจะเป็นตัวทำให้สารสกัดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมได้

           ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย (Antimicrobial Activity) มีรายงานผลการทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของสารสกัดเอทานอลและน้ำ จากส่วนรากและใบของเถาคันขาว พบว่าแสดงฤทธิ์ ต้านเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบเช่น Staphylococcus aureus, Streptococcus pyogenes, Bacillus subtilis, Salmonella typhi, Pseudomonas fluorescence, Klebsiella pneumonia, Aeromonas hydrophila, A. caviae รวมถึงเชื้อราบางสายพันธุ์ เช่น Candida spp.

           ฤทธิ์ต้านเบาหวาน (Antidiabetic Activity) มีรายงานผลการศึกษาวิจัยของสารสกัดเถาคันขาว จากส่วนใบและรากของเถาคันขาวที่ได้ทำการศึกษาในหนูทดลอง Zucker diabetic (หนูที่เป็นโรคอ้วน ดื้ออินซูลิน และมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง) พบว่าสารสกัดดังกล่าวมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีนัยสำคัญ หลังการให้สารที่ 250 mg/kg (น้ำหนักตัว) เมื่อเทียบกับหมู่ควบคุม


การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของเถาคันขาว

การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของเถาคันขาวนั้นจะเน้นหนักไปทางพิษจากการสัมผัส หรือ การกินพืชโดยตรง โดยพบว่าอาการระคายเคืองจะมาจากสาร Calcium Oxalate (แคลเซียมออกซาเลต) ชนิด raphides ซึ่งพบในส่วนยอด ใบ และเถา ซึ่งเมื่อสารดังกล่าวสัมผัสผิวหนัง หรือ เยื่อบุตา ก็อาจทำให้เกิดผื่นแพ้และระคายเคืองอย่างรุนแรง โดยกลไกทางชีวภาพคือการปักแทงเนื้อเยื่อจึงทำให้เกิดการหลั่งฮีสตามีนและสารอักเสบอื่นๆ ตามมา

           ส่วนพิษจากการรับประทานเถาคันขาว เข้าไปนั้น ผลและใบมีปริมาณ oxalic acid สูง ซึ่งกรดชนิดนี้มีความเป็นพิษมาก (oxalic acid มี LD50 ประมาณ 15-30 กรัม) โดยหากรับประทานในปริมาณมากอาจทำให้เกิด อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย หรือ อาจถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อไตและอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ในกรณีของการรับประทานจำนวนมากเป็นพิเศษ 


ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

  1. ห้ามรับประทานผล หรือ ส่วนอื่นๆ ของเถาคันขาวโดยตรง เพราะอาจเกิดอาการพิษจาก Calcium Oxalate ได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย หรือ อาจถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อไตและอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
  2. ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชในวงศ์องุ่น หรือ พืชชนิดอื่นๆ ที่มีสารระคายเคืองควรสวมถุงมือป้องกันเมื่อสัมผัสกับเถาคันขาว และเมื่อเกิดผื่น หรือ ระคายเคืองผิวหนัง หลังการสัมผัส ให้ล้างบริเวณนั้นด้วยน้ำและสบู่ทันที หากไม่ทุเลาลงควรไปพบแพทย์

เอกสารอ้างอิง เถาคันขาว
  1. ส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันทน์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2544. ส่วนพฤกษาศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้ พิมพ์ครั้งที่ 2 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม).พิมพ์ที่ บริษัท ประชาชน จำกัด. 2544.
  2. ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. เถาคัน. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย. ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. หน้า 341-342.
  3. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พืชกินได้ในป่าสะแกราช. หน้า 146.
  4. อรทัย เนียมสุวรรณ, นฤมล เส้งนนท์, กรกนก ยิ่งเจริญ, พัชรินทร์ สิงห์ดำ (กรกฎาคม-กันยายน 2012), พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของพืชกินได้จากป่าชายเลนและป่าชายหาดบริเวณเขาสทิงพระ จังหวัดสงขลา (PDF) วารสารวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยของแก่น 40 (3). 981-991
  5. Yang, J., Wang, A., Ji, T., & Su, Y. (2010). Chemical constituents from Parthenocissus quinquefolia. China Journal of Chinese Materia Medica, 35(12), 1573-1576.
  6.  Abood, M. A., Ibrahem, N. M., & Jasim, A. R. (2024). A summary of the pharmacological activity, phytochemistry, and pharmacognosy of Parthenocissus quinquefolia (L.). Biomedical and Pharmacology Journal, 17(1), 19-30. 
  7. Konovalova, O., Yashchuk, B., Hurtovenko, I., Shcherbakova, O., Kalista, M., & Sydora, N. (2023). Study on content of flavonoids and antioxidant activity of the raw materials of Parthenocissus quinquefolia (L.) Planch. ScienceRise: Pharmaceutical Science, 6(46), 87-95.