อังกาบหนู

อังกาบหนู

ชื่อสมุนไพร  อังกาบหนู
ชื่ออื่นๆ / ชื่อท้องถิ่น  เขี้ยวแก้ว , เขี้ยวเนื้อ (ภาคกลาง) , มันไก่ (ภาคเหนือ)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Barleria prionitis Linn.
ชื่อสามัญ   Porcupine flower
วงศ์  ACANTHACEAE

ถิ่นกำเนิดอังกาบ

อังกาบหนูเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนต่าง ๆ ทั่วโลก โดยมีเขตการกระจายพันธุ์ในหลายประเทศตามเขตร้อนต่าง ๆ เช่น แอฟริกา อินเดีย ปากีสถาน มาเลเซีย พม่า ลาว กัมพูชาและไทย สำหรับในประเทศไทย  มักพบขึ้นหนาแน่นเป็นวัชพืชอยู่ตามเขาหินปูนในที่แห้งแล้งทางภาคใต้และภาคตะวันตกเฉียงใต้

ลักษณะทั่วไปอังกาบ

อังกาบหนู จัดเป็นไม้พุ่ม ลำต้นสามารถสูงได้ถึง 1.75 เมตร แตกกิ่งก้านมากที่ซอกใบมีหนามแหลมยาว 11 มม. 2-3 อัน ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่แกมวงรีถึงรูปไข่กลับกว้าง 1.8-5.5 ซม. ยาว 4.3-10.5 ซม. ปลายใบเว้าตื้น โคนใบสอบ ก้านใบยาวได้ถึง 2.5 ซม. ดอกเดี่ยวดูคล้ายช่อเชิงลดที่บริเวณซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ใบประดับรูปแถบแกมขอบขนาน กว้าง 2-8 มม. ยาว 12-22 มม. ปลายเรียวแหลม มีขนยาว ใบประดับย่อยรูปแถบแกมใบหอก กว้างได้ถึง 1.5 มม. ยาวได้ถึง 14 มม. ปลายเป็นหนามแหลม กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันแยกเป็น 2 วง วงนอกแฉรูปไข่แกมขอบขนาน กว้างได้ถึง 4 มม. ยาวได้ถึง 15 มม. ปลายเว้าตื้น วงในแฉกรูปแถบแกมใบหอก กว้าง 2 มม. ยาว 13 มม. ปลายเว้าตื้น กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ได้ถึง 2.5 ซม. ปลายแยกเป็นแฉกเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างได้ถึง 3 ซม.แฉกรูปวงรีแกมขอบขนานถึงรูปกลม กลีบโค้ง ผลแห้งแตกได้ ทรงรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 9-11 มม. ยาว 12-16 มม. เมล็ดรูปวงรีแกมขอบขนาน 2 เมล็ด กว้าง 5 มม. ยาว 8 มม. มีขนคล้ายไหม

การขยายพันธุ์อังกาบ

อังกาบหนูเป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่เจริญงอกงามได้ดีในดินทุกชนิด โดยเฉพาะดินที่ร่วนซุยระบายน้ำได้ดีและมีความชื้นในระดับปานกลาง สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยเมล็ด และการตอนกิ่ง อังกาบหนูเป็นต้นไม้ที่ดูแลง่าย ไม่ค่อยชอบความร่มเงามาก เติบโตได้ดีทั้งในบริเวณที่แสงแดดจัดเต็มวันหรือแสงแดดร่มรำไร ส่วนน้ำต้องการปานกลาง โรคและแมลงมารบกวนอีกด้วย ในช่วงฤดูร้อนส่วนของลำต้นเหนือดินมักจะแห้งตายแต่ส่วนรากยังคงมีชีวิตอยู่ ส่วนของลำต้นเหนือดินจะเจริญขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในช่วงฤดูฝน


องค์ประกอบทางเคมี  

ใบอังกาบหนูมีสาร balarenone, pipataline, lupeol, prioniside A, prioniside B, prioniside C  scutellarein, melilotic acid, syringic acid, vanillic acid, p-hydroxybenzoic acid, 6-hydroxyflavones  นอกจากนี้ใบและยอดดอกมีโพแทสเซียมสูง

ประโยชน์ / สรรพคุณอังกาบ

สรรพคุณของอังกาบหนูตามยาแผนโบราณระบุว่า ราก ใช้แก้ดับพิษร้อนในร่างกาย แก้พิษตะขาบพิษงู แก้กลากเกลื้อน ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ช่วยรักษาฝี ดอกช่วยบำรุงธาตุทั้งสี่ ช่วยละลายเสมหะ บรรเทาอาการไอ ใบแก้ปวดฟัน แก้กลากเกลื้อน แก้ปวดฝี แก้ไข้ แก้หวัด รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน แก้ท้องผูก แก้หูอักเสบ แก้ปวดบวมตามข้อ แก้อาหารไม่ย่อย ช่วยฟอกเลือด บรรเทาอาการคันต่าง ๆ แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ใช้ป้องกันส้นเท้าแตก ทั้งต้น ใช้แก้อักเสบ กลากเกลื้อน แก้อาการบวมน้ำ ช่วยขับปัสสาวะ แก้ไข้

นอกจากนี้อินเดียยังใช้ น้ำคั้นจากใบ ผสมกับน้ำตาลกินแก้หืดหอบ น้ำคั้นจากใบผสมกับน้ำผึ้ง กินครั้งละ 2 ช้อนชา วันละ 2 ครั้ง จะช่วยลดอาการไอ ไอกรน ลดเสมหะ ลดไข้ น้ำคั้นจากใบใช้หยอดหู เมื่อมีอาการเจ็บในหูอีกด้วย 

จากการสืบค้นข้อมูลงานวิจัยของอังกาบหนู จะเห็นได้ว่ายังไม่มีการศึกษาในคน โดยส่วนมากจะเป็นการศึกษาในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลองในฤทธิ์ต่าง ๆ เช่น ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น แต่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับการต้านมะเร็ง จึงสรุปได้ว่าต้นอังกาบหนูยังไม่มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการต้านมะเร็ง เป็นเพียงการบอกเล่าต่อๆ กันมา ดังนั้นหากต้องการใช้ต้นอังกาบหนู ในการรักษามะเร็งควรใช้ควบคู่ไปกับการรักษาโดยวิธีการแพทย์แผนปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการใช้สมุนไพรต้องใช้อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะผู้มีโรคประจำตัว ร่วมด้วย ส่วนที่มีข่าวลือว่าอังกาบหนูสามารถรักษามะเร็งได้นั้น

รูปแบบ / ขนาดวิธีใช้  

การใช้ประโยชน์ทางยามีรายงานการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆดังนี้

ใบ น้ำคั้นจากใบใช้ทาแก้ส้นเท้าแตก  ใช้ใบสดเคี้ยวแก้อาการปวดฟัน ใบใช้ผสมกับน้ำผึ้งช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน น้ำคั้นจากใบใช้หยอดหู แก้หูอักเสบได้ ใช้แก้พิษงู ช่วยรักษาโรคคันต่างๆ โรคปวดตามข้อ บวม ใช้ทาแก้ปวดหลัง แก้ท้องผูก แก้โรคไขข้ออักเสบ หรือนำมาผสมกับน้ำมะนาวใช้แก้ขี้กลากหรือใช้ผสมกับน้ำผึ้งรักษาเลือดออกตามไรฟัน

ราก นำมาตากแห้งแล้วนำมาต้มเป็นยาดื่ม ช่วยขับเสมหะ ใช้เป็นยาแก้ฝี ยาลดไข้ เมื่อเอารากมาผสมกับน้ำมะนาวแก้ขี้กลาก แก้อาหารไม่ย่อยหรือนำมาตำให้ละเอียดใช้ใส่บริเวณที่เป็นฝีหนอง รากนำมาต้มใช้เป็นน้ำยาบ้วนปาก

รากและดอก อังกาบนำมาตากแห้งใช้ปรุงเป็นยาสมุนไพร ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย ช่วยเจริญธาตุไฟได้ดีรากใช้เป็นยาลดไข้ ใช้ผสมกับน้ำมะนาวช่วยรักษากลากเกลื้อน หากนำมาใช้ทุกส่วนหรือเรียกว่าทั้ง 5 ส่วนของต้นอังกาบหนูก็ใช้เป็นยาแก้ไขข้ออักเสบได้

เปลือกลำต้น นำมาบดให้เป็นผงกินครั้งละครึ่งช้อนชา วันละ 2 ครั้ง ช่วยลดอาการปวดจากไขข้ออักเสบ

ทั้งต้น นำมาสกัดเอาน้ำมันมานวดศีรษะทำให้ผมดำ ทั้งต้นนำมาต้มดื่มครั้งละ 50-100 มิลลิลิตร แก้โรคเกาต์ ไขข้ออักเสบ อาการบวมตามตัว ลดอาการอักเสบตามข้อ ใช้เป็นสมุนไพรเพิ่มอสุจิ โดยนำทั้งต้นนำมาทำให้แห้ง บดเป็นผง ใช้ครั้งละ 6 กรัม ผสมกับน้ำผึ้งกิน ในกรณีที่ต่อมน้ำเหลืองบวม ให้นำรากมาทุบให้แหลก นำไปแช่ในน้ำซาวข้าว พอกบริเวณที่บวม ยอดอ่อน นำมาเคี้ยวในกรณีที่เป็นแผลในปาก

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

การศึกษาในหลอดทดลองพบว่า สารสกัดทั้งต้นของอังกาบหนูด้วยเอทานอลและน้ำมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดสอบด้วยวิธี DPPH และ ABTS โดยที่สารสกัดเอทานอลมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าสารสกัดน้ำ การศึกษาหาปริมาณสารประกอบฟีโนลิก และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัด 50% เอทานอลจากใบ ดอก และลำต้นอังกาบหนู พบว่าสารสกัดจากใบมีปริมาณสารประกอบฟีนอลิกโดยรวมมากที่สุด โดยมีค่าเทียบเท่ากรดแกลลิกเท่ากับ 67.48 มก./ก. น้ำหนักพืชแห้ง และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ DPPH และ hydroxyl radical ด้วยค่าความเข้มข้นที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ครึ่งหนึ่ง(IC50) เท่ากับ 336.15 และ 568.65 มคก./มล. ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าสารที่แยกได้จากส่วนเหนือดินของอังกาบหนู ได้แก่สาร barlerinoside  ซึ่งเป็นสารในกลุ่ม phenylethanoid glycosides มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ DPPH ที่ดี โดยค่า IC50 เท่ากับ 0.41 มก./มล.และมีฤทธิ์ยับยั้ง glutathione S-transferase (GST) ด้วยค่า IC50 เท่ากับ 12.4 ไมโครโมลาร์ นอกจากนี้พบสารกลุ่ม iridoid glycosides ได้แก่ shanzhiside methyl ester, 6-O-trans-pcoumaroyl-8-O-acetylshanzhiside methyl ester, barlerin, acetylbarlerin, 7-methoxydiderroside และ lupulinoside  มีฤทธิ์ต้าน  DPPH ด้วยค่า  IC50 อยู่ในช่วง 5–50 มก./มล.

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ สารสกัดใบ ลำต้น ราก ของต้นอังกาบหนูด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ และเอทานอล มีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ cyclooxygenase-1 (COX-1) และ cyclooxygenase-2 (COX-2) และยับยั้งการสร้างสารสื่อกลางการอักเสบ prostaglandin เมื่อป้อนส่วนสกัดน้ำของรากอังกาบหนูชนิดที่ 3 และ ชนิดที่4 ขนาด 400 มก./กก. นน. ตัว ให้กับหนูที่เหนี่ยวนำให้มีการอักเสบที่อุ้งเท้าด้วยสารคาราจีแนน พบว่าส่วนสกัดดังกล่าวสามารถลดอาการบวมอักเสบได้ 50.64 และ 55.75% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับยาแผนปัจจุบัน  indomethacin ที่ยับยั้งการอักเสบได้ 60.25% นอกจากนี้เมื่อป้อนสารสกัดดอกอังกาบหนูด้วย 50% เอทานอล ขนาด 200 มก./กก. นน.ตัว ให้กับหนูแรทที่เหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วยสารคารจีแนน และเหนี่ยวนำให้เกิดอาการปวดด้วยกรดอะซิติก พบว่าสารสกัดดอกอังกาบหนูสามารถลดการอักเสบได้ 48.6% และลดอาการปวดได้ 30.6% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับยาแผนปัจจุบัน phenylbutazone ขนาด 100 มก./กก.นน. ตัว ที่สามารถลดการอักเสบได้ 57.5% และลดอาการปวด 36.4% ตามลําดับ

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย การทดสอบในหลอดทดลองพบว่า สาร balarenone, lupeol, pipataline และ 13,14-secostigmasta-5,14-dien-3-a-ol ซึ่งเป็นสารสกัดทั้งต้นอังกาบหนูด้วยเอทานอล มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียอย่างแรกต่อเชื้อ Escherischia coli, Staphylococcus aureus, Corynebacteriun xerosis, Streptococcus agalactiae, Enterococcus faecalis, Bacillus cereus, Pseudomonas aeruginosa โดยเปรียบเทียบกับยาแผนปัจจุบัน ceftriaxone

ฤทธิ์ต้านเชื้อรา การศึกษาในหลอดทดลองเปลือกต้นอังกาบหนูด้วยอะซิโตน เมทานอล และเอทานอล สามารถต้านเชื้อราในปาก Saccharomyces ceruisiae และ Candida albicans โดยที่สารสกัดเมทานอลมีศักยภาพมากที่สุด ในขณะที่ลำต้นและรากของต้นอังกาบหนูด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ ไดคลอโรมีเทน และเอทานอลสามารถต้านเชื้อ C. albicans ได้

ฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส สาร iridoid glycosides : 6-O-transp-coumaroyl-8-O-acetylshanzhiside methyl ester จากต้นอังกาบหนูเมื่อนำไปทดสอบในหลอดทดลอง พบว่าขนาดความเข้มข่นที่มีผลในการต้านเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ respiratory syncytial virus (RSV) ได้ครึ่งหนึ่ง(ED50) มีค่าเท่ากับ 2.46 มคก./มล. และขนาดความเข้มข้นที่มีผลในการฆ่าเชื้อไวรัส respiratory syncytial virus (RSV) ได้ครึ่งหนึ่ง (ID50) มีค่าเท่ากับ 42.2 มคก./มล.

ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดเมื่อป้อนสารสกัดใบอังกาบหนูด้วยแอลกฮอล์ ขนาด 200 มก./นน. ตัว ให้กับหนูแรทที่เหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วยสาร alloxan นาน 14 วัน พบว่าสารสกัดใบอังกาบหนูสามารถลดระดับน้ำตาล เพิ่มระดับอินซูลินในเลือด และเพิ่มระดับไกลโคเจนในตับได้

ฤทธิ์ปกป้องตับ เมื่อป้อนส่วนสกัด iridoid glycosides  ที่ได้จากใบและลำต้นอังกาบหนูให้หนูแรท และหนูเม้าส์ก่อนที่จะเหนี่ยวนำให้เกิดความเป็นพิษที่คับด้วยสารคาร์บอนเตตระคลอไรด์ กาแลคโตซามีน และพาราเซทตามอล ขนาด 12.5 - 100 มก./กก. นน.ตัว พบว่าสารสกัดดังกล่าวสามารถลดความเป็นพิษที่ตับได้ โดยไปลดระดับ ค่าชีวเคมีในเลือดที่เกี่ยวกับตับ alanine aminotransferase (ALT), aspartate transaminase (AST), alkaline phosphatase (ALP), birirubin และ triglyceride นอกจากนี้ยังเพิ่มระดับเอนไซม์  glutathione ในตับ และลดการเกิดการออกซิไดซ์ของไขมันที่ตับด้วย โดยเทียบกับยาแผนปัจจุบันที่ช่วยปกป้องเซลล์ตับ  silymarin ในขนาด 50 มก./กก. นน. ตัว

ฤทธิ์ฆ่าพยาธิ การศึกษาฤทธิ์ต้านพยาธิไส้เดือน  Pheretima posthuma ของสารสกัดทั้งต้นของอังกาบหนูด้วยน้ำและเอทานอล ที่ความเข้มข้น 50, 75 และ 100 มก./มล. พบว่าฤทธิ์ในการทำให้พยาธิเป็นอัมพาต และฆ่าพยาธิไส้เดือนนั้นขึ้นกับขนาดที่ใช้ โดยที่สารสกัดเอทานอลของอังกาบหนูขนาด 100 มก./มล. ใช้เวลาที่ทำให้พยาธิไส้เดือนเป็นอัมพาตที่ 2.58 ± 0.15 และพยาธิตายที่ 7.12 ± 0.65 นาที ในขณะที่สารสกัดน้ำใช้เวลาที่ทำให้พยาธิไส้เดือนเป็นอัมพาตที่ 5.25 ± 0.51 และพยาธิตายที่ 9.00 ± 0.68 นาที เมื่อเปรียบเทียบกับยาฆ่าพยาธิ albendazole ขนาด 20 มก./มล. ใช้เวลาที่ทำให้พยาธิไส้เดือนเป็นอัมพาตที่ 11.06 ± 0.22 และพยาธิตายที่ 16.47 ± 0.19 นาที

ฤทธิ์คุมกำเนิดเพศผู้ เมื่อทดลองให้สารสกัดรากอังกาบหนูด้วยเมทานอล แก่หนูขาวเพศผู้ในขนาด100 มก./กก.นน.ตัวนาน 60 วัน ให้ผลคุมกำเนิดได้ 100% ผลนี้เกิดจากฤทธิ์ของสารสกัดรากอังกาบหนูในการรบกวนการสร้างอสุจิ ลดจำนวนอสุจิ และทำให้การเคลื่อนที่ของสเปิร์มลดลง สารสกัดมีผลลดน้ำหนักอัณฑะ รวมทั้งมีผลลดปริมาณโปรตีน กรดเซียลิก (sialic acid) และกลัยโคเจนในอัณฑะ ซึ่งส่งผลให้การสร้างอสุจิ โครงสร้างและหน้าที่ของอสุจิผิดปกติไป

การศึกษาทางพิษวิทยา 

การศึกษาความเป็นพิษ  ส่วนสกัด iridoid glycosides ที่ได้จากใบและลำต้นอังกาบหนู เมื่อป้อนให้หนูเม้าส์กิน ขนาดที่แตกต่างกันตั้งแต่  100 - 3,000 มก. เป็นเวลา 15 วัน ไม่พบความผิดปกติใดๆ และไม่มีหนูเสียชีวิต ผู้ทำการศึกษาสรุปว่าขนาดของสารสกัดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง  LD50 มีค่ามากกว่า 3,000 มก./กก. และหากฉีดสารสกัดเข้าทางช่องท้องของหนูเม้าส์พบว่า LD50 มีค่าเท่ากับ 2,530 มก./กก. ± 87 มก./กก. ซึ่งถือว่าค่อนข้างปลอดภัย

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. การใช้อังกาบหนูในการรักษาโรคต่างๆตามสรรพคุณที่ระบุไว้ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไปและใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเพราะอาจมีผลกระทบต่อระบบต่างๆของร่างกายได้
  2. ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคตับ โรคไต โรคเบาหวาน ควรใช้อย่างระมัดระวังและควรปรึกษาแพทย์ที่ให้การรักษาด้วยเสมอ
  3. ในการใช้สมุนไพรอังกาบหนูอย่างต่อเนื่องควรมีการเจาะเลือดดูค่าการทำงานของตับและไตอยู่เสมอ
  4. ในปัจจุบันยังไม่มีรายงานการศึกษาวิจัยทั้งในมนุษย์และสัตว์ทดลองว่าอังกาบหนูสามารถรักษามะเร็งได้ ดังนั้นหากต้องการจำใช้ในการรักษามะเร็งควรใข้ควบคู่ไปกับการรักษาของแทพย์แผนปัจจุบันด้วย

เอกสารอ้างอิง

  1. พนิดา  ใหญ่ธรรมสาร.อังกาบหนู....รักษามะเร็งได้จริงหรือ? .สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  2. นันท่วัน บุณยะประภัศร อรนุช โชคชัยเจริพร (บรรณาธิการ).สมุนไพรไม้พื้นบ้าน (5).กรุงเทพฯ:บริษัทประชาชน จำกัด.2543:508 หน้า
  3. อังกาบหนู สมุนไพรไม้ประดับ.คอลัมน์ สมุนไพรเพื่อสุขภาพ.นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์.ฉบับวันที่ 9-15 มีนาคม 2561 .ฉบับที่ 1960 . ปีที่ 38.
  4. ปิยวรรณ จิตเจริญรุ่งเรือง ,ประนอม ขาวเมฆ,องค์ประกอบทางเคมีของใบอังกาบหนู.เอกสารประกอบการประชุมวิชาการระดับชาติ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างสถาบัน ครั้งที่ 2 .วันที่ 21 มีนาคม 2557 ณ.โรงแรกมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ.หน้า 98-101
  5. Gupta RS, Kumar P, Dixit VP, Dobhal MP. Antifertility studies of the root extract of the Barleria prionitis Linn in male albino rats with special reference to testicular cell population dynamics. J Ethnopharmacol. 2000;70: 111-7.
  6. Ata A, Van Den Bosch SA, Harwanik DJ, Pidwinski GE. Glutathione S-transferase- and acetylcholinesterase-inhibiting natural products from medicinally important plants. Pure Appl. Chem. 2007;79(12):2269-76.
  7. Khadse CD, Kakde RB. Anti-inflammatory activity of aqueous extract fractions of Barleria prionitis L. roots. Asian J Plant Sci Res. 2011; 1(2):63-8.
  8. Cramer LH. Acanthaceae. In : Dassanayake MD, Clayton WD, eds. A revised handbook to the flora of Ceylon, Vol 12. Rotterdam: A.A. Bulkema 1998.
  9. Ata A,. Kalhari KS, Samarasekera R. Chemical constituents of Barleria prionitis and their enzyme inhibitory and free radical scavenging activities. Phytochem Lett. 2009;2:37-40.
  10. Kosmulalage KS, Zahid S, Udenigwe CC, Akhtar S, Ata A, Samaraseker R. Glutathione S-transferase, acetylcholinesterase inhibitory and antibacterial activities of chemical constituents of Barleria prionitis. Z. Naturforsch. 2007;62b:580-6.
  11. Amitava, G. (2012). Comparative Antibacterial study of Barleria prionitis Linn. Leaf extracts. International Journal of Pharmaceutical & Biological Archives. 3(2), 391-393.
  12. . Chavana CB, Hogadeb MG, Bhingea SD, Kumbhara M , Tamboli A. In vitro anthelmintic activity of fruit extract of Barleria prionitis Linn. against Pheretima posthuma. Int J Pharmacy Pharm Sci. 2010;2(3):49-50.
  13. Jaiswal SK, Dubey MK, Das S, Verma RJ, Rao CV. A comparative study on total phenolic content, reducing power and free radical scavenging activity of aerial parts of Barleria prionitis. Inter J Phytomed. 2010;2:155-9.
  14. Daniel M. Medicinal Plants: Chemistry and Properties. 1st Ed. Enfield (NH) : Science Publishers, 2006:78.
  15. Amoo SO, Ndhlala AR, Finnie JF, Van Staden J. Antifungal, acetylcholinesterase inhibition, antioxidant and phytochemical properties of three Barleria species. S Afr J Bot. 2011;77: 435-45.
  16. Amoo SO, Finnie JF, Van Staden J. In vitro pharmacological evaluation of three Barleria species. J Ethnopharmacol. 2009;121:274-7.
  17. Aneja KR, Joshi R, Sharma C. Potency of Barleria prionitis L. bark extracts against oral diseases causing strains of bacteria and fungi of clinical origin. N Y Sci J. 2010;3(11):1-12
  18. Chetan C, Suraj M, Maheshwari C, Rahul A, Priyanka P. Screening of antioxidant activity and phenolic content of whole plant of Barleria prionitis Linn. IJRAP. 2011;2(4):1313-9.
  19. Chen JL, Blanc P, Stoddart CA, Bogan M, Rozhon EJ, Parkinson N, et al. New Iridoids from the medicinal plant Barleria prionitis with potent activity against respiratory syncytial virus. J Nat Prod. 1998;61:1295-7.
  20. Jaiswal SK, Dubey MK, DAS S, Verma A, Vijayakumar M and Rao CV. Evaluation of flower of Barleria prionitis for anti-inflammatory and antinociceptive activity. Inter J Pharma Bio Sci. 2010;1(2)1-10.
  21. Ata A, Van Den Bosch SA, Harwanik DJ, Pidwinski GE. Glutathione S-transferase- and acetylcholinesterase-inhibiting natural products from medicinally important plants. Pure Appl. Chem. 2007;79(12):2269-76.
  22. Singh B, Chandan BK, Prabhakar A, Taneja SC, Singh J and Qazi GN. Chemistry and hepatoprotective activity of an active fraction from Barleria prionitis Linn. in experimental animals. Phytother Res. 2005;19:391-404.