พิษนาศน์ ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

พิษนาศน์

ชื่อสมุนไพร  พิษนาศน์ 
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  แผ่นดินเย็น (อุบลราชธานี) , ถั่วดินโคก (เลย) , นมราชสีห์ (ฉะเชิงเทรา)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Sophora exigua Craib
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Sophora violacea var. pilosa Gagnep.
วงศ์  Fabaceae– Papilionaceae

 

ถิ่นกำเนิดพิษนาศน์ 

สำหรับถิ่นกำเนิดของพิษนาศน์นั้นยังไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัดว่ามีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในบริเวณใดของโลก แต่ในประเทศไทยนั้น สามารถพบขึ้นทั่วไปในภาคเหนือและภาคอีสาน บริเวณที่เป็นดินทรายในป่าผลัดใบและป่าโปร่งทั่วไป และยังมีการนำมาใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพรตามภูมิปัญญาชาวบ้านมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว

ประโยชน์และสรรพคุณพิษนาศน์ 

สำหรับนำพิษนาศน์มาใช้ประโยชน์นั้น ส่วนมากแล้วจะนำมาใช้เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคทั้งในแบบใช้เป็นตัวยาเดี่ยว และใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องยาในตำรับยาต่างๆ โดยมีสรรพคุณดังนี้  

ตำรายาไทยระบุว่า ราก รสจืดเฝื่อนซ่า  ขับน้ำ ขับพิษภายใน แก้คางทูม แก้ฟกบวมตามข้อ ตามกล้ามเนื้อ  ส่วนตำรายาพื้นบ้านระบุว่า ราก ช่วยลดไข้ในเด็ก บำรุงน้ำนม แก้ฝี แก้พิษงู บำรุงน้ำนม  และใน บัญชียาจากสมุนไพร ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ระบุการใช้เหง้าพิษนาศน์ เป็นส่วนประกอบ ใน “ตำรับยาเขียวหอม”  ซึ่งมีสรรพคุณ บรรเทาอาการไข้ ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษหัด พิษอีสุกอีใส (บรรเทาอาการไข้จากหัด และอีสุกอีใส)

นอกจากนี้ยังปรากฏการใช้พิษนาศน์ ตำรับยาแผนโบราณดังนี้

พระคัมภีร์ชวดารตำรับยาประสรรณี มีสรรพคุณ แก้อาเจียน มือเท้าเขียว ตำรับยามหาสมมิทใหญ่มีสรรพคุณ แก้มะเร็งคุดทะราดพระคัมภีร์ธาตุวิภังค์ตำรับยาสมิทธิสวาหะมีสรรพคุณแก้หัวใจให้พิการต่างๆ ตำรับยามหาสมมิทใหญ่ มีสรรพคุณ แก้ไข้สันนิบาตพระคัมภีร์ปฐมจินดาตำรับยาผายพิษสรรพพิษมีสรรพคุณ แก้ปวดมวนท้อง ตำรับยากินแก้พิษหละจับ มีสรรพคุณ แก้ลิ้นกระด้างคางแข็ง แก้พิษหละ เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปพิษนาศน์ 

พิษนาศน์จัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงได้ 15-30 เซนติเมตร ลำต้นลักษณะสั้นประมาณ 5-8 เซนติเมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ แนบกับพื้นดินมีใบย่อย 9-13 ใบ โดยจะเป็นรูปวงรี รูปไข่หรือรูปขอบขนานแกมวงรี ปลายใบรูปไข่กลับ กว้าง 1.5-3 เซนติเมตร ยาว 2-5 เซนติเมตร ผิวใบมีขนละเอียดสีขาวขึ้นปกคลุม ดอกเป็นแบบช่อกระจะ โดยจะออกที่ปลายยอด และมีดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกคล้ายรูปดอกถั่ว เป็นสีม่วงเข้ม และมีก้านช่อดอกยาว ผลออกเป็นฝักรูปขอบขนาน มีขนละเอียดสีขาว ปกคลุมด้านในมีเมล็ดเดียว

การขยายพันธุ์พิษนาศน์ 

พิษนาศน์สามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ดแต่จะเป็นพืชที่ค่อนข้างโตช้า ซึ่งในธรรมชาติจะอาศัยฝักแก่ที่ร่วงหล่นและแตกออกมาทำให้เมล็ดด้านในตกสู่ดินแล้วจึงเจริญเติบโตเป็นต้นต่อไป แต่ทั้งนี้เราสามารถนำเมล็ดของพิษนาศน์มาทำการเพาะปลูกได้ โดยใช้วิธีการเพาะเมล็ดและการปลูกเช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและปลูกพืชตระกูลถั่วอื่นๆ เช่น ถั่วเหลือง ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของรากพิษนาศน์พบว่า พบสารกลุ่ม flavonoids ชนิด flavanone ที่มีหมู่พีนิลมาต่อในโครงสร้าง จากรากของถั่วดินโคก ได้แก่ สาร exiguaflavanone A – M, Sophoraflavanone G และ 5,7,2’-trihydroxy-8-lavandulylflavanone  (Ruangrungsi et al., 1992; Iinuma et al., 1993; Iinuma et al., 1994) และยังพบสารกลุ่ม benzochromones ที่มีหมู่พีนิลมาต่อในโครงสร้าง ได้แก่ exiguachromone A และ exiguachromone B (Iinuma et al., 1993; Iinuma et al., 1994และพบสารกลุ่ม alkaloidsได้แก่ cytisine, (-)-12-cytisineacetamide, (-)-12-hydroxycytisine, (-)-N-formylcytisine, (-)-N-methylcytisine (Takamatsu et al., 1991)

                           

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ 

ใช้แก้คางทูม , ขับพิษ ขับน้ำ แก้ปวดบวมตามขับ ใช้บำรุงน้ำนม  โดยนำรากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ลดไข้ในเด็กโดยการนำรากมาฝนกับน้ำดื่ม ใช้แก้ฝีโดยใช้รากมาฝนกับน้ำแล้วนำไปทาบริเวณที่เป็น ส่วนในการใช้พิษนาศน์ที่มีในตำรับยาต่างๆดังที่กล่าวมานั้น ให้ใช้ตามขนาดและวิธีใช้ของยาตำรับนั้นๆ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา 

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย  การทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของสารสกัดจากรากพิษนาศน์ด้วยเฮกเซน เอทิลอะซีเตต และเมทานอล ต่อเชื้อแบคทีเรีย 5 สายพันธุ์ ได้แก่ Escherichia coli O157:H7, Listeria monocytogenes, Pseudomonas aeruginosa, Salmonella typhimurium และ Staphylococcus epidermidisn  ด้วยวิธี agar diffusion ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดเอทิลอะซีเตต มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Pseudomonas aeruginosa และ Staphylococcus epidermidis โดยมีค่าเฉลี่ยเส้นผ่านศูนย์กลางของบริเวณยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเท่ากับ 18.75±0.43 และ 20.00±0.50 มิลลิเมตร ตามลำดับ สารสกัดเมทานอล มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus epidermidis โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางการยับยั้งเท่ากับ 14.00±0.00 มิลลิเมตร เนื่องจากการติดเชื้อ P. aeruginosa อาจเป็นสาเหตุของอาการมีไข้ เจ็บคอแบบมีเสมหะเขียว การติดเชื้อแบคทีเรียสกุล Staphylococcus อาจเป็นสาเหตุของการเกิดฝีหนองได้ ผลการทดลองจึงสอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ใช้รากพิษนาศน์ฝนน้ำดื่มรักษาอาการเป็นไข้ อมแก้เจ็บคอ และใช้รากฝนน้ำทารักษาฝี สารสกัดหยาบเอทิลอะซีเตต และสารสกัดหยาบเมทานอลมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ แต่สารสกัดหยาบเฮกเซนไม่มีฤทธิ์ดังกล่าว แสดงว่าสารออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ของรากพิษนาศน์เป็นสารที่มีขั้วปานกลาง และมีขั้วมาก

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยอีกฉบับหนึ่งที่ศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย (anti-bacterial activity) เช่นเดียวกัน โดยในรายงานระบุว่าสาร sophoraflavanone G ที่พบในรากของพิษนาศน์มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย โดยสาร sophoraflavanone G ที่มีความเข้มข้น 0.05 µg/ml มีผลท้าให้ลด membrane fluidity ของเยื่อหุ้มเซลล์ของเชื้อแบคทีเรีย เปรียบเทียบกับสาร naringenin ต้องใช้ความเข้มข้นมากกว่า 2.5 µg/ml จึงเห็นผลการลด membrane fluidity ของเยื่อหุ้ม เซลล์ของเชื้อแบคทีเรีย โดยหมู่ 8-lavandulyl และหมู่ 2’-hydroxyl ของสาร sophoraflavanone G มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มการลด membrane fluidity ของเยื่อหุ้มเซลล์ของเชื้อแบคทีเรีย

นอกจากนี้สารกลุ่ม flavanone ที่มีหมู่แทนที่ 2’,4’- หรือ 2’,6’-dihydroxy ที่วง Bและหมู่ 5,7-dihydroxy ที่วง A จะมีฤทธิ์ต้านเชื อแบคทีเรีย methicillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA) สูงอย่างมีนัยสำคัญ และการมีหมู่แทนที่เป็นหมู่ aliphatic ที่ตำแหน่ง 6 หรือ 8 จะช่วยเพิ่มฤทธิ์มากขึ้น สารtetranhydroxyflavanone ที่ แยกได้จาก รากถั่วดินโคก คือ sophoraflavanone G ซึ่งมีโครงสร้าง5,7,2’,4’-tetrahydroxyflavanone และมีหมู่ lavandulyl เป็นหมู่แทนที่ที่ตำแหน่งที่ 8 มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย MRSA สูง โดยมีค่า MIC (Minimal Inhibitory Concentration) ในช่วงระหว่าง 3.13-6.25 µg/ml

ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง (anti-cancer activity) สาร sophoraflavanone G ที่พบในรากของพิษนาศน์ สามารถยับยั้งกระบวนการส่งสัญญาณของโปรตีน STATs (Signal transducerand activator of transcription proteins) ซึ่งนำไปสู่กระบวนการอะพอพโตซิสของเซลล์มะเร็ง เช่น การยับยั้งกระบวนการ tyrosine phosphorylation ของโปรตีน STATs ใน Hodgkin’s lymphoma

การศึกษาทางพิษวิทยา 

ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง 

ในการใช้พิษนาศน์เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้นควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่น เพราะยังไม่มีข้อมูลการศึกษาทางพิษวิทยาดังนั้น จึงควรใช้ในปริมาณที่พอดี ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไปหรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้พิษนาศน์เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. นพมาศ สุนทรเจริญนนท์และคณะ. สารานุกรมสมุนไพร เล่ม 4 กกยาอีสาน. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ นติ งแอนด์พับลิชชิ่ง จ้ากัด (มหาชน). 2543.
  2. ศ.ดร.ภก.นิจศิริ เรืองรังษี , ดร. โยศักดิ์  จันศรีนิยม , นิรันดร์ วิพันธุ์เงิน . รายงานฉบับสมบูรณ์ เรื่องการศึกษาวิจัยสมุนไพร ถั่วดินโคก เพื่อประเมินคุณค่าและความสำคัญ ประกอบการพิจารณาในการประกาศให้เป็นสมุนไพรควบคุม ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย.กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.23หน้า
  3. บุษบา ประภาสพงศ์ และคณะ. แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์: ภูมิปัญญาทางการแพทย์และมรดกทางวรรณกรรมของชาติ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพร้าว. 2547.
  4. พิษนาศน์.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.thaicrndedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=157
  5. พิษนาศน์.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.thaicrndedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=78
  6. Kim B-H, Won C, Lee Y-H, Choi JS, Noh KH, Han S, et al. Sophoraflavanone G induces apoptosis of human cancer cells by targeting upstream signals of STATs. Biochemical Pharmacology. 2013;86(7):950–9.
  7. Takamatsu S, Saito K, Ohmiya S, Ruangrungsi N, Murakoshi I. Lupin alkaloids from Sophora exigua. Phytochemistry. 1991;30(11):3793–5.
  8. Iinuma M, Yokoyama J, Ohyama M, Tanaka T, Mizuno M, Ruangrungsi N. Seven phenolic compounds in the roots of Sophora exigua. Phytochemistry. 1993;33(1):203–8.
  9. Tsuchiya H, Sato M, Miyazaki T, Fujiwara S, Tanigaki S, Ohyama M, et al. Comparative study on the antibacterial activity of phytochemical flavanones against methicillin-resistant Staphylococcus aureus. Journal of Ethnopharmacology. 1996;50(1):27–34.
  10. Iinuma M, Yokoyama J, Ohyama M, Tanaka T, Ruangrungsi N. Eight phenolic compounds in root of Sophora exigua. Phytochemistry. 1994;35(3):785–9.
  11. Tsuchiya H, Iinuma M. Reduction of membrane fluidity by antibacterial sophoraflavanone G isolated from Sophora exigua. Phytomedicine. 2000;7(2):161–5.
  12. Ruangrungsi N, Iinuma M, Tanaka T, Ohyama M, Yokoyama J, Mizuno M. Three flavanones with a lavandulyl group in the roots of Sophora exigua. Phytochemistry. 1992;31(3):999–1001.