มะเขือเทศ ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

มะเขือเทศ งานวิจัยและสรรพคุณ 21ข้อ

 

ชื่อสมุนไพร  มะเขือเทศ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น มะเขือส้ม , บะเขือส้ม (ภาคเหนือ) ,มะเขือเครือ(ภาคอีสาน),ตรอบ(สุรินทร์),ตะก่อชิ(กะเหรี่ยง),ตีรอม(เขมร),ฮวงเกีย(จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Lycopersicum esculentum Mill 
ชื่อสามัญ Tomato
วงศ์  Solanaceae 


ถิ่นกำเนิดมะเขือเทศ

มะเขือเทศมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่แถบเทือกเขาแอนตีสของทวีปอเมริกาใต้ ในแถบประเทศเปรูและชิลี เดิมมะเขือเทศเป็นพืชที่เจริญเติบโตในป่าเขา แม้มะเขือเทศจะเป็นผลไม้ที่ดูจากภายนอกแล้วสวยงาม ทำให้คนชอบและหลงใหลแต่ในสมัยนั้นก็ไม่มีใครกล้าพอที่จะนำมารับประทานเพราะคิดว่าเป็นผลไม้มีพิษ และในราวกลางศตวรรษที่ 15 ชาวสเปนและโปรตุเกส ได้นำเอามะเขือเทศจากเปรูไปปลูกในยุโรป หลังจากนั้นก็มีการนำไปปลูกยังประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน ในระยะแรกมีการนำมาปลูกเป็นไม้ประดับในสวน 

           มะเขือเทศได้ถูกนำมาปลูกเป็นไม้ประดับในสวนอยู่นานร่วม 200 ปี โดยไม่มีใครกล้านำมากินเลย จนกระทั่งในปลายศตวรรษที่ 18 มีนักวาดภาพชาวฝรั่งเศส ผู้หนึ่งนึกอยากลองชิมรสชาติของมะเขือเทศ
           เขาจึงตัดสินใจลองกินมะเขือเทศดู หลังจากกินแล้ว ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลองอยู่หลายครั้ง จนแน่ใจว่าไม่มีพิษ เมื่อข่าวออกไป ประชาชนทั่วไปก็เริ่มกินตามบ้าง มะเขือเทศเลยกลายเป็นอาหารในครัวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และในปี ค.ศ.1811 ก็มีการบันทึกลงในพจนานุกรมทางพฤกษศาสตร์ เป็นครั้งแรก

            สำหรับในประเทศไทยมีการสันนิษฐานไว้ว่า มะเขือเทศเข้ามาสู่เมืองไทยนานหลายร้อยปีแล้ว โดยชาวยุโรปที่มาติดต่อค้าขายกับไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นผู้นำเข้ามา และในหนังสืออักขราภธานศรับท์ของหมอปลัดเล พ.ศ.2416 หรือเมื่อ 125 ปีมาแล้ว กล่าวถึงมะเขือเทศว่า “มะเขือเทศ : เป็นชื่อมะเขือเขาเอาพันธุ์มาแต่เมืองเทศปลูกไว้ในเมืองไทยจึงเรียก มะเขือเทศ” ซึ่งแสดงว่าเมื่อ 125 ปีก่อนโน้นคนไทยก็ปลูกมะเขือเทศกันทั่วไปแล้ว


ประโยชน์และสรรพคุณมะเขือเทศ

  • ช่วยด้านความสะอาดความงาม เชื่อว่าทำให้ผิวหนังตึงมีน้ำมีนวลขึ้น
  • ช่วยดับกระหาย
  • ช่วยทำให้เจริญอาหาร
  • ช่วยฟอกเลือด
  • ช่วยย่อยอาหาร ย่อยไขมัน
  • ช่วยรักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก
  • บำรุงและกระตุนกระเพาะอาหาร ลำไส้ ไต ให้ทำงานได้ดี
  • ช่วยขับพิษและสิ่งคั่งค้างในร่างกายเป็นยาระบายอ่อน ๆ
  • ใช้รักษาหน้าเกรียมเนื่องจากถูกแดดเผา
  • ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ (โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชาย)
  • ช่วยป้องกันรักษาผิวหนังให้เยื่อบุกระเพาะและลำไส้
  • ช่วยรักษาเหงือกและฟัน
  • ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
  • ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด
  • ช่วยป้องกันเลือดกำเดาออก
  • ช่วยป้องกันหลอดเลือดต่างๆ
  • วิรักษาโรคตาแห้ง ตาฟาง
  • ช่วยป้องกันอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย
  • ช่วยดับร้อนถอนพิษในตับ
  • ช่วยทำให้เลือดเย็น
  • ใช้รักษาโรคความด้นโลหิตสูง
 

           ช่วยรักอาการคอแห้ง ปากขมมะเขือเทศในฐานะผักและอาหาร  มะเขือเทศใช้เป็นผักประกอบอาหารได้มากมายหลายชนิด เริ่มตั้งแต่ใช้เป็นผักกินสดโดยตรง หรือใช้เป็นเครื่องเคียงของอาหารบางประเภทโดยเฉพาะอาหารรสจัด ใช้ประกอบอาหารประเภทผัด ใช่เป็นอาหารประเภทน้ำพริก ใช่เป็นอาหารประเภทเครื่องจิ้มอื่นๆ ซึ่งมีมะเขือเทศอยู่ในซอสของปลากระป๋อง ใช่เป็นอาหารประเภทต้ม ใช้เป็นอาหารประเภทแกง

มะเขือเทศ

มะเขือเทศ

มะเขือเทศ

 

ลักษณะทั่วไปมะเขือเทศ 

มะเขือเทศจัด เป็นไม้ล้มลุกฤดูเดียว สูงได้ถึง 2 ม. ต้นอ่อนมะเขือเทศมีลักษณะเป็นทรงกลม และเปราะหักง่าย เมื่อแก่ขึ้น ต้นจะค่อนข้างเป็นเหลี่ยม และแข็งแรงขึ้น แตกกิ่งตั้งแต่ระดับล่างของลำต้น โดยลำต้นจะมีขนปกคลุม และมีกลิ่นเฉพาะตัว ลำต้นมะเขือเทศบางสายพันธุ์เป็นลำต้นตั้งตรง และแข็งแรง แต่บางสายพันธุ์มีลักษณะลำต้น และกิ่งเลื้อยขึ้นที่สูงหรือเลื้อยตามดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่ถึงรูปขอบขนาน ขอบใบเว้าลึกดูคล้ายเป็นใบประกอบแบบขนนก มีก้านใบหลัก แต่ละก้านใบ มีใบย่อยแตกออกด้านข้าง  7-9 ใบ ใบมีสีเขียวสด มีขนปกคลุมทั่วใบ  ดอกมะเขือเทศเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวเมีย และเกสรตัวผู้ในดอกเดียวกัน โดยออกดอกเป็นช่อ ช่อละประมาณ 3-5 ดอก แทงออกบริเวณข้อของกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก สีเหลือง มีกลีบดอก 5 กลีบ และกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เมื่อดอกบาน กลีบเลี้ยง และกลีบดอกจะโค้งลง ภายในประกอบด้วยเกสรตัวผู้ 5 อัน ล้อมรอบเกสรตัวเมียที่อยู่ด้านใน  ผลมะเขือเทศมีลักษณะเป็นผลฉ่ำน้ำ และมีรูปร่างแตกต่างกันตามสายพันธุ์ เช่น รูปทรงกลม ทรงรี ส่วนขนาดมีทั้งขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ ผลอ่อนจะมีสีเขียวอมขาว และค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีขาวเมื่อแก่ และเป็นสีแดง เมื่อผลสุก เมล็ดมะเขือเทศ มีลักษณะแบน รูปไข่ สีเหลือง หรือสีน้ำตาลอ่อน และมีขนาดเล็ก โดยมีขนสั้นปกคลุมรอบนอก ยาวประมาณ 3-5 มม. โดยอาจมีมากถึง 250 เมล็ดใน 1 ผล


การขยายพันธุ์มะเขือเทศ 

มะเขือเทศสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีเพาะเมล็ด โดยมีวิธีการดังนี้ 
           การเตรียมดิน การปลูกมะเขือเทศจำเป็นต้องยกร่องแปลงคล้ายกับการปลูกพืชผักทั่วไป และต้องเตรียมดิน และกำจัดวัชพืชก่อน ด้วยการไถพรวนดินรอบแรกที่ไถลึกประมาณ 20-30 ซม. และตากดินนาน 10-15 วัน จากนั้น ไถพรวนดินรอบ 2 อีกครั้ง และตากดินนาน 5-7 วัน โดยก่อนไถรอบ 2 ให้หว่านโรยด้วยปุ๋ยคอก อัตรา 3-5 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อตากดินรอบ 2 ครบตามวันแล้วจึงไถยกร่องเตรียมปลูก โดยไถยกร่องกว้าง 70-80 ซม. สำหรับปลูกแถวเดี่ยว และร่องกว้าง 100-120 ซม. สำหรับปลูกแถวคู่ โดยยกร่องสูงประมาณ 30 ซม.  ส่วนการเพาะกล้าจะใช้วิธีการเพาะกล้าในแปลงเพาะ โดยการเตรียมดินด้วยการผสมดินกับปุ๋ยคอก ก่อนการหว่านเมล็ดลงแปลง และดูแลจนกล้ามีอายุได้ 25-30 วัน หรือมีใบจริง 5-7 ใบ แล้วค่อยย้ายปลูกในแปลงต่อ ทั้งนี้ ก่อนย้ายปลูก ให้รดน้ำในแปลงให้ชุ่มก่อนทุกครั้ง การปลูก นิยมปลูกในช่วงปลายฤดูฝนที่ฝนเริ่มน้อย หากปลูกในช่วงก่อนฤดูฝนหรือต้นฤดูฝนมักประสบปัญหาผลเน่าเสียง่าย โดยหลังจากการไถยกร่อง จะเริ่มขึ้นตอนการปลูก โดยจะใช้กล้าเพาะ ในระยะปลูกที่ความห่างของต้นหรือหลุมที่ 50 ซม. และหลังการปลูกประมาณ 1 อาทิตย์ ควรใช้วัสดุเกษตรคลุมดิน เช่น ฟางข้าว วางคลุมรอบโคนต้น เพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดิน ทั้งนี้มะเขือเทศบางสายพันธุ์มีลักษณะเลื้อยสูง และลำต้นไม่แข็งแรง จำเป็นต้องทำค้างให้ ด้วยการใช้ไม้ไผ่ปักค้ำทแยงกัน หลังจากปลูกประมาณ 15 วัน หรือใช้ไม้ปักระหว่างต้น แล้วใช้ลวดขึงด้านข้าง เพื่อให้ลำต้นเลื้อยเกาะ


องค์ประกอบทางเคมี  

ในมะเขือเทศมีสารสีแดงคือ lycopene ซึ่งเป็นสารในกลุ่ม carotenoid ซึ่งมีการศึกษาพบว่าสาร lycopene ซึ่งมีการศึกษาพบว่าสาร lycopene มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้มากกว่าเบต้าแคโรทีน (B-carotene) 2 เท่า และมากกว่าวิตามินอี 10 เท่า ยังมีสารเด่นในกลุ่มคาโรทีนอยด์อีก เช่น บีตา-แคโรทีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ และสารไฟโทอีน (phytoene) และไฟโทฟลูอีน (phytofluene) 
           นอกจากนี้ มะเขือเทศมีสารฟลาโวนอยด์มากในรูปของกลุ่มฟลาโวนอล โดยพบมากที่สุดในผิวมะเขือเทศ เป็นร้อยละ 98 ของฟลาโวนอลทั้งหมดในผลมะเขือเทศ สารที่พบคือเควอร์เซติน (quercetin) และแคมป์ฟีรอล (kaempferol) และยังพบ กรดมาลิก (malic acid) , กรมซิตริก (citric acid) และกรดกลูตามิค (glutamic acid) อีกด้วย


รูปภาพองค์ประกอบทางเคมีของมะเขือเทศ

โครงสร้างมะเขือเทศ              

ที่มา : Wikipedia  

           คุณค่าทางโภชนาการของมะเขือเทศสีแดงสด ต่อ 100 กรัม

           มะเขือเทศพลังงาน 18 กิโลแคลอรี ,  คาร์โบไฮเดรต 3.9 กรัม , น้ำตาล 2.6 กรัม , เส้นใย 1.2 กรัม , ไขมัน 0.2 กรัม , โปรตีน 0.9 กรัม ,  น้ำ 94.5 กรัม , วิตามินเอ 42 ไมโครกรัม ,  เบตาแคโรทีน 449 ไมโครกรัม ,  ลูทีนและซีแซนทีน 123 ไมโครกรัม , วิตามินบี 1 0.037 มิลลิกรัม  , วิตามินบี 3 0.594 มิลลิกรัม ,  วิตามินบี 6 0.08 มิลลิกรัม   , วิตามินซี 14 มิลลิกรัม , วิตามินอี 0.54 มิลลิกรัม ,  วิตามินเค 7.9 ไมโครกรัม ,  ธาตุแมกนีเซียม 11 มิลลิกรัม ,  ธาตุแมงกานีส 0.114 มิลลิกรัม ,  ธาตุฟอสฟอรัส 24 มิลลิกรัม  , ธาตุโพแทสเซียม 237 มิลลิกรัม , ไลโคปีน 2,573 ไมโครกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

  • มีการคำนวณพบว่า หากกินมะเขือเทศสดวันละ 2-3 ผล ปริมาณเกลือแร่วิตามินที่มีอยู่ในมะเขือเทศก็จะพอเพียงกับความต้องการของร่างกายในวันหนึ่งๆ
  • ช่วยเป็นยารักษาโรคผิวหนังที่โดนแดดเผาโดยใช้ใบตำให้ละเอียดทาบริเวณที่เป็น
  • ช่วยแก้อาการปวดฟัน โดยนำราก ลำต้น และใบแก่ต้มกับน้ำรับประทาน
  • ช่วยรักษาสิว และช่วยสมานผิวหน้าให้เต่งตึง โดยใช้น้ำมะเขือเทศพอกหน้า หรือใช้มะเขือเทศสุกฝานบางๆ แปะบนใบหน้า ก็จะช่วยให้ผิวหน้าอ่อนนุ่ม

           นอกจากนี้ยังมีข้อมูล ระบุว่าหากทานมะเขือเทศ 10 ครั้ง/สัปดาห์ จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้ถึง 45% 

          ส่วนตำรายาจีนระบุถึงขนาดวิธีใช้ดังนี้

  • เลือดออกตามไรฟัน ให้กินมะเขือเทศต่างผลไม้ เป็นเวลาติดต่อกันประมาณ 2 สัปดาห์ อาการดังกล่าวก็จะหายไป
  • อาหารไม่ย่อย ใช้มะเขือเทศคั้นน้ำ ครั้งละ ประมาณครึ่งแก้ว ดื่มวันละ 2-3 ครั้ง
  • ปากเป็นแผล ใช้น้ำคั้นมะเขือเทศ อมครั้งละ 3-45 นาที วันละหลายๆ ครั้ง
  • เป็นไข้กระหายน้ำ ใช้น้ำคั้นมะเขือเทศและน้ำอ้อยอย่างละเท่าๆ กัน ผสมรวมดื่มแทนน้ำ
  • ป้องกันโรคหวัดในฤดูร้อน ใช้มะเขือเทศที่ล้างสะอาดแล้ว หั่นเป็นแผ่นๆ ต้มน้ำแล้วดื่มต่างน้ำจะช่วยป้องกันโรคหวัดได้
  • ความดันโลหิตสูง หลังตื่นนอนแปรงฟันแล้วตอนท้องว่างให้กินมะเขือเทศ 1-2 ผล ทุกวัน เป็นเวลา 15 วัน ( 1 ช่วงของการรักษา ) ถ้ายังไม่หายให้กินต่อไปอีก 15 วัน


การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีรายงานการวิจัยทางคลินิกว่ามะเขือเทศมีฤทธิ์รักษาโรคต่อมลูกหมากโต โดยให้ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าอยู่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตระยะเริ่มต้นรับประทานซอสมะเขือเทศเข้มข้น (Tomato paste) วันละ 50 กรัม (มี lycopene อยู่ 13 มิลลิกรัม) ติดต่อกัน 10 สัปดาห์พบว่า มีผลทำให้ค่า prostate-specific antigen (PSA) ในเลือดซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะต่อมลูกหมากโตลดลง  และยังมีการศึกษาทางคลินิกในประเทศสหรัฐอเมริกากับผู้ป่วยใหม่ที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากจำนวน 26 คน โดยแบ่งผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 จำนวน 15 คน เป็นกลุ่มศึกษาให้รับประทาน 15 มิลลิกรัมของ lycopene วันละ 2 ครั้ง นาน 3 สัปดาห์ ก่อนที่จะทำการผ่าตัดต่อลูกหมาก (prostatectomy) กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มควบคุมไม่ได้รับประทานใดๆ หลังสิ้นสุดการศึกษา พบว่า 73% (11 คน) ของกลุ่มที่ศึกษา และ 18% (2คน) ของกลุ่มควบคุมไม่มีการลุกลามของมะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และระดับ PSA ลดลง 18% ในกลุ่มศึกษา ในขณะที่กลุ่มควบคุมเพิ่มขึ้น 14% อีกฉบับศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากจำนวน 26 คน โดยทำการแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ให้รับประทานสารสกัดมะเขือเทศขนาด 30 มิลลิกรัมของ lycopene นาน 3 สัปดาห์ จำนวน 15 คน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มควบคุมเปรียบเทียบไม่มีการให้อาหารเสริมใดๆ หลังสิ้นสุดการลองพบว่ากลุ่มที่ได้รับสารสกัดมะเขือเทศขนาดของก้อนเนื้อมีขนาดเล็กลงเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (80% VS 45%) ระดับ PSA เฉลี่ยในกระแสเลือดมีระดับลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากจำนวน 32 ราย โดยให้บริโภคซอสมะเขือเทศเนื้อมะเขือเทศปั่นละเอียดในขนาด 30 มิลลิกรัม lycopene  ต่อวัน นาน 3 สัปดาห์ พบว่าระดับ  lycopene ในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น 2 เท่า ในขณะที่ระดับของ lycopene ในเนื้อเยื่อของต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้น 3 เท่า จาก 0.196 เป็น 0.582 นาโนกรัม/มิลลิกรัม แบะในการศึกษาผู้ป่วยชายที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก (prostate adenocarcinoma) จำนวน 32 ราย โดยให้ผู้ป่วยรับประทานซอสมะเขือเทศ 30 มิลลิกรัมของ lycopene /วัน (ประมาณ ¾ ถ้วยตวง) เป็นเวลา 3 สัปดาห์ หลังจากนั้นเจาะเลือดดูระดับ PSA และ lycopene พบว่าระดับ lycopene ในเลือด (serum) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จาก 638 เป็น 1,258 นาโนโมล และระดับ PSA ใน serum ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 10.6 เป็น 8.7 นาโนกรัม/มิลลิลิตร (ลดลง 18%) ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก 32 คน โดยให้ผู้ป่วยบริโภคซอสมะเขือเทศประมาณ 30 มิลลิกรัมของ lycopene นาน 3 สัปดาห์ และเจาะเลือดเพื่อวัดระดับ  PSA และlycopene ในกระแสเลือด พบว่าระดับ lycopene ในกระแสเลือดและในต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้น 1.97-2.92 เท่า และระดับ PSA ในกระแสเลือดลดลง 17.5% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนทำการศึกษา ซึ่งการศึกษาทางคลินิกทั้งหมดที่กล่าวมาสรุปว่า สาร lycopene ในซอสมะเขือเทศสามารถป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ และยังมีการศึกษารายงานความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคผลิตภัณฑ์มะเขือเทศ มะเขือเทศสดซึ่งมี lycopene เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีผลต่อการลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก หรือสามารถป้องกันการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้

           ฤทธิ์ปกป้องโรคหัวใจจากมะเขือเทศ มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ของมะเขือเทศในการลดระดับ lactate dehydrogenase (LDH) และ creatinine kinase (CPK) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญเกี่ยวกับความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจและความเสียหายของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการออกกำลังกายโดยทำการทดสอบในนักกีฬา 15 คน ที่ผ่านการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiography) และมีค่าชีวเคมีในร่างกายที่ปกติและเป็นผู้ที่ออกกำลังกายแบบไม่ใช้ออกซิเจนจนมี LDH และ CPK สูงกว่าคนทั่วไป โดยให้นักกีฬา 9 คน ดื่มน้ำมะเขือเทศระหว่างออกกำลังกาย และหลังออกกำลังกายแทนการดื่มอาหารเสริมคาร์โบไฮเดรตเป็นเวลามากกว่า 2 เดือน ผลการทดสอบพบว่าน้ำมะเขือเทศช่วยลดระดับ LDH และ CPK ได้ นอกจากนี้ยังพบว่ามะเขือเทศช่วยลดระดับ homocystein ที่ทำให้เกิดผนังหลอดเลือดอุดตันและ C-reactive protein สารสำคัญเกี่ยวกับการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว ส่วนนักกีฬาอีก 4 คน เป็นกลุ่มควบคุมซึ่งดื่มอาหารเสริมคาร์โบไฮเดรตพบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ จากผลการทดสอบจึงสรุปได้ว่าน้ำมะเขือเทศสามารถลดความเสียหายของกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกายและช่วยป้องกันการเกิดความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจได้

           ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด  เมื่อแบ่งหนูแฮมสเตอร์ จำนวน 32 ตัว เป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม กินอาหารปกติ กลุ่มที่ 2 กินอาหารที่มีไขมันสูง (ประกอบด้วยอาหารปกติ + น้ำมันข้าวโพด 10% + คอเลสเตอรอลล 0.2%) กลุ่มที่ 3 และ 4 กินอาหารไขมันสูงร่วมกับสารสกัดมะเขือเทศเข้มข้น (tomato paste) 3% และ 9% ตามลำดับ นาน 8 สัปดาห์ พบว่า หนูที่กินสารสกัดมะเขือเทศเข้มข้น 9% จะมีระดับคอเลสเตอรลทั้งหมด และ low density lipoprotein ในเลือดลดลง 14.3 และ 11% ตามลำดับ ส่วนสารสกัด 3% ไม่มีผลดังกล่าว สารสกัดทั้ง 3% และ 9% จะไปเพิ่มระดับ high density lipoprotein ในเลือดหนู 19.4 และ 28.8% ตามลำดับ ระดับ malondialdehyde ในเลือดลดลง 80.18 และ 89.33% และกลุ่มที่ได้รับสารสกัด 9% มีเอนไซม์ superoxide dismutase, catalase, glutathione peroxidase ในเลือดเพิ่มขึ้น

           ฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลของเมล็ดมะเขือเทศ  การศึกษาฤทธิ์ลดคอลเลสเตอรอลของกากมะเขือเทศอบแห้ง (TP) น้ำมันจากเมล็ดมะเขือเทศ (TSO) และเมล็ดมะเขือเทศที่สกัดน้ำมันออกแล้ว (DTS) ในหนูแฮมสเตอร์ โดยทำการป้อนอาหารไขมันสูงที่มีส่วนผสมของ TSO 10% หรือ DTS 18% เทียบกับการป้อนอาหารที่มีน้ำมันข้าวโพด 10% และเซลลูโลสชนิด microcrystalline 10% (กลุ่มควบคุม) และทดลองป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของ TP 42% เทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับอาหารที่มีเซลลูโลสชนิด microcrystalline 25% พบว่า การป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของมะเขือเทศทั้ง 3 รูปแบบ มีผลลดปริมาณคอเลสเตอรอลที่สะสมในตับของหนูได้ แต่กลุ่มที่ได้รับ DTS เท่านั้นที่สามารถลดปริมาณคอเลสเตอรอลรวมและคอเลสเตอรอลชนิด low-density lipoprotein ในเลือดได้ นอกจากนี้ยังพบว่าหนูที่ได้รับ DTS มีการแสดงออกของยีน CYP7A1, CYP51, ABCB11 และ ABCG5 เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นยีนที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์กรดน้ำดีและคอเลสตอรอล เป็นผลให้ร่างกายขับกรดน้ำดี และคอเลสเตอรอลออกทางอุจจาระเพิ่มมากขึ้น ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในเลือดของมะเขือเทศมีความเกี่ยวข้องกับโปรตีน ไฟเบอร์ หรือสารฟีนอลิคที่พบในเมล็ดมะเขือเทศ

           ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ การทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพก่อโรคชนิดต่างๆ ของสารสกัดน้ำและสารสกัดเอทานอลจากผลมะเขือเทศราชินีและมะเขือเทศสีดา โดยใช้สารสกัดน้ำ ความเข้มข้น 25-50 ก./มล. และสารสกัดเอทานอล ความเข้มข้น 0.6-1.67 ก./มล. ทดสอบกับจุลชีพ 6 ชนิด ได้แก่ Staphylococcus aureus, Streptococcus pyogenes, Escherichia coli, Pseudomonas aeruginosa, Candida albicans และ Candida tropicali พบว่าสารสกัดน้ำจากมะเขือเทศราชินีและมะเขือเทศสีดา สามารถยับยั้งเชื้อ S. pyogenes ได้เพียงชนิดเดียวและให้ผลในการยับยั้งใกล้เคียงกัน (มีค่าความเข้มข้นต่ำสุดของสารสกัดที่ยับยั้งการเจริญของจุลชีพ (MIC) เท่ากับ 25 และ 22.5 ก./มล. ตามลำดับ) สารสกัดเอทานอลจากมะเขือเทศสีดามีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ S. pyogenes, P. aeruginosa, E. coli และ C. tropicalis โดยมีค่า MIC เท่ากับ 0.3, 0.6, 0.7 และ 0.83 ก./มล. ตามลำดับ ส่วนสารสกัดเอทานอลจากมะเขือเทศราชินีมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ S. pyogenesและ P. aeruginosa โดยมีค่า MIC เท่ากับ 0.7 และ 0.6 ก./มล. ตามลำดับ สรุปว่าสารสกัดเอทานอลจากผลมะเขือเทศทั้ง 2 ชนิด สามารถต้านเชื้อจุลชีพก่อโรคที่สำคัญบางชนิดได้ดีและหลากหลายกว่าการสกัดด้วยน้ำ


การศึกษาทางพิษวิทยา

การศึกษาสารสกัดจากมะเขือเทศ (tomato oleoresin extract) ซึ่งประกอบด้วย lycopene 6% ในด้านพิษวิทยา พบว่าค่าความเข้มข้นของสารที่ทำให้สัตว์ทดลองตายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง (LD50) โดยการรับประทานในคนทีค่ามากกว่า 5,000 มก./กก. น้ำหนักตัวความเป็นพิษเฉียบพลันต่อผิวหนังที่ความเข้มข้น 2,000 มก./กก. น้ำหนักตัว ไม่พบพิษและไม่มีการรายงานความเป็นพิษต่อการก่อกลายพันธุ์ด้วยความเข้มข้น 5,000 ไมโครกรัม/plate ซึ่งโดยส่วนใหญ่การบริโภคอาหารที่มี lycopene ของคนโดยเฉลี่ยจะมี lycopene ประมาณ 8.2 มก./วัน นอกจากนี้มีการศึกษาในหนู (rat) โดยให้หนูกินอาหารที่มีส่วนผสมของ lycopene ในขนาดสูงถึง 500 มก./กก. น้ำหนักตัว นาน 14 สัปดาห์ หรือ 1,000 มก./กก. น้ำหนักตัว นาน 4 สัปดาห์ พบว่าไม่มีพิษกับตัวอ่อน ไม่มีพิษต่อยีน ซึ่งจะเห็นได้สาร lycopene ในมะเขือเทศมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง และมนุษย์บริโภคมะเขือเทศเป็นอาหารมานานมาก และไม่มีการรายงานความเป็นพิษ


ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

  1. มะเขือเทศและผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อน จึงควรกินมะเขือเทศและผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ ในปริมาณจำกัด
  2. มะเขือเทศเป็นพืชผักผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตและผู้ที่มีภาวะ โพแทสเซียมในเลือดสูง
  3. การบริโภคมะเขือเทศอาจก่อให้เกิดอาการแพ้มะเขือเทศได้โดยจะมีอาการ ปาก ลิ้น หรือใบหน้า มีอาการบวม และมีอาการจาม เจ็บคอ เป็นต้น
  4. มีรายงานว่านักโภชนาการ แนะนำให้ผู้ชายบริโภคมะเขือเทศแบบสุก เพราะจะช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ส่วนผู้หญิงแนะนำให้บริโภคแบบสด เพราะมีสารอาหารต่างๆและวิตามินซีที่จะช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง มีน้ำมีนวล

 

เอกสารอ้างอิง

  1. เดชา ศิริภัทร.มะเขือเทศผักผลไม้แนวหน้าระดับโลก.คอลัมน์ต้นไม้ใบหญ้า.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่225.มกราคม2541.
  2. ภก.ญ.กฤติยา ไชยนอก.มะเขือเทศกับไลโดพีน.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  3. มะเขือเทศลดไขมันในเลือดและต้านอนุมูลอิสระ.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  4. พนิดา ใหญ่ธรรมสาร.มะเขือเทศกับมะเร็งต่อมลูกหมาก,จุลสารข้อมูลสมุนไพร ปีที่21.ฉบับที่4.2547.หน้า15-21
  5. วิทิต.วัฒนาวิบูล.มะเขือเทศ แอปเปิล แห่งความรัก.คอลัมน์ อาหารสมุนไพร.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่58.กุมภาพันธ์2527.
  6. ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพของสารสกัดผลมะเขือเทศราชินีและมะเขือเทศสีดา.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  7. ฤทธิ์ปกป้องโรคหัวใจจากมะเขือเทศ.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  8. รศ.ดร.สุธาทิพ ภมรประวัติ.มะเขือเทศราชินี.คอลัมน์ บทความพิเศษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 359.มีนาคม.2552
  9. ฤทธิ์ลดคลอเลสเตอรอลของเมล็ดมะเขือเทศ.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัย.
  10. มะเขือเทศและการปลูกมะเขือเทศ.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.puechkaset.com
  11. DiMascio P,Kaiser S, Sies H. Lycopene as the most effective biological carotenoid singlet oxygen quencher.Arch Biochem Bophys 1989;274:532-8.
  12. Van Breemen RB,Xu X, Viana MA, et al. Liquid chromatography-mass spectrometry of cis-and all-trans-lycopene in human serum and prostate tissue after dietary supplemention with tomato sauce. J Agric Food Chem 2002;50(8):2214-9.
  13. Matuika RA, Hood AM, Griffths JC. Safety evaluation of a natural tomato oleoresin extract derived from food-processing tomatoes. Regui Toxicol Pharmacol 2004:39-390-402.
  14. Kuck O, Sarkar FH, Sakr W. et al. Phase ll ramdomized clinical trial of lycopene supplementation before radical prostateomy. Cancer Epidemiol Biomarkers Prev 2001;10(8):861-8.
  15. Chen L, Stacewicz-Sapuntzakis M, Duncaw C, et al. Oxidative DNA damage in prostate cancar patients consuming tomato sauce-based entrees as a whole-food intervention. J Natl Cancer lnst 2001:93(24):1872-9.
  16. Thomas JA. Diet. Micronutrients, and the prostate gland. Nutr Rev 1999;57(4):95-103.
  17. Mcclain RM and Bausch J. Summary of safety studies conducted with synthetic lycopene. Regul Toxicol Pharmacol 2003;37-274-85
  18. ต่อมลูกหมากโต.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.medp;ant.mahido;.ac.th/user/reply.asp?id=6641