เสนียด ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

เสนียด งานวิจัยและสรรพคุณ 28ข้อ
 

ชื่อสมุนไพร  เสนียด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  กุลาขาว , บัวฮาขาว , บัวลาขาว (ภาคเหนือ) , กะเหนียด (ภาคใต้) , โมรา , เสนียดโมรา (ภาคกลาง) , โบราขาว (เชียงใหม่) , หูหา , ฮูฮา (เลย) , หูร่า (นครพนม) , ชิตาโหระ (กะเหรี่ยง) , จะลึ้ม (ปะหล่อง) , จะเริมเผือก , จะเริมโหลง (ไทยใหญ่) , เจี่ยกู่เฉ่า , ต้าปั๋วกู่ (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Justicia adhatoda Linn.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Justicia vasica Linn. , Adhatoda vasica Nees
ชื่อสามัญ Malabar Nut Tree, Adhatoda, Vasica , Adulsa
วงศ์  ACANTHACEAE

 

ถิ่นกำเนิดเสนียด

เสนียดเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่บริเวณ เอเชียใต้ ตามแนวเทือกเขาหิมาลัย จากนั้นจึงมีการกระจายพันธุ์ไปทั่วบริเวณใกล้เคียงใบปัจจุบันสามารถพบได้ในประเทศต่างๆในเขตร้อน เช่น อินเดีย เนปาล ปากีสถาน ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมถึงทางตอนใต้ จีน และปานามาอีกด้วย สำหรับในประเทศไทยมักจะพบมากตามป่าเต็งรังในภาคเหนือ และภาคอีสานมากกว่าภาคอื่นๆ

ประโยชน์และสรรพคุณเสนียด

  • ช่วยบำรุงปอด
  • ช่วยขับเสมหะ
  • แก้ไอ
  • ใช้เป็นยาฟอกเลือด
  • ช่วยกระจายเลือด
  • แก้ไข้
  • แก้ปวดบวม
  • แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • แก้หอบหืด
  • บำรุงโลหิต
  • ช่วยบำรุงน้ำนม
  • แก้ลม
  • แก้ปอดพิการ
  • ช่วยรักษาหลอดลมอักเสบ
  • แก้ผอมแห้ง
  • แก้อุจจาระเป็นเลือด
  • แก้คุดทะราด
  • ช่วยทำให้ผิวพรรณผ่องใส
  • ทำให้อาเจียน
  • ช่วยทำท้องเดิน
  • รักษาแผลในปาก
  • รักษาแผลในลำคอ
  • ช่วยป้องกันไข้จับสั่น
  • ช่วยป้องวัณโรค
  • รักษากระดูกหัก
  • ใช่เป็นยาฆ่าพยาธิในท้อง
  • แก้ลักปิดลักเปิด
  • ช่วยห้ามเลือด


           เสนียดถูกนำมาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ เช่น ในอดีตชาวอีสานและชาวเหนือนิยม นำมาปลูกไว้เพื่อเป็นไม้มงคลโดยเชื่อกันว่าจะช่วยปัดเป่าเสนียดจัญไรออกจากบ้านได้ และยังนำมาปลูกไว้เป็นแนวเขตหรือรั้วบ้าน รวมถึงบริเวณริมตลิ่ง ริมคลองเพื่อป้องกันน้ำกัดเซาะ ส่วนเนื้อไม้สามารถนำมาทำรั้วไม้หรือเครื่องใช้ต่างๆ ได้อีกด้วยส่วนในในอินเดีย ที่เรียกเสนียดว่า วะสะกะ(Vasaka) ซึ่งจัดเป็นตัวยาในตำราอายุรเวทและใช้สมุนไพรตัวนี้มานับพันปี โดยใช้เป็นยารักษาระบบทางเดินหายใจ จนมีคำโบราณกล่าวว่าตราบใดที่ยังมีวะสะกะ(Vasaka) ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะทุกข์ทรมานด้วยโรคอันเนื่องจากปอด


เสนียด

ลักษณะทั่วไปเสนียด

เสนียด จัดเป็นไม้พุ่ม มีความสูงของต้นประมาณ 1.5-5เมตร แตกกิ่งก้านสาขามากมายรอบ ๆ ต้นโดยมักจะเป็นแบบเป็นพุ่มทึบ ยอดกิ่งมีขนขึ้นเล็กน้อย  ใบเป็นใบเดี่ยวที่ค่อนข้างใหญ่มักจะออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ หรือเป็นรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบแหลมสอบหรือเรียวมนรี ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-8เซนติเมตร และยาวประมาณ 9-16เซนติเมตร พื้นใบเป็นสีเขียว มีขนอ่อน ๆ ปกคลุมอยู่ทั้งสองด้าน  ก้านใบยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร  ดอกออกเป็นช่อ จะออกตามง่ามใบที่ใกล้กับปลายยอด โดยช่อดอกจะรวมกันเป็นแท่ง ก้านช่อดอกยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ดอกมีใบประดับสีเขียวหุ้มดอกเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ  ดอกย่อยของเสนียดกลีบดอกเป็นสีเขียว ดอกย่อยมีกลีบยาวประมาณ 1.2-1.4 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 3 มิลลิเมตร กลีบดอกเป็นสีขาว มีเส้นสีม่วง ยาวได้ประมาณ 3 เซนติเมตร ลักษณะคล้ายปากแยกแบ่งเป็นกลีบล่างและกลีบบน มี 2 กลีบ ส่วนบนมีรอยแยก 2 แฉกสีขาว ส่วนล่างมีรอยแยกเป็นแฉก 3 แฉกสีขาวปะม่วง ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 อัน ยื่นออกมา ก้านเกสรเพศเมียจะสั้นกว่า เกสรเพศผู้เป็นเส้นกลมยาว ที่ปลายแยกเป็นแฉก 2 แฉก   ผลเป็นฝัก ยาวได้ประมาณ 2 เซนติเมตร และมีขน ภายในพบเมล็ด 4 เมล็ด

การขยายพันธุ์เสนียด

เสนียดสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ดและการใช้กิ่งแก่ปักชำ สำหรับวิธีการปลูก/ขยายพันธุ์ นั้น ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและการปักชำ ไม้ยืนต้นหรือไม้พุ่มชนิดอื่นๆ ดังที่กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ ทั้งนี้เสนียดเป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ต้องการความชุ่มชื้นของดินปานกลาง ไม่ชอบแล้งจัด หรือน้ำท่วมขัง และยังชอบดินที่ร่วนซุยเป็นพิเศษอีกด้วย

เสนียด

องค์ประกอบทางเคมีเสนียด

มีการศึกษาวิจัยพบว่าในส่วนต่างๆของเสนียด พบสารกลุ่ม Alkaloids , Tannins , Saponins , Flavonoids และ Phenolics เช่น รากเสนียดพบสาร Vasicinol  ใบพบสาร vasicine , vasicinone และ vasakin  ส่วนดอกพบสาร Adhatodine, Anisoine, Betaine, Vasicinine , Vasicine และ Vasicinone เป็นต้น


รูปภาพองค์ประกอบทางเคมีของเสนียด
โครงสร้างเสนียด   

ที่มา : Wikipedia

 

รูปแบบและสรรพคุณเสนียด

  • แก้ไอขับเสมหะโดย ใช้น้ำที่คั้นได้จากใบสด (ประมาณ 15 มิลลิลิตร) ผสมกับน้ำผึ้ง หรือน้ำที่คั้นได้จากขิงสด เอาอย่างละเท่าๆ กินจิบกินแก้ไอ ครั้งละ 1-2 ช้อนชา ใช้เวลาไอหรือมีเสมหะมาก หรือจะใช้ใบสด 1 กำมือ พริกไทย 10-20 เมล็ด ต้ม กับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือครึ่งถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละ 15 มิลลิลิตร 
  • แก้หอบหืด โดยใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม หรือจะใช้ใบเสนียดแห้งมวนเป็นบุหรี่สูบก็ได้
  • แก้ปวดเมื่อย ปวดเอว ปวดหลัง ปวดเข่า และเคล็ดขัดยอก โดยใช้ทั้งต้น ต้มกับน้ำรับประทาน
  • แก้ปวดบวม ฟกช้ำดำเขียว แก้กระดูกร้าว แก้ปวดบวม หรือปวดตามข้อ รวมถึงเหน็บชาอันเนื่องมาจากลมชื้น ให้ใช้ต้นเสนียดสด 60 กรัม, เถ้ากุเสียว 30 กรัม, เจ็กลั้ง 30 กรัม, เจตพังคี 20 กรัม และหญ้าผีเสื้อบิน 20 กรัม นำมารวมกันแล้วคั่วกับเหล้าให้ร้อน ใช้เป็นยาประคบบริเวณที่เป็น 

ส่วนในตำรายาพื้นบ้านจะใช้เสนียดรักษาอาการต่างๆ ดังนี้

  • ยาแก้ไข้เด็กน้อย  ใช้ใบคนทีสอ และ เสนียด ต้มกิน  ต้มอาบน้ำด้วยก็ได้
  • แก้ไอ ใช้ใบเสนียดและราก กะเม็ง ต้มเคี่ยวกิน หรือใช้ใบเสนียดแห้งบดเป็นผงปั้นกับน้ำผึ้งเป็นยาลูกกลอนกินก็ได้
  • แก้ไซนัส มวนใบเสนียดสูบโดยฝานตากแห้งแล้วเอามาสูบ สูบทางจมูกก็ได้ สูบทางปากก็ได้
  • แก้ตาเจ็บตาแดง ใช้ใบเสนียดมานวดแล้วใส่น้ำร้อน เอาไอน้ำรมตา
  • แก้อักเสบช้ำบวมตำใบประคบ


การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์แก้ไอ  เมื่อให้สารสกัดเอทานอล (80%) จากใบและดอก เปรียบเทียบกับยา codeine ทางปากหนูตะเภาที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความระคายเคืองจากละออง 5% citric acid, 2.8% NH4OH และ 0.5 N H2SO4 พบว่าทั้งสารสกัดและยา codeine สามารถยับยั้งอาการไอได้สูงสุดเพียง 75% ขนาดของสารสกัดที่สามารถระงับอาการไอได้ 50% (ED50) เมื่อได้รับละอองที่กระตุ้นให้เกิดอาการไอดังกล่าว เท่ากับ 75.6, 200 และ 125.8 มก./กก. ตามลำดับ เมื่อฉีดสารสกัดเอทานอล (80%) จากใบและดอก ขนาด 5, 10 และ 20 มก./กก. เข้าหลอดเลือดดำกระต่ายที่ถูกทำให้ไอโดยการไปกระตุ้นผนังของหลอดลม trachea ด้วย polyethylene catheter พบว่าสารสกัดสามารถลดอาการไอได้ สารสกัดขนาด 5 มก./กก. จะลดอาการไอได้น้อยที่สุด และสารสกัดขนาด 20 มก./กก. จะลดอาการไอได้มากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบผลกับยา codeine สารสกัดดังกล่าวจะมีฤทธิ์เป็น 1 ใน 10 เท่าของ codeine เมื่อฉีดสารสกัดเอทานอล (80%) จากใบและดอกเข้าหลอดเลือดดำหนูตะเภาที่ถูกกระตุ้นให้ไอโดยใช้ไฟฟ้าไปกระตุ้นที่เส้นประสาท vagus พบว่าสามารถยับยั้งอาการไอได้ ค่า ED50 ของสารสกัดหลังจากได้รับสารสกัด 5 นาที เท่ากับ 15.5 มก./กก. ในขณะที่ ED50 ของยา codeine เท่ากับ 0.8 มก./กก. ดังนั้นสารสกัดจึงมีฤทธิ์เป็น 1/15-1/20 เท่าของ codeine เมื่อให้สารสกัดเอทานอล (80%) จากใบและดอกทางปากหนูตะเภาที่ถูกกระตุ้นให้ไอโดยการใช้ไฟฟ้าไปกระตุ้นที่ mucosa ของหลอดลม ค่า ED50 ของสารสกัดเท่ากับ 35.8 มก./กก. ขณะที่ ED50 ของยา codeine เท่ากับ 8.8 มก./กก. ดังนั้นสารสกัดจึงมีฤทธิ์เป็น 1/4 เท่าของยา codeine

           การทดลองทางคลินิกแบบ double blind study ในผู้ป่วยที่มีอาการไอที่คาดว่ามีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหลอดลมอักเสบ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มทดลอง 26 คน รับประทานยาปฏิชีวนะและยาน้ำแก้ไอสมุนไพร (ประกอบด้วยกะเพรา ชะเอม ขิง ขมิ้น เสนียด มะแว้งต้น โกฐกระดูก พริกหาง สมอพิเภก ว่านหางจระเข้ และเมนทอล) กลุ่มควบคุม 26 คน รับประทานยาปฏิชีวนะและยาหลอก ขนาดของยาที่รับประทานทั้งสองกลุ่ม ครั้งละ 2 ช้อนชา วันละ 3 ครั้ง ผลการทดลองพบว่าในวันที่ 8 ของการทดลอง กลุ่มที่รับประทานยาแก้ไอสมุนไพร อาการไอจะหายไปร้อยละ 46.15 อาการไอลดลงมากกว่า 75% ร้อยละ 38.46  อาการไอลดลง 25-75% ร้อยละ 15.38 ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มีผู้ป่วยคนใดหายจากอาการไอ ส่วนใหญ่อาการจะลดลง 25-75% ร้อยละ 69.23 ผู้ป่วยที่รับประทานยาแก้ไอสมุนไพรจะมีอาการไอเวลากลางคืนน้อยกว่ากลุ่มควบคุม และเสมหะที่เกิดจากการไอในกลุ่มที่รับประทานยาแก้ไอสมุนไพร เหลือเพียง 14 คนเท่านั้น (คิดเป็น 53.85%) ส่วนผู้ป่วยในกลุ่มควบคุมทุกคนยังคงมีเสมหะอยู่

           ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย  สารสกัด 95% เอทิลอัลกอฮอล์จากใบ ความเข้มข้น 200 มก./มล. ต้านเชื้อแบคทีเรีย b-Streptococcus group A แต่ไม่มีผลต้านเชื้อ Staphylococcus aureus, Klebsiella pneumoniae และ Pseudomonas aeruginosa สารสกัดเมทานอล ส่วนสกัดที่เป็นอัลคาลอยด์ และส่วนสกัดที่ไม่ใช่อัลคาลอยด์จากใบ ไม่ระบุความเข้มข้น มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย S. aureus  ส่วนสกัดที่เป็นอัลคาลอยด์ จะมีฤทธิ์ต้านเชื้อ P. aeruginosaอย่างแรง ค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่มีฤทธิ์ในการยับยั้ง P. aeruginosa เท่ากับ 164 มค.ก./มล. ส่วนสารสกัดจากใบและรากด้วยเฮก-เซน น้ำ และอัลกอฮอล์ ความเข้มข้น 0.2 ก./มล. ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อ P. aeruginosa และ S. aureus

           ฤทธิ์ลดการอักเสบ เมื่อทาสารสกัดเอทานอล:น้ำ (50%) จากเปลือก ขนาด 0.5 มก./หู และ 30 มคล. ที่หูหนูถีบจักรที่ถูกเหนี่ยวนำให้หูบวมอักเสบด้วยarachinidic acid และ oxazolone ตามลำดับ พบว่ามีฤทธิ์ลดการอักเสบของหูหนูอย่างอ่อน แต่เมื่อให้สารสกัดขนาด 1 มก./หู จะสามารถลดการอักเสบของหูหนูถีบจักรที่ถูกเหนี่ยวนำให้อักเสบด้วย 12-O-tetradecanoylphorbol-13-acetate (TPA) และเมื่อทำการทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบด้วย modified hen’s egg chorioallantoic membrane พบว่า อัลคาลอยด์แฟรคชั่น ซาโปนินแฟรคชั่น แฟรคชั่นที่ไม่ไช่อัลคาลอยด์ และสารสกัดเมทานอลขนาด 15, 15, 25 และ 25  มคก./ไข่ ตามลำดับ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และอัลคาลอยด์แฟรคชั่น ในขนาด 50 มคก./pellet จะมีฤทธิ์ลดการอักเสบเท่ากับ hydrocortisone ให้หนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้อุ้งเท้าบวมด้วย carrageenan กินสารสกัดน้ำจากสมุนไพรตำรับ Maharasnadhi Quathar (MRQ) (ประกอบด้วยสมุนไพร 26 ชนิด ซึ่งมีเสนียดด้วย 1.6 ก.) ขนาด 250, 500 และ 750 มก./กก. พบว่าสารสกัดดังกล่าวสามารถลดการอักเสบได้ ในขนาด 750 มก./กก. จะให้ผลลดการอักเสบคล้ายกับยา indomethacin  และทดลองให้ผู้ป่วยไขข้ออักเสบ จำนวน 45 คน รับประทานยา MRQ ขนาด 1/2 ชช. ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย วันละ 2 ครั้ง นาน 3 เดือน พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้ยา MRQ จะมีอาการปวด บวม ข้อแข็งและเคลื่อนไหวลำบากลดลง และยานี้ไม่มีผลต่อกระเพาะอาหารและตับ

           ฤทธิ์ต้านการแพ้ สารสกัดเมทานอลจากทั้งต้น ขนาด 6 มก./ตัว ให้หนูตะเภาที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย ovalbumin และถูกเหนี่ยวนำให้เกิดปฏิกิริยาที่หลอดลม สูดดมพบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งการแพ้ได้ 77 และ 43% ตามลำดับ และเมื่อให้สารสกัดเมทานอลจากทั้งต้นทางปาก ขนาด 2.5 ก./กก. แก่หนูตะเภาที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย ovalbumin และถูกเหนี่ยวนำให้เกิดปฏิกิริยาที่หลอดลม มีฤทธิ์ยับยั้งการแพ้ได้ 75 และ 40% ตามลำดับ

การศึกษาทางพิษวิทยา

การทดสอบความเป็นพิษ ไม่พบพิษในคนที่กินสารสกัดเหลวจากใบในขนาด 20 มล./คน ไม่พบพิษในหนูถีบจักรที่ได้รับสารสกัดเอทานอลและน้ำ (1:1) จากใบทางสายยางให้อาหารหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ขนาด 10 ก./กก. ไม่พบพิษ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและอาการทางระบบประสาทในหนูขาวเพศผู้ที่กินสมุนไพรตำรับ Antiasthma Kada (ประกอบด้วยสมุนไพร 5 ชนิด รวมทั้งเสนียดด้วย) ขนาด 100, 200, 400, 800 และ 1,600 มก./กก. และเมื่อให้สาร vasicine จากเสนียดแก่หนูขาวและลิง นาน 6 เดือน (ไม่ระบุขนาดและวิธีการใช้) ผลปรากฏว่าไม่พบพิษ 

           ทำให้เป็นหมัน เมื่อให้สารสกัดปิโตรเลียมอีเทอร์ สารสกัดอัลกอฮอล์และสารสกัดน้ำจากใบ ทางปากหนูถีบจักรเพศเมียก่อนผสมพันธุ์ 7 วันและ 14 วัน และระหว่างการผสมพันธุ์ พบว่าไม่มีผลทำให้หนูเป็นหมัน 

           ต้านการฝังตัว สารสกัดเอทานอลจากใบ (ไม่ระบุขนาดและวิธีที่ใช้) สามารถต้านการฝังตัวของตัวอ่อนหนูขาวเพศเมียได้ 60-70%

           ทำให้แท้ง สาร vasicine จากเสนียดมีฤทธิ์ทำให้หนูตะเภาแท้ง โดยขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการตั้งท้อง และก่อนเกิด estradiol priming แต่ไม่มีฤทธิ์ทำให้หนูขาวแท้ง ผลการทำให้แท้งคล้ายกับผลการทำให้มดลูกบีบตัวของ estrogen ซึ่งจะไปเพิ่มการสังเคราะห์ prostaglandin vasicine มีผลเพิ่มการบีบตัวของมดลูก ซึ่งออกฤทธิ์คล้ายกับ oxytocin และ methyl ergometrine

           มีการศึกษาวิจัยพบว่า เมื่อให้สารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 175 มก./กก. ทางปากหนูขาวที่ตั้งท้อง 10 วัน พบว่าทำให้หนูแท้ง 100% แต่เมื่อให้สารสกัดจากใบ(ไม่ระบุตัวทำละลาย) ขนาด 325 มก./กก./วัน ทางสายยางให้อาหารแก่หนูขาวที่ตั้งท้องระหว่างวันที่ 1-9 รวมถึงเมื่อให้ใบเสนียดละลายในน้ำ 0.25 และ 2.5 % แก่หนูขาวที่ตั้งท้องระหว่างวันที่ 1-9 พบว่าไม่ทำให้แท้ง ได้มีการศึกษาในผู้ป่วยหลังคลอดปกติ ในวันที่ 2-8 ในโรงพยาบาล โดยได้รับ vasicine ขนาด 16 มก. พบว่าผู้ป่วยทนต่อสารได้ดี ไม่มีผลข้างเคียง มดลูกบีบตัวดี 

           พิษต่อเซลล์ สารสกัดเอทานอลและน้ำ (1:1) จากใบ ไม่เป็นพิษต่อเซลล์เพาะเลี้ยง CA-9KB โดยขนาดของสารสกัดที่ทำให้เป็นพิษต่อเซลล์ 50% มากกว่า 20มคก./มล.

           พิษต่อหัวใจ เมื่อให้สารสกัดเอทานอลและน้ำ (1:1) จากใบ (ไม่ระบุขนาด) ทางหลอดเลือดดำสุนัข ไม่พบพิษต่อหัวใจ แต่ในกบที่ได้รับสมุนไพรตำรับ Antiasthma Kada (ไม่ระบุวิธีใช้) ขนาด 2.5 และ 25 มก. พบว่ากดหัวใจ และลดแรงบีบตัวของหัวใจ

ข้อแนะนำและข้อควรวัง

  1. มีรายงานการศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองว่าสารสกัดจากเสนียดมีฤทธิ์ทำให้สัตว์ทดลองแท้งได้
  2. มีการศึกษาวิจัยพบว่าสารออกฤทธิ์บางตัว เสนียดจะมีฤทธิ์ลดอาการระคายเคืองของอวัยวะในระบบทางเดินอาหาร ถ้ากินมากเกินขนาดจะทำให้อาเจียนและมีอาการท้องเดินได้
  3. ในการใช้เสนียดเพื่อเป็นสมุนไพรบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยไม่ควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับ/ตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็กและผู้ที่มีโรคประจำตัว รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสนียดช่วยบำบัดรักษาโรคเสมอ

เอกสารอ้างอิง

  1. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “เสนียด”.  หน้า 37.
  2. เสนียด.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  3. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “เสนียด”.  หน้า 558.
  4. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  “เสนียด (Sa Niat)”.  หน้า 306.
  5. พระ:หมอโบราณ.คอลัมน์ การรักษาพื้นบ้าน.นิตยสารหมอชาวบ้านเล่มที่5.กันยายน.2522
  6. อารีรัตน์ ลออปักษา สุรัตนา อำนวยผล วิเชียร จงบุญประเสริฐ.  การศึกษาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ (ตอนที่ 1).  ไทยเภสัชสาร 2531;13(1):23-36.
  7. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “เสนียด”.  หน้า 787-789.
  8. Muller A, Antus S, Bittinger M, et al.  Chemistry and pharmacology of antiasthmatic plants Galphima glauca, Adhatoda vasica, and Picrorhiza kurrooa.  Planta Med 1993;59(7):A586-7.
  9. Chopra RN, Ghosh S.  Some observations on the pharmacological action and therapeutic properties of Adhatoda vasica (Basak).  Indian J Med Res 1925;13:205.
  10. Mokasmit M, Ngarmwathana W, Sawasdimongkol K, Permphiphat U.  Pharmacological evaluation of Thai medicinal plants. (Continued).  J Med Ass Thailand 1971;54(7):490-504.
  11. Dhar ML, Dhar MM, Dhawan BN, Mehrotra BN, Ray C.  Sereening of Indian plants for biological activity: part I.  Indian J Exp Biol 1968;6:232-47.
  12. Jayaram S, Walwaikar PP, Rajadhyaksha SS.  Double blind trial of a herbal cough syrup in patients with acute cough.  Indian Drugs 1994;31(6);239-41.
  13. Ahmad I, Mehmood Z, Mohammad F.  Screening of some Indian medicinal plants for their antimicrobial properties. J Ethnopharmacol 1998;62:183-93.
  14. Bhaduri B, Ghose CR, Bose AN, Moza BK, Basu UP.  Antifertility activity of some medicinal plants.  Indian J Exp Biol 1968;6:252-3.
  15. Nath D, Sethi N, Singh RK, Jain AK.  Commonly used Indian abortifacient plants with special reference to their teratologic effects in rats.  J Ethnopharmacol 1992;36:147-54.
  16. Ira Thabrew M, Dharmasiri MG, Senaratne.  Anti-inflammatory and analgesic activity in the polyherbal formulation Maharasnadhi Quathar.  J Ethnopharmacol 2003;85:261-7.
  17. Gupta OP, Sharma ML, Ray Ghatak BJ, Atal CK.  Potent uterine activity of alkaloid vasicine.  Indian J Med Res 1977;66(5):865-71.
  18. Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P.  Study on toxicity of Thai medicinal plants.  Bull Dept Med Sci 1971;12(2/4):36-65.
  19.  Dhuley JN.  Antitussive effect of Adhatoda vasica extract on mechanical or chemical stimulation-induced coughing in animals.  J Ethnopharmacol 1999;67:361-5.
  20. Prakash AO, Saxena V, Shukla S, et al.   Anti-implantation activity of some indigenous plants in rats.  Acta Eur Fertil 1985;16(6):441-8.
  21. Burgos R, Forcelledo M, Wagner H, Muller A, Hancke J, Wikman G, Croxatto H.  Non-abortive effect of Adhatoda vasica Spissum leaf extract by oral administration  in rats.  Phytomedicine 1997;4(2):145-9.
  22. Brantner AH, Chakraborty A.  In vitro antibacterial activity of alkaloids isolated from Adhatoda vasica Nees.  Pharm Pharmacol Lett 1998;8(3):137-9.
  23. Wakhloo, Girja Kaul RL, Gupta OP, Atal CK.  Safety of vasicine hydrochloride in human volunteers.  Indian J Pharmacol 1980;12(2):129-32.
  24. Pahwa GS, Zushi U Atal CK.  Chronic toxicity studies with vasicine from Adhatoda vasica Nees. in rats and monkeys.  Indian J Exp Biol 1987;25(7);467-70.
  25. Cuellar MI, Giner RM, Recio MC, Just MJ, Manez S, Cerd AS, Rios JL.  Screening of antiinflammatory medicinal plants used in traditional medicine against skin diseases.  Phytother Res 1998;12(1):18-