โคกกระออม ประโยชน์ดีๆ สรรพรคุณเด่นๆและข้อมูลงานวิจัย

โคกกระออม งานวิจัยและสรรพคุณ 16 ข้อ

ชื่อสมุนไพร  โคกกระออม
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  ตุ้มต๊อก, เครือตุ้มต๊อก ผักไล่น้ำ(ภาคเหนือ), กระดอม หญ้าใส่แมลงหวี่(ภาคกลาง), วิวี่ วิหวี่(ปราจีนบุรี), ติ๊นโข่ไหน, เจียขู่กวา, ไต้เถิงขู่เลี่ยน(จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Cardiospermum halicacabum Linn.
ชื่อสามัญ  Balloon vine, Heart seed, Heart pea, Love in puff
วงศ์ SAPINDACEAE

 

ถิ่นกำเนิดโดกกระออม

โดกกระออมเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกา (อเมริกากลางและอเมริกาใต้) โดยถูกจัดให้เป็นวัชพืชชนิดหนึ่ง จากนั้นได้แพร่กระจายพันธุ์ไปยังเขตร้อนและเขตอบอุ่นทั่วโลก สำหรับประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ตามบริเวณชายป่า ที่รกร้างว่างเปล่า สองข้างถนน ตามริมน้ำ และตามป่าเบญจพรรณทั่วไป ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึงประมาณ 1500 เมตร

ประโยชน์และสรรพคุณโดกกระออม

  1. ขับพิษร้อนถอนพิษไข้
  2. ช่วยแก้พิษในร่างกาย
  3. แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย
  4. ลดความดันโลหิต
  5. รักษาโรคดีซ่าน ทำให้เลือดเย็น
  6. ขับเหงื่อแก้ไขข้ออักเสบ
  7. แก้หอบหืด
  8. รักษาตาต้อ
  9. ใช้เป็นยาระบาย
  10. รักษาต่อมลูกหมากโต
  11. รักษาผิวหนัง ฝี กลาก เกลื้อน
  12. แก้ฝีบวม ฝีหนอง
  13. แก้ตาเจ็บ
  14. ใช้เป็นยาแก้ประจำเดือนของสตรี ขับโลหิต
  15. รักษาโรคโลหิตตก
  16. ช่วยบำรุงน้ำดี

รูปแบบและขนาดวิธีใช้โดกกระออม

 

ใช้ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ช่วยลดความดันโลหิต ขับเหงื่อ ทำให้เลือดเย็น แก้หอบหืด ลดอาการต่อมลูกหมากโต ใช้เป็นยาแก้ระบาย แก้ปวดบวมฟกช้ำ โดยใช้ต้นหรือเถาแห้ง 10-18 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม หากเป็นต้นสดให้ใช้ 35-70 กรัม คั้นเอาน้ำกิน ใช้แก้ไข้ แก้ไอหืด ขับปัสสาวะ ขับระดู โดยใช้ใบมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาใส่แผล โดยใช้ใบมาต้มกับน้ำและนำมาล้างแผล ใช้รักษาโรครูมาตอยด์ โดยใช้ใบสดนำมาคั้นเอาแต่น้ำเคี่ยวกับน้ำมันงา ใช้ทาเช้า-เย็น ติดต่อกันประมาณ 7 วัน


ลักษณะทั่วไปโดกกระออม

โคกกระออมจัดเป็นพรรณไม้เถาเลื้อยพันหรือเถาไม้ล้มลุกขนาดกลาง มีเถายาวประมาณ 1-10 เมตร ลำต้นแตกกิ่งจำนวนมาก เลื้อยเกาะพันกัน ขึ้นไปบนต้นไม้หรืออาจทอดเลื้อยตามพื้นดิน ลักษณะของเถามีสีเขียวเป็นรูป5 เหลี่ยม มีสัน และมีขนปกคลุมเล็กน้อย เถามีขนาดประมาณก้านไม้ขีดไฟ และตามบริเวณข้อของเถามีมือสำหรับยึดเกาะ

           ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ โดยจะมีใบย่อย 3 ใบ ลักษณะขอใบย่อยเป็นรูปสามเหลี่ยม หรือรูปใบหอกปลายแหลม โคนใบมน ขอบใบเป็นจักหยักลึก มีมือเกาะสั้นๆ จะอยู่ที่ปลายยอด ส่วนมือจับจะมีอยู่ 2 อัน แยกกันออกจากก้านช่อดอก ใบมีขนาดกว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร และยาว 5-12 เซนติเมตร แผ่นใบบางเป็นสีเขียว ผิวใบทั้งสองด้านมีขนสีขาวสั้น ขนาดเล็กเกาะกระจายห่างๆอยู่ทั่วไป ใบคู่หลังจะมีขนาดเล็กกว่าใบกลาง และมีก้านใบยาว

           ดอก ออกเป็นช่อแบบสมบูรณ์เพศ โดยใน 1 ช่อจะมีดอกย่อยประมาณ 3-4 ดอก โดยจะออกตามง่ามใบ ดอกมีขนาดเล็กยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร สีขาว มีกลีบดอก 4-5 กลีบ ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 4 กลีบ มีเกสรเพศผู้ 8 ก้าน

           ผล มีลักษณะของผลเป็นรูปสามเหลี่ยม มีลักษณะคล้ายกับถุงลม บางๆ มี3 พู โดยจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของผลประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร เปลือกผลเป็นเยื่อบางและมีสีเขียวอ่อนหรือสีเขียมเหลือง มีผิวเป็นลายเส้นและมีขนสั้นนุ่มกระจายอยู่ทั่วผล ผลเมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำ แล้วแฝงลงด้านในผลจะมีเมล็ดขนาดเล็กประมาณ 1-3 เมล็ด

           เมล็ด ทรงกลมผิวเรียบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 มิลลิลิตร เมื่อยังอ่อนจะเป็นสีเขียวอ่อนและค่อนข้างนิ่ม แต่เมื่อเมล็ดแก่จะเป็นสีดำและแข็ง ที่คั่วเมล็ดเป็นสีขาวลักษณะคล้ายรูปหัวใจ

โคกกระออม

โคกกระออม

การขยายพันธุ์โดกกระออม

โคกกระออมสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ด เนื่องจากโคนกระออมถูกจัดเป็นวัชพืชที่รบกวนผลผลิตทางการเกษตรดังนั้นจึงไม่นิยมนำมาปลูก ส่วนที่พอเห็นกินกันทั่วไปก็เป็นการพบในธรรมชาติ ดังนั้นการแพร่ขยายพันธุ์ของโคนกระออมนั้น จึงเป็นการขยายพันธุ์โดยอาศัยเมล็ดจากตามพื้นดินเนื่องจากเป็นต้นใหม่ตามธรรมชาติมากกว่า

องค์ประกอบทางเคมีโดกกระออม

มีรายงานผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของโคกกระออมระบุว่าพบสารออกฤทธิ์ที่สำคัญหลายชนิดอาทิเช่น ในเมล็ดของโคกกระออมพบน้ำมันหอมระเหย เช่น 11-Eciosenoic acid, 1-Cyano-2 hydroxymethyl prop 2-ene-1-ol และสาร Saponin

           ส่วนสารกัดจากต้นโคกกระออมประกอบไปด้วย สาร Flavonoids, Saponin, Quebrachitiol, Apigenin, Proanthocyanidin, Stigmosterol, Phytosterols และ Alkaloids เป็นต้น ทั้งนี้มีการศึกษาวิจัยสารสกัดจากต้นโคกกระออมพบว่า ปริมาณสารฟลาโวนอยด์ที่พบในโคกกระออมแบบแห้งจะมากกว่าในโคกกระออมแบบสด และตัวทำลายที่ดีที่สุด คือ น้ำ โดยปริมาณของฟลาโวนอยด์เท่ากับ 4.73x10 +- 7.02x10 กรัมต่อ 100 กรัมของโคกกระออม

โครงสร้างโคกกระออม

 

การศึกษาทางเภสัชวิทยาโดกกระออม

มีรายงานผลการศึกษาวิจัยการศึกษาทางเภสัชวิทยาของโคกกระออมได้ระบุถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่างๆ ไว้ดังนี้

           ฤทธิ์ระงับปวดและต้านอักเสบ  มีการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดน้ำจากสมุนไพรของโคกกระออมในการระงับปวดด้วยการกระตุ้นด้วยกรดน้ำส้มและการใช้ความร้อนพบว่า สารสกัดมีความแรงในการระงับอาการปวดเป็นครึ่งหนึ่งของมอร์ฟีนซัลเฟตที่ขนาด 25 มก/กก. และเมื่อทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยการกระตุ้นการบวมที่อุ้งเท้าหนูด้วยคาราจีแนน พบว่าสารสกัดโคกกระออมที่ความเข้มข้น 0.7 ก/กก. มีผลต่อการต้านอักเสบได้ดีกว่าน้ำเกลือแต่น้อยกว่า indomethacin อย่างไรก็ตาม สารสกัดสามารถลดอาการบวมใกล้เคียงกับ indomethacin ที่เวลา 5 ชม. หลังได้รับยา

           ฤทธิ์ลดไข้  มีการศึกษาโดยทำการศึกษาในการลดไข้ที่เกิดจากการกระตุ้นด้วยยีสต์ในหนู พบว่ามีฤทธิ์ลดไข้ โดยเริ่มต้นออกฤทธิ์ที่เวลา 30 นาที และมีระยะเวลานาน 6 ชม.

           ฤทธิ์ลดความดันโลหิต  มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ลดความดันโลหิตจากน้ำมันระเหยจากเมล็ด โคกกระออม โดยนำไปทดลองกับสุนัขพบว่าสามารถช่วยลดความดันโลหิตในระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง แต่หากเป็นน้ำมันหอมระเหยจากเมล็ดไปทำการสกัดด้วยแอลกอฮอล์ พบว่าสามารถช่วยลดความดันโลหิตในระยะเวลาประมาณ 2-4 ชั่วโมง

           นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาวิจัยอื่นๆระบุว่า สารสกัดโคกกระออมไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อรา Mentagophyte และ Tricophyton เล็กน้อยที่ความเข้มข้นถึง 10000 ไมโครกรัมต่อมล. และการออกฤทธิ์ในด้านเภสัชวิทยาจะขึ้นกับขนาดและความเข้มข้นของสารสกัดอีกด้วย และยังพบว่าสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ ที่พบมากในโคกกระออมมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ  (Antioxidant)   และสามารถต้านการอักเสบได้ โดยมีข้อมูลยืนยันว่ามีส่วนช่วยในการลดการอักเสบอันเป็นผลมาจากเซลล์เกิดภาวะผิดปกติและหลั่งสารเคมีที่อันตรายออกมา จึงส่งผลให้บริเวณนั้นมีอาการบวมแดง รวมไปถึงอาการปวดอันเป็นสาเหตุของการอักเสบที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อและใยกล้ามเนื้อ

โคกกระออม

การศึกษาทางพิษวิทยา 

ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานโคกกระออม เนื่องจากในสรรพคุณทางยาพบว่ามีฤทธิ์ขับระดูในสตรี อาจทำให้แท้งบุตรได้ ส่วนผู้ที่มีสุขภาพดี ในการใช้โคกกระออมเป็นสมุนไพรก็ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรรับประทานในขนาด/ปริมาณ ที่ได้กำหนดไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้มากจนเกินไป และไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้

เอกสารอ้างอิง  โคกกระออม
  1. ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์. โคกกระออม (Kok Kra Om). หนังสือสมุนไพรไทยเล่ม 1. หน้า 168.
  2. สวนพฤกษศาสตร์ป่าไม้. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันทน์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2544. สวนพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้ พิมพ์ครั้งที่2. (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม). พิมพ์ที่ บริษัทประชาชน จำกัด. 2544.
  3. วิทยา บุญวรพัฒน์. โคกกระออม. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. หน้า 168.
  4. อรทัย เนียมสุวรรณ, นฤมล เล้งนนท์, กรกนก ยิ่งเจริญ, พัชรินทร์ สิงห์ดำ. 2555. พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของพืชกินได้จากป่าชายเลนและป่าชายหาดบริเวณเขาสทิงพระ จังหวัดสงขลา วารสารวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 40(3): 381-991.
  5. พญ. เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ. “โคกกระออม”. หนังสือสมุนๆพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ. หน้า 207-208.
  6. ณัฐพร มีเฟือง และคณะ. 2561. การวิเคราะห์เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณของฟลาโวนอยด์จากโคกกระออมเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เจลลดอาการอักเสบ. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ.
  7. วัชรี คุณกิตติ, มุกดา จิตเจริญธรรม, จุฬารัตน์ ปริยชาติกุล. การศึกษาคุณสมบัติของเภสัชบางประการของสารสกัดด้วยน้ำ จากสมุนไพรโคกกระออม. วารสารวิจัย มข. ปีที่ 6. ฉบับที่1. มกราคม-มิถุนายน 2544. หน้า 14-22.