แมงลักคา ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นและข้อมูลงานวิจัย

แมงลักคา

ชื่อสมุนไพร  แมงลักคา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  กระเพราผี , กระเพราป่า , แมงลักป่า (ทั่วไป) , ก้อมก้อห้วย , ก้อมก้อดง (ภาคเหนือ) , อีตู่ป่า (ภาคอีสาน) การา (สุราษฏร์ธานี) , เสอไป๋จื่อ (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์    Hyptis suaveolens (L.) Poit.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Bystropogon graveolens Blume,  Bystropogon suaveolens (L.) L'Hér., Gnoteris cordata Raf., Hyptis congesta Leonard
ชื่อสามัญ  west Indian spikenard, Mintweed ,Wild spikenard, Pugnet , Desert lavender , Chan
วงศ์  LAMIACEAE

 

ถิ่นกำเนิดแมงลักคา 

แมงลักคาเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกา เช่น เม็กซิโก , กัวเตมาลา , เอลซัลวาดอ , ฮอนดูรัส เป็นต้น จากนั้นได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังเขตร้อนต่างๆ ทั่วโลก เช่นใน ปาปัวนิวกินี , คูราเซา , อินเดีย , บราซิล , อินโดนีเซีย , จีน และไทย สำหรับในประเทศไทยนั้น สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะพบตามบริเวณที่รกร้าง ตามข้างทาง ริมฝั่งแม่น้ำ หรือตามป่าทั่วไปที่มีความสูงไม่เกิน 1300 เมตร จากระดับน้ำทะเล และยังถูกจัดให้เป็นวัชพืชชนิดหนึ่งในพื้นที่การเกษตรอีกด้วย

ประโยชน์/สรรพคุณแมงลักคา

มีการนำแมงลักคามาสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยมาใช้ประโยชน์ต่างๆ เช่น นำมาใช้ปรุงแต่งรสชาติอาหาร นำมาใช้ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช 

สำหรับสรรพคุณทางยาของแมงลักคานั้น ตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ยอดอ่อน ขับเหงื่อ แก้หวัด ขับน้ำนม ใบและปลายยอด รักษาโรคผิวหนัง แก้ชักกระตุก แก้ปวดข้อ ใบ ใช้แก้ปวดท้อง ราก  ขับระดู เป็นยาเจริญอาหาร ขับระดู หรือเคี้ยวดับกลิ่นปาก  ทั้งต้น ใช้ขับเหงื่อในคนที่เป็นหวัด แก้โรคผิวหนัง แก้ปวดท้อง ลดน้ำตาลในเลือด  

นอกจานี้ในต่างประเทศ ยังมีการนำแมงลักคามาใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพรรักษาโรคในหลายๆประเทศ เช่น ประเทศเม็กซิโกใช้ เมล็ด ใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ นำมาย่างแก้โรคเกี่ยวกับลำไส้ ทั้งต้น ต้มดื่มแก้ปวดกระเพาะ แก้ปวดบิด ประเทศจีนใช้ ใบ แก้ปวดศีรษะ เพิ่มการขับเหงื่อ ประเทศอินโดนีเซียใช้ ต้นแห้ง ขับน้ำนม ประเทศตรินิแดด แก้ไข้หวัด มาลาเรีย ใช้ขับลม ขับเสมหะ ไข้เหลือง ท้องผูก ปวดท้องประจำเดือน ประเทศเวเนซูเอลา ใช้ผสมน้ำอาบ รักษาอาการอัมพฤกษ์อัมพาต รักษาแผลพุพอง แก้โรคผิวหนัง ประเทศฟิลิปปินส์ใช้ ใบหรือยอด แก้ปวดข้อ แก้ปวดท้อง หรือตะคริว โดยผสมกับน้ำอาบ ราก ต้มกินขับระดู กระตุ้นความอยากอาหาร ประเทศอินเดียใช้ ราก กระตุ้นความอยากอาหาร  ช่วยย่อยอาหาร ประเทศไต้หวันใช้ ใบและลำต้น พอกแก้ปวดศีรษะ แก้โรคผิวหนัง

ลักษณะทั่วไปแมงลักคา 

แมงลักคาจัดเป็นไม้พุ่มล้มลุก พุ่มเตี้ย มีอายุหลายปี ลักษณะลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 0.5 - 1.5 เมตร แตกกิ่งก้านมาก ลำต้นเป็นสันสี่เหลี่ยม ตามลำต้นมีขนสีขาวเหนียวติดมือ มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว ใบ ออกเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกัน ใบเป็นรูปไข่กึ่งไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบสอบมนหรือเว้ารูปหัวใจขอบใบหยักเล็กน้อย แผ่นใบมีขนทั้งสองด้าน เป็นร่องเห็นได้ชัดเจนบริเวณเส้นใบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2.5-10 เซนติเมตร ส่วนก้านใบยาวประมาณ 0.5-3 เซนติเมตร  ดอก ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกตามบริเวณที่ซอกใบและปลายกิ่ง โดยจะมีดอกออกประมาณ 2-5 ดอกย่อย ต่อ 1 ช่อดอก มีสีม่วงอ่อนเป็นรูปปากเปิด ส่วนกลีบดอกโคนกลีบจะเป็นสีขาวเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกออกกเป็น 2 ปาก มีขน ด้านบน 2 แฉก รูปช้อนยาว 2.5-3 มิลลิเมตร กว้าง 2-2.5 มิลลิเมตร ด้านล่าง 3 แฉก กลีบด้านข้างรูปรียาว 1-1.5 มิลลิเมตร กว้าง 2-2.5 มิลลิเมตร กลีบกลางยาว 1-1.5 มิลลิเมตร กว้าง 0.5-1มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงมีลักษณะเรียวแหลมคล้ายหนาม มีสันตามยาว 10 สัน โคนเชื่อมติดกันยาว 5-5.5 เซนติเมตร ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 อัน ด้านนอกมีขนยาวปกคลุม เกสรเพศผู้มี 4 อัน แยกเป็น 2 คู่ ก้านเกสรไม่ติดกัน อับเรณูติดกับก้านชูเกสรที่ด้านหลัง เกสรเพศเมีย รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ก้านชูเกสรเพศเมียยาว 3-5 มิลลิเมตร  ผลเป็นผลแห้งแบบแคปซูล สีดำ ผิวผลย่น รูปขอบขนานแคบ ยาวประมาณ 1.2-1.5 มิลลิเมตร ปลายผลเว้า เมื่อผลแห้งจะไม่แตก เมล็ดเป็นสีน้ำตาลเข้มขนาดเล็ก มีลักษณะค่อนข้างกลม กว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 3-5 มิลลิเมตรโดยใน 1 ผลจะมีเมล็ดอยู่ 4 เมล็ด

การขยายพันธุ์แมงลักคา 

แมงลักคาสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด และการปักชำ แต่โดยมากจะเป็นการขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ดในธรรมชาติมากกว่าการนำมาปลูก แต่ในปัจจุบันเริ่มมีการนำมาปลูกเพื่อใช้ประโยชน์บ้างแล้ว สำหรับวิธีการปลูกแมงลักคานั้นก็สามารถทำได้โดยวิธีการนำเมล็ดมาเพาะให้ได้ต้นกล้า แล้วจึงนำไปปลูกในแปลง เช่นเดียวกันกับการปลูกไม้ล้มลุกพุ่มเตี้ยชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

ส่วนเหนือดินพบสารชนิดอื่นๆ ได้แก่ กลุ่มเทอร์ปีนอยด์ เช่น α-amyrin,  beta-amyrin,  lupeol,oleanolic acid,  betulinic acid, dehydroabietinol,ursolic acid,  hyptadienic acid และกลุ่มสารฟลาโวนอยด์ เช่น  4’,5-dihydroxy-7-methoxy flavone  ในรากพบสาร เทอร์ปีนอยด์ เช่น ursolic acid, betulinic acid, α-amyrin,  beta-amyrin, α-peltoboykinolic acid,  oleanolic acid  เมือกหุ้มเมล็ด ของแมงลักคาพบสารประเภทโพลีแซคคาไรด์ เช่น D-xylose, D-manose,L-fucose,  D-galactose, D-glucose, 4-O-methyl-D-glucuronic acid ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากส่วนเหนือดิน พบว่ามีสารที่เป็นองค์ประกอบหลักคือ eucalyptol 30.38%, gamma-amylene 13.58%, beta-caryophylline 10.37%, delta-elemene 5.24%   นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหย จากรากยังพบสาร eucalyptol และ α-phellandrene 18.56%, limonene 8.51%, และ caryophylline oxide 2.71%

ที่มา : Wikipedia

 

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ปวดท้องและลดไข้ โดยนำใบแห้งมาชงกับน้ำดื่ม ใช้ขับน้ำนม ขับเหงื่อ แก้หวัด โดยนำยอดอ่อน มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาสำหรับเจริญอาหาร ขับระดูในสตรี โดยใช้รากต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้เบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยใช้ใบและต้นสดประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 3 แก้ว เคี่ยวให้นาน 30 นาที แล้วนำมาแบ่งดื่มเช้าและเย็น ใช้ขับเหงื่อ และแก้ปวดท้อง โดยนำทั้งต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้โรคผิวหนัง โดยใช้ทั้งต้นตำพอกบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา 

มีผลการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของแมงลักคาพบว่า ฤทธิ์รักษาแผล สารสกัดเอทานอลจากใบ สามารถรักษาแผลในหนูขาวได้ โดยมีฤทธิ์เพิ่มเอนไซม์ที่ใช้ต้านอนุมูลอิสระ เช่น catalase, superoxide dismutase

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีการทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดเอทานอลของต้นแมงลักคา พบว่าสารสกัดดังกล่าวมีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่เหนี่ยวนำด้วย carageenan เมื่อป้อนให้หนูในขนาด 400 มก./กก. ให้ผลใกล้เคียงกับยาต้านอักเสบ Ibuprofen ขนาด 100 มก./กก.

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า สารสกัดด้วยเมทานอลมีฤทธิ์อย่างอ่อนในการต้านเชื้อแบคทีเรียทั้งแกรมบวก แกรมลบและเชื้อรา Candida albicans โดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งเชื้อได้ (MIC) ≤ 100 μg/ml

ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อมาลาเลีย สารสกัดด้วยเอทานอลจากส่วนเหนือดินแมงลักคามีฤทธิ์ยับยั้งการเติบโตของโปรโตชัวที่ทำให้เกิดโรคมาลาเรีย (Plasmodium falciparum 3D7 strain) โดยมีค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งการเติบโตได้ 50% (IC50) ,25μg/ml โดยสารบริสุทธิ์ที่มีฤทธิ์ดังกล่าว คือ dehydroabietinol ยับยั้งการเติบดตของ Plasmodium falciparum ทั้งสายพันธุ์ที่ไวต่อยาคลอโรควินและดื้อต่อยาคลอโรควินโดยมีค่าความเข้มข้นในการยับยั้งเชื้อที่ 50% (IC50) เท่ากับ 26 และ 27 ไมโครโมลาร์

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยฉบับอื่นๆ ยังระบุถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของแมงลักคาว่า น้ำมันหอมระเหยจากดอก ใบ และต้น มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อราก่อโรคหลายชนิด ยับยั้งเนื้องอก ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ทำให้หลอดเลือดคลายตัว

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการทดสอบความเป็นพิษเรื้อรัง โดยเมื่อให้สารสกัดน้ำของแมงลักคา แก่หนูขาว ป้อนทางปากในขนาด 5, 50, 250, 500 มก/กก/วัน เป็นเวลา 6 เดือน พบว่าไม่มีผลเปลี่ยนแปลงต่อการเจริญเติบโตค่าโลหิตวิทยา ค่าชีวเคมีของซีรัมของหนู นอกจากนี้พยาธิสภาพของอวัยวะภายในของหนูก็ยังคงเป็นปกติ

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. สตรีมีครรภ์ ห้ามใช้แมงลักคาเป็นสมุนไพร เพราะมีฤทธิ์ขับระดูในสตรี
  2. ในการใช้แมงลักคาเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ นั้นควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับ ตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อ รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้แมงลักคาเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. ส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้.กรมป่าไม้ ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย.(เต็ม สมิตินันท์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2544) .กรุงเทพฯ บริษัทประชาชน จำกัด 2544.หน้า 289.
  2. หนังสือสมุนไพรบำบัดเบาหวาน 150 ชนิด.  (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก).  “แมงลักคา”.  หน้า 140.
  3. นันทวัน บุณยะประภัศร.อรนุช โชคชัยเจริญพร. สมุนไพรไม้พื้นบ้าน.เล่ม 3. กรุงเทพฯ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.2542.หน้า778-80.
  4. ดวงพร สุวรรณกุล , รังสิต สุวรรณเขตนิคม.วัชพืชในประเทศไทย.กรุงเทพฯ.สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.2544.หน้า86.
  5. ธวัชชัย รัตน์เลศ.เจมส์ เอฟ แมกซ์เวล. รายชื่อวัชพืชที่มีรายงานพบในประเทศไทย กรุงเทพฯ เวิร์ดเพลส.2540หน้า85
  6. ดรุณ เพ็ชรพลายและคณะ.พืชสมุนไพรในประเทศไทย ตอนที่1.กรุงเทพฯโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.2538.หน้า102-3.
  7. ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของแมงลักคา.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  8. วงศ์สถิต ฉั่วกุล และคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.สยามไกษัชยพฤกษ์ ภูมิปัญญาของชาติ.กรุงเทพฯ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) 2538 หน้า 141.
  9. แมงลักคา.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=268
  10. ประไพ วงศ์สินคงมั่น , ดวงเพ็ญ ปัทมดิลก.จารี บันสิทธิ์ , ธิดารัตน์ บุญรอด , เย็นจิตร เตชะดำรงสิน และปราณี ชวลิตธำรง, ข้อกำหนดทางเคมีของส่วนเหนือดินแมงลักคา.วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ปีที่4ฉบับที่1.มกราคม-เมษายน2549.หน้า1-16