โกฐก้านพร้าว ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

โกฐก้านพร้าว

ชื่อสมุนไพร  โกฐก้านพร้าว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  โกฐก้านมะพร้าว , กะฎุกะ , กฎุโรหิณี , กฎุกะโรหิณี , หูหวางเหลียน , โอวไห้
ชื่อวิทยาศาสตร์  Picrorhiza kurroa Royle ex Benth. (พันธุ์อินเดีย) Neopicrorhiza scrophulariiflora (Pennell) D.Y.Hong (พันธุ์ทิเบต)
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์   Picrorhiza lindleyana Steud, Veronica lindleyana Wall. (พันธุ์อินเดีย) Picrorhiza scrophulariiflora Pennell) (พันธุ์จากทิเบต)
ชื่อสามัญ  Picorrhiza
วงศ์  PLANTAGINACEAE

 

ถิ่นกำเกิดโกฐก้านพร้าว

เชื่อกันว่าโกฐก้านพร้าวมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิม ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของแควันแคชมเมียร์ถึงแคว้นสิกขิมของอินเดีย แต่บางตำราระบุว่ามีถิ่นกำเนิดในเทือกเขาหิมาลัย ในเขตปากีสถานจนถึงเนปาล ปัจจุบันมีแหล่งปลูกโกฐก้านพร้าวที่สำคัญคือ  จีน ทิเบต ศรีลังกา และเนปาล สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีรายงานว่ามีการปลูก โกฐก้านพร้าวเท่าใดนัก โดยส่วนมากในการนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องยา ตำรับต่างๆนั้น มักจะเป็นการส่งนำเข้าจากประเทศต่างๆ ข้างต้น


ประโยชน์/สรรพคุณโกฐก้านพร้าว

การใช้ประโยชน์จากโกฐก้านพร้าวนั้น โดยส่วนมากมักจะนำมาใช้เป็นสมุนไพร หรือใช้เป็นส่วนประกอบของยาตำรับต่างๆ เช่นในอินเดียใช้เป็นยาขมเพื่อให้เจริญอาหารหรือใช้เป็นส่วนผสมของยาถ่ายในหลายๆตำรับ และในตำราอายุรเวทของอินเดียกล่าวว่า ถ้าใช้ในขนาดต่ำๆ จะมีสรรพคุณบำรุงธาตุทำให้เจริญอาหาร และเป็นยาระบายอ่อ ๆ แต่ถ้าใช้มากจะเป็นยาบำรุง และเชื่อกันว่าเป็นยาแก้ไข้จับสั่น และเป็นยาขับน้ำดี ราก แก้ไข้ แก้ไข้ซึ่งมีอาการให้สะอึก แก้สะอึก แก้หอบเพราะเสมหะเป็นพิษ แก้อาเจียน แก้ลม แก้กำเดา

สำหรับในประเทศไทยก็นิยมนำมรใช้เป็นสมุนไพรเช่นกัน โดยในตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณของโกฐก้านพร้าวไว้ว่าโกฐก้านพร้าวมีรสขม เป็นยาเย็นจัด ออกฤทธิ์ต่อกระเพาะ ตับ และลำไส้ใหญ่ ใช้เป็นยาทำให้เลือดเย็น แก้เลือดกำเดา อาเจียนเป็นเลือด ไอเป็นเลือด  ใช้เป็นยาแก้ร้อนในแก้หอบ ลดไข้ แก้ไข้ แก้ไข้เรื้อรัง แก้ไข้ซึ่งมีอาการให้สะอึก แก้สะอึก แก้อาเจียน แก้เสมหะเป็นพิษ แก้เหงื่อออกไม่รู้ตัว แก้ซางตัวร้อนในเด็ก

นอกจากนี้ยังได้มีการนำโกฐก้านพร้าวมาใช้ในเครื่องยาไทย ที่เรียกว่า “พิกัดโกฐ”  โดยโกฐก้านพร้าว จัดอยู่ใน โกฐทั้งเจ็ด (สัตตโกฐ) และโกฐทั้งเก้า (เนาวโกฐ) โดยพิกัดโกฐทั้ง 7 จะประกอบไปด้วยโกฐหัวบัว โกฐสอ โกฐเขมา โกฐเชียง โกฐจุฬาลำพา โกฐกระดูก และโกฐก้านพร้าว ส่วน“พิกัดโกฐทั้ง 9”  (มีโกฐพุงปลา และโกฐชฎามังษี เพิ่มเข้ามา มีสรรพคุณโดยรวม ของยาที่ใช้ในพิกัดโกฐ คือ แก้ไข้ แก้ไข้ร่วมกับมีเสมหะ แก้หืดไอ แก้หอบ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง ขับลม แก้สะอึก บำรุงเลือด บำรุงกระดูก


ลักษณะทั่วไปโกฐก้านพร้าว

โกฐก้านพร้าวจัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีอายุประมาณ 1-2 ปี โดยที่ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 5-10 เซนติเมตร มีเหง้าลักษณะกลมยาวประมาณ 5-6 เซนติเมตรอยู่ใต้ดิน ใบออกติดกับรากหรือเหง้า ลักษณะของใบเป็นรูปกลมรีเหมือนช้อน ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 0.6-2.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-5 เซนติเมตรซึ่งใบมักออกซ้อนกัน  ดอกออกเป็นช่ออยู่บนก้านดอกยาวที่แทงขึ้นจากโคนใบ ดอกมีสีม่วงเข้มหรือสีม่วงน้ำเงิน  ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่กลม ส่วนเมล็ดเป็นรูปไข่มีสีดำเงา ขนาดยาวประมาณ 1.2 มิลลิเมตร

ทั้งนี้ส่วนของโกฐก้านพร้าวที่มักจะนำมาทำเป็นยาคือ เหง้าแห้ง มีลักษณะกลมยาว โดยจะมีความยาวประมาณ  3-6  ซม. ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5 - 1 ซม. มีลักษณะคล้ายก้านย่อยของช่อดอกมะพร้าวเมื่อช่อดอกนั้นติดลูก ที่เรียกกันว่า  “หางหนูมะพร้าว”  มี 5-8  ข้อ แต่ละข้อมีขน ผิวนอกมีสีน้ำตาลแกมเทาเข้ม  มีวง ๆ อันเป็นแผลเป็นของตา มีตาและมีส่วนของลำต้นติดอยู่บ้าง เนื้อนิ่ม รากมีรอยย่นตามแนวยาว  มีรอยแตกตามขวาง และมีรอยแผลเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาลเป็นจุด ๆ ที่รอยหักแข็ง เนื้อในสีดำ มีรสขมจัด  มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว  

การขยายพันธุ์โกฐก้านพร้าว

โกฐก้านพร้าวสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด และการแยกเหง้าไปปลูก สำหรับวิธีการปลูกนั้นสามารถทำได้เช่นเดียวกับการเพาะเมล็ดและการแยกเหง้าปลูกของพืชล้มลุกชนิดอื่นๆ ดังที่กล่าวมาแล้วในหลายๆบทความก่อนหน้านี้


องค์ประกอบทางเคมีโกฐก้านพร้าว

ในเหง้าของโกฐก้านพร้าวพบสารขมชื่อ  picrorrhizin อยู่ในปริมาณสูง นอกนั้นยังมีสารอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น  aucubin, สารกลุ่ม  iridoid  glycosides  และยังพบสารสำคัญกลุ่ม iridoid glucosides ได้แก่ picroside I, picroside II, picroside III, picroside IV, kutkoside, pikuroside สารกลุ่ม flavonoids ได้แก่ apocynin และ vanillic acid  ส่วนในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากโกฐก้านพร้าวพบสาร dihydrobenzofuran, 2,3,5,6-tetramethylphenol,  acetovanillone   alerenal, p-anethole,  acetophenone , cinnamaldehyde,  acetanisole,  phenol,  isoeugenol, elemol, nerolidol

                             

ที่มา : Wikipedia

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ไข แก้ร้อนใน แก้สะอึก แก้หอบ แก้เสมหะเป็นพิษ แก้อาเจียน แก้กำเดา แก้ซางในเด็ก แก้ลม แก้บิด แก้ริดสีดวงทวาร โดยใช้เหง้าแห้ง นำมาบดเป็นยาผง ใช้รับประทานครั้งละ 0.5-1.5 กรัม หรือใช้ต้มกับน้ำรับประทาน ครั้งละ 3-10 กรัม
ส่วนในตำรับยาต่างๆที่มีส่วนผสมของโกฐก้านพร้าว เช่น ยาหอมเทพจิตร , ยาหอมนวโกฐ ,พิกัดโกฐทั้ง7,9 ให้รับประทานตามที่ระบุไว้ในตำรับยานั้นๆ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอาการข้ออักเสบ การทดสอบฤทธิ์ต้านอาการข้ออักเสบของสารสกัดน้ำ-แอลกอฮอล์ (hydroalcoholic extract) จากรากของโกฐก้านพร้าว (Picrorhiza kurroa rhizome extract; PKRE) ในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วยสาร formaldehyde และ adjuvant induced arthritis (AIA) โดยให้หนูกิน PKRE ในขนาด 50 , 100 และ 200 มก. จากการทดลองพบว่า PKRE สามารถลดการแสดงออกของสารก่อการอักเสบ เช่น interleukin-1β (IL-1β), interleukin-6 (IL-6), tumor necrosis factor receptor-1 (TNF-R1) และ vascular endothelial growth factor ในข้อต่อชนิดซินโนเวียล (Synovial) ได้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม และยังลดตัวบ่งชี้การเกิดออกซิเดชันและการอักเสบ เช่น malonaldehyde, nitric oxide, tumor necrosis factor alpha รวมทั้งเพิ่มการออกฤทธิ์ของสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น glutathione, superoxide dismutase และ catalase นอกจากนี้ PKRE ยังลดการแสดงออกของ matrix metalloproteinases-3 และ 9 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบด้วย ทำให้สามารถสรุปได้ว่า สารสกัดน้ำ-แอลกอฮอล์จากรากของโกฐก้านพร้าวมีฤทธิ์ต้านอาการข้ออักเสบ ซึ่งคาดว่ากลไกการออกฤทธิ์น่าจะเกี่ยวข้องกับการยับยั้งสารก่อการอักเสบและสารที่กระตุ้นการสร้างหลอดเลือด รวมทั้งกระตุ้นกระบวนการต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งการแสดงออกของ matrix metalloproteinases

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของโกฐก้านพร้าวโดยสกัดสารสำคัญจากเหง้าของโกฐก้านพร้าวด้วยวิธีการหมักด้วย 70% เอทานอล เป็นเวลา 2 วัน และทำการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ DPPH ( 1,1-diphenyl-2-picrylhydrazyl) โดยเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน BHA (Butylated Hydroxyanisole)  และความสามารถในการคีเลตไอออนของโลหะ (metal chelator)  เป็นการทดสอบความสามารถในการแย่งจับกับโลหะไอออน Fe2+เนื่องจากโลหะไอออนเป็นตัวการสำคัญในการเร่งปฏิกิริยา ให้เกิดสารอนุมูลอิสระต่างๆ หลายชนิด  การทดสอบความสามารถในการรีดิวซ์ของสารต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี FRAP assay หรือความสามารถในการให้อิเล็กตรอน โดยศึกษากลไกการเกิดปฎิกิริยารีดักชั่นของ Fe3+-TPTZ ไปเป็น Fe2+ -TPTZ  การทดสอบฤทธิ์ยับยั้งออกซิเดชันของไขมัน (antilipid peroxidation)ด้วยวิธี thiobarbituric acid โดยใช้ AAPH (2,2′-azobis-2-methyl-propanimidamide, dihydrochloride)เหนี่ยวนำการเกิดออกซิเดชัน ในเซลล์ตับหนู ในหลอดทดลอง และนอกจากนี้ยังศึกษาฤทธิ์ในการป้องกันการทำลายสารกลุ่ม macromolecule เช่น DNA,protein และ lipid  ผลการทดลองพบว่าฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชัน ด้วยวิธีต่างๆ ได้แก่ วิธี DPPH, metal chelator, FRAP, antilipid peroxidation ของสารสกัดเหง้าโกฐก้านพร้าวด้วย 70% เอทานอล มี่ค่า IC50เท่ากับ 75.16±3.2, 55.5±4.8, 41±2.4 และ  40±3.8 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ตามลำดับ และสามารถยับยั้งการเกิดความเสียหายของ macromolecule ใน DNA ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความเสียหายโดยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) และในโปรตีนอัลบูมินในเลือดวัว ที่ถูกออกซิไดส์ เมื่อเหนี่ยวนำด้วย AAPH  จึงสรุปได้ว่าสารสกัดเหง้าโกฐก้านพร้าวมีฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชัน โดยปกป้องการทำลาย DNA, protein, lipid จากการทำลายของสารอนุมูลอิสระ โดยพบปริมาณสารโพลีฟีนอล และฟลาโวนอยด์ปริมาณสูงในสารสกัด

ฤทธิ์ปกป้องสมองการทดสอบฤทธิ์ปกป้องเซลล์สมองจากภาวะขาดเลือดของสาร apocynin ซึ่งพบได้ในส่วนรากของโกฐก้านพร้าว (Picrorhiza kurroa  Royle ex Benth.) ในหนูแรทเพศผู้ที่ทำให้เกิดภาวะขาดเลือดด้วยการเย็บปิดบริเวณเส้นเลือดแดงมิดเดิล ซีรีบรัล (middle cerebral artery; MCA) ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักที่นำเลือดมาเลี้ยงสมอง โดยให้สาร apocynin ขนาด 1 – 20 มก./กก. ก่อนทำให้เกิดภาวะขาดเลือด (ischemia) 30 นาที หรือ ให้สาร apocynin ทันทีหลังจากเปิดบริเวณที่เย็บ MCA โดยหลังจากเปิดบริเวณที่เย็บ จะปล่อยให้เลือดไหลสู่ MCA (reperfusion) เป็นเวลา 5.5 ชม. แล้วจึงผ่าตัดนำสมองออกมา จากผลการทดลองพบว่า การให้สาร apocynin ก่อนทำให้เกิดภาวะขาดเลือด 30 นาที รอยแผลในสมองลดลงประมาณ 50% โดยประสิทธิภาพจะขึ้นกับขนาดของสารที่ให้ การวิเคราะห์ทางเนื้อเยื่อพบว่า ระดับของ glutathione (GSH), protein adducts (HNE-His), hydrogen peroxide (H2O2) และ DNA fragmentation (apoptotic cell death) เพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สาร apocynin อาจมีผลในการเพิ่มระบบการต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant defense systems) เพื่อจำกัดระดับความรุนแรงของการเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะเครียดของเซลล์ในภาวะที่สมองขาดเลือด นอกจากนี้ กลไกดังกล่าวยังทำให้เซลล์มีการตายในรูปแบบของ apoptotic มากกว่ารูปแบบของ necrotic ซึ่งทำให้ความผิดปกติที่เกิดจากภาวะขาดเลือดลดลง

ฤทธิ์ปกป้องตับ  การศึกษาฤทธิ์ในการปกป้องตับของโกฐก้านพร้าว ทำในสัตว์ทดลอง โดยใช้ galactosamine เหนี่ยวนำให้ตับหนูแรทอักเสบ พบว่าการป้อนผงรากขนาด 200 mg/kg ทำให้ปริมาณไขมันในตับ ระดับเอนไซม์ GOT, GPT ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) จากการทดลองนี้จึงแสดงว่าสารสกัดของโกฐก้านพร้าวมีฤทธิ์รักษาภาวะตับอักเสบจากไวรัส และมีฤทธิ์ต่อการปกป้องตับได้

ส่วนการศึกษาทางคลินิกในการปกป้องตับของโกฐก้านพร้าว โดยทำการทดลองแบบ randomised, doubleblind placebo controlled trialในผู้ป่วยที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัส (HBsAg negative) จำนวน 33 คน โดยทำการแบ่งผู้ป่วยออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรก (n=18) จะได้รับยาหลอก ส่วนกลุ่มที่สอง (n=15) จะได้รับผงรากโกฐก้านพร้าวขนาด375 มิลลิกรัม สามครั้งต่อวัน เป็นเวลาสองสัปดาห์  ผลการทดลองพบว่าระดับเอนไซม์ตับ ได้แก่ SGPT, SGOT และ  bilirubinมีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดโกฐก้านพร้าว และกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (p<0.05)และเวลาที่ใช้ในการทำให้ระดับของ bilirubin ของผู้ป่วยมีค่าลดลงสู่ระดับปกติ (2.5 mg %)พบว่าในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดของโกฐก้านพร้าวใช้เวลาต่ำกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอกเป็น 27.44วันและ 75.9 วัน ตามลำดับ 

ฤทธิ์รักษาแผลPicroliv เป็นสารสกัดจากรากของโกฐก้านพร้าว ซึ่งประกอบด้วย iridoid glycosides 2 ชนิด คือ picroside-1 และ kutkoside ผสมกันในอัตราส่วน 1:1.5 เมื่อนำมาทดสอบผลต่อการเจริญเติบโตของเส้นเลือด โดยทดสอบกับเส้นเลือดแดงใหญ่ที่แยกจากหนูขาว พบว่า picroliv ที่ความเข้มข้น 0.5 และ 1 มคก./มล. มีผลเพิ่มการเจริญเติบโตของเส้นเลือดโดยจะเพิ่มการสร้างเส้นเลือดฝอย เพิ่มจำนวนและความยาวของหลอดเลือดเล็กๆ เพิ่มการงอกและแตกแขนงของเส้นเลือด สำหรับการทดสอบผลในการรักษาแผลในหนูขาวที่ทำให้เกิดแผลที่หลัง โดยป้อน picroliv ขนาด 12 มก./กก. วันละครั้ง ดูผลในวันที่ 4 และ 7 ของการทดลอง พบว่ามีผลเพิ่มการสร้างเยื่อบุผิวที่แผล การสร้างเส้นเลือดใหม่ และการเคลื่อนย้ายของเซลล์ต่างๆ เช่น endothelial myofibroblasts และ fibroblasts ไปยังบาดแผล และยังเพิ่ม vascular endothelial growth factor ซึ่งมีส่วนในกระบวนการรักษาแผลด้วย

ฤทธิ์ยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร การศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ของสารสกัดเอทานอลจากเหง้า และรากของโกฐก้านพร้าวโดยทำการทดลองในหนูแรทเพศผู้ สายพันธุ์ wistar ป้อนสารสกัดขนาด 100 mg/kg เป็นเวลา 10 วัน ก่อนได้รับสารเหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารคือกรดไฮโดรคลอริก (0.15 N HCl ละลายใน 70% v/v เอทานอล) บันทึกค่า acid/pepsin, lipid peroxidation, antioxidant status, proteins และ glycoproteins ผลการทดลองพบว่า สารสกัดสามารถยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ และทำให้ค่าพารามิเตอร์ต่างๆ อยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าปกติ  เนื่องจากการได้รับสารละลายกรดที่ละลายในเอทานอล ทำให้มีจำนวนแผลในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น เพิ่มปริมาตรน้ำย่อย เพิ่มความเป็นกรด ลดการทำงานของ pepsin (เอนไซม์ที่ย่อยโปรตีน) ลดระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ได้แก่ SOD, CAT, GSH, โปรตีน, ไกลโคโปรตีน ในหนูที่มีแผลในกระเพาะอาหาร สารสกัดเอทานอลจากเหง้า และรากโกฐก้านพร้าว สามารถยับยั้งการเกิดผลเหล่านี้ ทั้งนี้อาจเกิดจากการทำให้ระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระชนิดต่างๆ ทำงานได้ตามปกติ จึงปกป้องเนื้อเยื่อบริเวณผนังของกระเพาะอาหาร ไม่ให้ถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ โดยลดการเกิด lipid peroxidation ทำให้ผนังกระเพาะอาหารแข็งแรง นับเป็นกลไกในการปกป้องสิ่งกระตุ้นทั้งจากภายใน และภายนอกที่จะเหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ 

การศึกษาทางพิษวิทยา

การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดเหง้าด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 12,500 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ไม่ตรวจพบอาการเป็นพิษ

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. ผู้ที่มีธาตุอ่อนควรระมัดระวังในการใช้โกฐก้านพร้าว เพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
  2. ในการใช้โกฐก้านพร้าวบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรใช้ในปริมาณที่พอเหมาะที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็กสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือ ผู้ที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำ ก่อนจะใช้โกฐก้านพร้าวในการช่วยบำบัดรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. ฤทธิ์ต้านอาการข้ออักเสบของโกฐก้านพร้าว ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  2. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “โกฐก้านพร้าว Picorrhiza”.  หน้า 217.
  3. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร.
  4. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “โกฐก้านพร้าว”.  หน้า 100.
  5. สารสำคัญจากโกฐก้านพร้าวกับฤทธิ์ปกป้องสมอง.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  6. จันคนา บูรณะโอสถ,ปนัดดา พัฒนาศิน , ภัทราวดี เหลืองชุวประณีต,ปกรณ์ คามวุฒิ , อุทัย โสธนะพันธุ์ .การวิเคราะห์หาองค์ประกอบของสารระเหยจากเครื่องยาในพิกัดนวโกฐด้วยวิธีโดรมาโทรกราฟี แบบแก๊ส-แมสสเปกโทรเมทรี.วารสารไทยไภษัชยนิพนธ์ปีที่ 11  . ฉบับที่2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2559.หน้า45-60
  7. Picroliveจากโกฐก้านพร้าวกับการรักษาแผล.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  8. โกฐก้านพร้าว.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=26
  9. ชยันต์ พิเชียรสุนทร และ วิเชียร จีรวงศ์. คู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม 5 คณาเภสัช. พิมพ์ครั้งที่ 2. กทม. อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. 2548.หน้า 100 – 101
  10. Vaidya AB, Antarkar DS, Doshi JC, Bhatt AD, Ramesh VV, Vora PV, et al. Picrorhiza kurroa (Kutaki) Royle ex Benth as a hepatoprotective agent-experimental & clinical studies. Journal of postgraduate medicine. 1996;42(4):105-108.
  11. Anandan R, Deepa Rekha R, Saravanan N, Devaki T. Protective effects of Picrorrhiza kurroa against HCl/ethanol-induced ulceration in rats. Fitoterapia. 1999;70:498-501.
  12. Mallavarapu   GR,   Kulkarni   RN, Baskaran  K,  Rao  L,  Ramesh  S. Influence of plant growth stage on the essential  oil  content  and  composition in Davana (Artemisia pallens Wall.). J Agric Food Chem. 1999;47:254-8.
  13. Krupashree K, Hemanth Kumar K, Rachitha P, Jayashree GV, Khanum F. Chemical composition, antioxidant and macromolecule damage protective effects of Picrorhiza kurroa Royle ex Benth. South African Journal of Botany. 2014;94:249-254.