สนขี้มด ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆและข้อมูลงานวิจัย

สนขี้มด

ชื่อสมุนไพร  สนขี้มด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  ส้มกุ้งขาว,ส้มกุ้งเล็ก (ทั่วไป) , ส้มกุ้ง (ตรัง,ระนอง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Embelia ribes Burm.f.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์   Embelia gaseinifolia Wall. Ex Ridl
ชื่อสามัญ  False Black Pepper, Vidanga, White-flowered Embelia
วงศ์  MYRSINACEAE

 

ถิ่นกำเนิดสนขี้มด

สนขี้มดจัดเป็นพันธุ์ไม้ที่มีการกระจายพันธุ์ในทวีปเอเชีย (แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในภูมิภาคไทยของทวีปเอเชีย) แต่สำหรับในประเทศไทยพบได้ประปราย โดยพบได้ในบางจังหวัดทางภาคอีสาน ภาคตะวันออกและภาคใต้ โดยมักพบตามชายป่าหรือตามแหล่งรกร้างที่มีความชื้นและมีต้นไม้ใหญ่หนาทึบ

ประโยชน์และสรรพคุณสนขี้มด

ในสมัยก่อนเมื่อผู้คนเข้าป่าเพื่อหาของป่าหรือล่าสัตว์ เมื่อเกินการกระหายน้ำหรือหิวก็มีการนำผลสุกของสนขี้มดมาใช้รับประทานเพื่อระงับความหิวหรือแก่กระหายน้ำ ดังนั้นจึงถือได้ว่าสนขี้มดเป็นผลไม้ป่าชนิดหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีการนำยอดอ่อนของสนขี้มดมาใช้รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกรวมถึงนำมาใช้ประกอบอาหาร เช่น นำมาใช้เป็นผักเพื่อใส่ในแกงเลียง และแกงส้ม เป็นต้น สำหรับสรรพคุณทางยาของสนขี้มดนั้น ตามตำรายาพื้นบ้านและตำรายาในท้องถิ่นต่างๆ ระบุถึงสรรพคุณว่า เถา ราก และใบ ใช้เป็นยาแก้ไอ แก้โลหิต ขับเสมหะ หรือแก้เสมหะ แก้ริดสีดวงจมูกได้  ใบใช้เป็นยาแก้หอบหืด รากใช้เป็นยาถ่ายพรรดึก เถาและใบใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ ทำให้อุจจาระนิ่ม และใช้เป็นยาขับฟอกโลหิตระดู เนื้อไม้และกระพี้ ใช้แก้ปัสสาวะขัด ปัสสาวะขุ่น แก้นิ่ว และขับปัสสาวะ เถา เนื้อไม้และราก ใช้เป็นยาถ่ายเส้นเอ็น ช่วยทำให้เส้นเอ็นหย่อน แก้อาการช้ำใน เมล็ดใช้แก้เบาหวาน

ลักษณะทั่วไปสนขี้มด 

สนขี้มดจัดเป็นพรรณไม้พุ่มรอเลื้อยมีเถาไว้พาดพันกับต้นไม้อื่น เถาแก่มีสีน้ำตาลเข้ม เถาอ่อนมีสีเขียวและมีแห้งสีขาวเคลือบบริเวณเถา มีความสูงจากพื้นได้ประมาณ 3-6 เมตรและหากเลื้อยพันเต็มที่อาจยาวได้ถึง 13 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกแบบเรียงสลับ ลักษณะของใบกว้างประมาณ 1.2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-8 เซนติเมตร เป็นรูปของขนาดแกมวงรี ปลายใบเรียวแหลม ผิวหน้าใบสีเขียวเข้มเกลี้ยงเป็นมัน ขอบใบเรียงส่วนหลังใบมีสีเขียวอมขาว เนื้อใบกรอบเกรียม ดอกออกเป็นช่อแยกแขนง ปลายกิ่งคล้ายช่อพริกไทย โดยในแต่ละช่อจะยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ส่วนดอกย่อยมีขนาดเล็กเป็นสีเทา ส่วนกลีบดอกปลายแยกเป็นแฉกลึก ลักษณะเป็นรูปวงรี ยาวประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตรมีเกสรสีขาว ด้านนอกมีขนขึ้นหนาแน่น และมีกลีบเลี้ยงดอกเชื่อติดกัน ผลเป็นผลสดออกเป็นช่อหรือเป็นพวงยาวประมาณ 2 นิ้ว โดยใน 1 ช่อจะมี 20-30 ผล ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม มีขนาดเท่าผลพริกไทยหรือมีขนาดประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงหรือดำ

การขยายพันธุ์สนขี้มด

สนขี้มดสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ดและการปักชำเถาแก่ แต่ในการขยายพันธุ์หรือกระจายพันธุ์ของสนขี้มดในปัจจุบันนั้นจะเป็นการขยายพันธุ์ในธรรมชาติมากกว่า การถูกนำมาขยายพันธุ์โดยมนุษย์ ซึ่งการขยายพันธุ์ในธรรมชาตินั้นก็จะเป็นการขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดทั้งสิ้น โดยเมื่อผลสุกตกลงไปยังพื้นดินหรือมีสัตว์มากินผลสุกแล้วไปถ่ายอุจจาระในบริเวณพื้นที่อื่นๆ จึงทำให้มีการงอกของต้นใหม่ในบริเวณนั้นๆ จึงทำให้เกิดการกระจายพันธุ์ต่อไป

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีในทุกส่วนของสนขี้มดปรากฏว่าพบสารสำคัญหลายชนิด เช่น  embelin,  tannin , Vanillic acid , Chrorogenic acid , Cinnamic acid , quercitol, vilangin, D-querecitol,และ christenbine เป็นต้น

ที่มา : Wikipedin

 

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้เบาหวานโดยใช้เมล็ดที่นำมาตากให้แห้งแล้วนำมาป่นเป็นผง 1-2 ช้อนชา แล้วนำมาชงกับน้ำร้อนดื่ม เช้า เย็น

ใช้แก้โลหิต แก้ไอ ขับเสมหะ โดยใช้รากหรือใบ มาต้มกับน้ำดื่ม

ใช้เป็นยาระบาย ฟอกโลหิตระดู โดยใช้เถาและใบมาต้มกับน้ำดื่ม

ใช้เป็นยาถ่ายเส้นเอ็นทำให้เอ็นหย่อน แก้ช้ำใน โดยใช้เถาราก และเนื้อไม้ มาต้มกับน้ำดื่ม

ใช้แก้ริดสีดวงจมูก โดยใช้รากหรือเถาของสนขี้มดมาผสมกับตัวยาอื่นๆ อีก 11 ชนิด นำมามวนสูบ

ใช้แก้ปัสสาวะขัด ขับปัสสาวะ แก้นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขุ่น ช่วยชะล้างทางเดินปัสสาวะ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ในการรักษาแผล มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์รักษาแผลของสารสกัดจากใบสนขี้มด ในหนูขาวโดยแบ่งหนูออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับยามาตรฐาน Framycetin ointment กลุ่มที่ 3 และ 4 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเอทานอลจากใบสนขี้มด และได้รับสารสกัด embelin จากใบสนขี้มดตามลำดับ ซึ่งได้ทำการศึกษาในแผล 3 ชนิด คือ แผลที่ถูกตัด (excision wound) แผลที่เป็นรอยเชือด (incision wound) และแผลที่มีเนื้อตาย (dead space wound) โดยแผลที่ถูกตัด (excision wound) หนูจะถูกทำเกิดแผลขนาด 500 ตารางมิลลิเมตร และให้หนูแต่ละกลุ่มทายา ointment ดังนี้ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุมไม่ได้รับอะไร กลุ่มที่ 2 ทายา Framycetin ointment กลุ่มที่ 3 ทา 0.2% (w/w) gel ของสารสกัดเอทานอลจากใบสนขี้มด(สารสกัดหยาบ 200 มก. ผสมกับ 100 ก. sodium alginate) กลุ่มที่ 4 ได้รับ 0.2% (w/w) gel ของสารสกัด embelin จากใบสนขี้มด (embelin 100 มก. ผสมกับ 50 ก. Sodium alginate) ทาที่แผลทุกวันๆ ละ 1 ครั้ง จนกว่าแผลจะปิด ซึ่งใช้เวลาทดลองทั้งหมด 16 วัน จากผลการทดลองพบว่ากลุ่มที่ได้รับยาทาจากสารสกัดเอทานอลของใบสนขี้มดและสาร embelin สามารถรักษาแผลโดยทำให้แผลปิดได้ 97.00 ± 2.61 และ 98.50 ± 1.64% ในวันที่ 16 ซึ่งใกล้เคียงกับยามาตรฐาน Framycetin ที่ทำให้แผลปิด 99.17 ± 0.75% ในขณะที่การศึกษาในแผลที่เป็นรอยถูกเชือด (incision wound) ก็ได้รับยาทาเช่นเดียวกับกลุ่ม excision wound โดยทาทุกวันจนกว่าแผลจะหาย พบว่ากลุ่มที่ได้รับยาทาจากสารสกัดเอทานอล และสาร embelin จากใบสนขี้มด จะมีผลทำให้ความยืดหยุ่นของบาดแผล (tensile strength) และ breaking strength สูงขึ้น ซึ่งใกล้เคียงกับยามาตราฐาน Framycetin และในแผลที่มีเนื้อตาย (dead space wound) ทำการทดลองโดยให้หนูกลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุมได้รับ 1 มล./กก. ของ 1% gum tragacanth ป้อนทางสายยาง กลุ่มที่ 2 และ 3 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารแขวนลอยของสารสกัดใบสนขี้มด30 มก./มล. ผสมกับ 1% (w/v) gum tragacanth และสารแขวนลอยของสาร embelin 4 มก./มล. ผสมกับ 1% (w/v) gum tragacanth ป้อนทางสายยาง ขนาด 30 มก./มล. และ 4 มก./มล. ตามลำดับ พบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากใบสนขี้มดและสาร embelin จะมีการเพิ่มขึ้นของเนื้อเยื่อ (granulation tissue) และความยืดหยุ่นของบาดแผล (tensile strength) สูงขึ้น ได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม

ฤทธิ์ปกป้องระบบประสาทต่อการขาดเลือดไปเลี้ยงที่สมอง มีการศึกษาวิจัยในหนูขาวเพศผู้ 60 ตัว แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มๆ ละ 10 ตัว กลุ่มที่ 1-3 ต้องทำ sham operation คือการผ่าตัดเปิดเส้นเลือด carotid artery เพื่อใส่ลวดเข้าไปแต่ลวดยังไม่ได้ใส่ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่ม sham + vehicle คือกลุ่มที่ได้รับ 1% Tween 80 ในน้ำกลั่น นาน 30 วัน + sham operated กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่ม sham + ER-100 คือกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเอทานอลของผลสนขี้มด 100 มก./กก. ป้อนทางปากนาน 30 วัน + sham operated กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่ม sham + ER 200 คือกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเอทานอลของผลสนขี้มด 200 มก./กก. ป้อนทางปากนาน 30 วัน + sham operated กลุ่มที่ 4-6 ต้องเหนี่ยวนำให้เกิด middle cerebreal artery occlusion (MCAO) คือทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองส่วนกลางจนถึงสมองส่วนหน้า และมีผลให้เกิดการขาดเลือดไปเลี้ยงที่สมอง กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่ม MCAO + vehicle คือกลุ่มที่ได้รับ 1% Tween 80 ในน้ำกลั่นนาน 30 วัน + MCAO กลุ่มที่ 5 เป็นกลุ่ม MCAO + ER-100 คือกลุ่มที่ได้รับสารเอทานอลของผลสนขี้มด 100 มก./กก. ป้อนทางปากนาน 30 วัน + MCAO กลุ่มที่ 6 เป็นกลุ่ม MCAO + ER-200 คือกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเอทานอลของผลสนขี้มด 200 มก./กก. ป้อนทางปากนาน 30 วัน + MCAO พบว่าในกลุ่มที่ทำให้เกิดการขาดเลือดไปเลี้ยงที่สมอง (กลุ่มที่ 4, 5, 6) ระดับ glutathione (GSH), glutathione peroxidase (GPx), glutathione reductase (GR) และ glutathione-S-transferase (GS+) ในสมองส่วน hippocampus และสมองส่วนหน้าลดลง และการทำงานของกล้ามเนื้อ (grip strength) ลดลง ในขณะที่ lactate dehydrogenase (LDH) ในเลือด และสารอนุมูลอิสระ thiobarbituric acid reactive substance (TBARS) ในสมองส่วน hippocampus และสมองส่วนหน้าเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับ sham operation (กลุ่ม 1, 2, 3) นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มที่ได้รับสารสกัดเอทานอลของสนขี้มด จะช่วยเพิ่มการทำงานของ grip strength เพิ่มระดับ GSH, GPx, GR และ GST ลดระดับ LDH ในเลือด และระดับ TBARS ในสมองส่วน hippocampus และสมองส่วนหน้า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้รับ MCAO และ vehicle group

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการทดสอบความเป็นพิษของเมล็ดสนขี้มด เมื่อฉีดสารสกัดเอทานอล 50% จากเมล็ดสนขี้มด เข้าที่ช่องท้องของหนูถีบจักร พบว่าขนาดที่ทำให้หนูทดลองตายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง (LD50)  มีค่าเท่ากับ 750 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้สนขี้มดมาเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไวในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในขนาดและปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้สนขี้มดเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก.  “ส้มกุ้ง”.  หนังสือสมุนไพรบำบัดเบาหวาน 150 ชนิด.  หน้า 152.
  2. ผลการปกป้อง ระบบประสาทของสารสกัดเอทานอลของผลส้มกุ้งต่อการขาดเลือดไปเลี้ยงที่สมองของหนู.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  3. รศ.ดร.พรชุลี อาธวดำรุง.ชุดเครื่องมือ ประมวลคำศัพท์สมุนไพรไทย.มหาวิทยาลัยนเรศวร.สิงหาคม2561.หน้า164
  4. เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก.  “ส้มกุ้ง”.  หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด.  หน้า 174.
  5. ฤทธิ์การรักษาแผลของสารสกัดจากใบส้มกุ้ง.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหิดล.