สังกรณี ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

สังกรณี งานวิจัยและสรรพคุณ 15 ข้อ

ชื่อสมุนไพร สังกรณี
ชื่ออื่น/ชื่อท้องถิ่น หญ้าหัวนาค, หญ้าหงอนไก่ (ภาคเหนือ), กวางหีแฉะ (ภาคกลาง/สุโขทัย), จุกโรหินี, ขี้ไฟนกคุ้ม (ภาคตะวันออก), กำแพงใหญ่ (ภาคอีสาน), เพิงดี (กะเหรี่ยง)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Barleria strigose willd.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Barleria caerulea Roxb., Barleria polytricha Wall., Pseudobarleria hirsute
วงศ์ ACANTHACEAE


ถิ่นกำเนิดสังกรณี

สังกรณีมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออก บริเวณญี่ปุ่น เกาหลี และทางตะวันออกของจีน ต่อมาจึงได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังพื้นที่กึ่งเขตร้อน และเขตร้อนต่างๆ ของโลก เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ เอเชียตะวันตก แอฟริการตะวันออก และทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา สำหรับในประเทศไทยสามารถพบสังกรณี ได้บริเวณ ป่าดงดิบ ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าไผ่ทั่วไป ของทั่วทุกภาคของประเทศยกเว้นทางภาคใต้


ประโยชน์และสรรพคุณสังกรณี

  1. ใช้ดับพิษไข้ทั้งปวง (ราก)
  2. ถอนพิษไข้กาฬ
  3. ลดความร้อนในร่างกาย
  4. แก้ร้อนในกระหายน้ำ
  5. แก้ไอ
  6. แก้โลหิตกำเดา
  7. ใช้ขับน้ำคาวปลาในสตรี
  8. ช่วยบำรุงกำลัง
  9. บำรุงกำหนัด
  10. แก้ร้อนไอเป็นเลือด
  11. ช่วยขับปัสสาวะ
  12. แก้ปัสสาวะพิการ
  13. แก้ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่
  14. แก้กำเดา
  15. แก้คออักเสบ

           สังกรณี ได้ถูกนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว โดยมีทั้งในตำรายาไทย และตำรายาพื้นบ้าน

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

  • ใช้บำรุงกำลัง โดยนำทั้งต้นมาต้มกับน้ำดื่ม หรือ นำรากมาต้มกับน้ำร่วมกับสมุนไพรฮ่อสะพายควาย และดู่เครือดื่ม
  • ใช้บำรุงร่างกาย แก้ไอเป็นเลือด ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ โดยนำทั้งต้นมาต้มกับน้ำดื่ม
  • บำรุงกำหนัด โดยนำทั้งต้นใช้ดองกับเหล้าดื่ม
  • ดับพิษไข้ทั้งปวง แก้ร้อนในกระหายน้ำ ลดความร้อนในร่างกาย
  • ตำรับยาใช้ขับน้ำคาวปลาหลังการคลอดบุตร โดยนำรากสังกรณี รากชุมเห็ดไทย รากต้นก้างปลาแดง มาต้มกับน้ำดื่ม เป็นยาร้อน
  • แก้ไข้หวัดใหญ่ แก้คออักเสบ โดยนำใบมาต้มกับน้ำดื่ม

ลักษณะทั่วไปของสังกรณี

สังกรณี จัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กสูงของประมาณ 60-120 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านสาขารอบๆ ต้นมากมาย ทำให้ดูมีทรงพุ่มทึบ ลำต้นเกลี้ยงเป็นข้อปล้อง ตามกิ่งก้านมีขนสีน้ำตาลปกคลุม

           ใบสังกรณี เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามเป็นคู่ ลักษณะของใบเป็นรูปรี ถึงรูปไข่แกมใบหอก กว้าง 3-5 เซนติเมตร ยาว 10-15 เซนติเมตร โคนใบสอบเรียง ปลายใบเรียวแหลม ของใบเรียบมีขนเล็กๆ ขึ้นปกคลุม เนื้อใบมีสีเขียว และบาง แผ่นใบด้านบนมีขนประปราย ส่วนด้านท้องใบมีขนตามเส้นใบ โดยเส้นใบข้างละ 4-6 คู่ ก้านใบยาว 0.2-0.5 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อกระจะแน่น โดยจะออกบริเวณง่ามใบ หรือ ปลายยอด ช่อดอกมีใบประดับเป็นรูปรี หรือ รูปหอก 2 แผ่น ปลายแหลม ขอบหยักเป็นซี่ฟันถี่ เป็นชายครุย หุ้มโคนดอก กว้าง 4 มิลลิเมตร และยาว 10 มิลลิเมตร และใน 1 ช่อ

           ดอกสังกรณี จะมีดอกย่อยประมาณ 10 ดอก ดอกย่อยเมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยง 2 กลีบ เรียงตัวตรงข้ามกันเป็นคู่ เชื่อมกันที่โคน ปลายแยก คู่ด้านนอกมีลักษณะเป็นรูปไข่ กว้างประมาณ 1.6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร ปลายแหลม ส่วนขอบหยักซี่ฟันถี่ เป็นชายครุย ส่วนคู่ด้านในเป็นรูปใบหอกขนาดเล็ก มีขนาดกว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 10 มิลลิเมตร ปลายเรียวแหลม ขอบกลีบมีขนต่อม ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ ด้านนอกเรียบ ส่วนด้านในขรุขระ เชื่อมกันเป็นหลอด รูปปากเปิด ยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร ดอกมีสีม่วงอ่อน กลีบปากด้านบนมี 4 แฉก ในแต่ละแฉกจะมีขนาดใกล้เคียงกัน ลักษณะเป็นรูปไข่แกมรูปรี กว้างประมาณ 2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ปลายแฉกมนถึงกลม ขอบเรียบ ผิวด้านนอกมีขนต่อม กลีบปากด้านล่างมี 1 กลีบ มีขนาดใหญ่ เป็นรูปไข่กลับ กว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ปลายแฉกมนกลมถึงเว้าตื้น ขอบเรียบ ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน และมีก้านดอกย่อยยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร

           ผลสังกรณี เป็นฝัก ผลแห้งออกฝัก ลักษณะของฝักแบนเกลี้ยง สีน้ำตาล พอแห้งจะแตกดอก ด้านในผลมีเมล็กลักษณะกลมและแบนอยู่ 4 เมล็ด

สังกรณี

สังกรณี

การขยายพันธุ์สังกรณี

สังกรณีสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด และจะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนที่มีความชื้นปานกลาง สำหรับวิธีการเพาะเมล็ด และการปลูกสังกรณี นั้นสามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ด และการปลูกไม้พุ่มทั่วไปตามที่ได้กล่าวมาแล้วในหลายๆ บทความก่อนหน้านี้


องค์ประกอบทางเคมี

มีรายงานผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีจากสารสกัดของสังกรณี ระบุว่า พบสารออกฤทธิ์ที่สำคัญหลายชนิดอาทิเช่น สารกลุ่ม Flavonoid ได้แก่ Apigenin 7-O-α-Lrhamnosyl-(1→6)-O-β-D-glucoside สารกลุ่ม Iridoid glycoside ได้แก่ 10-O-trans-coumaroyl-eranthemoside, Lyoniresinol 3 α -O-β -D-glucoside, 7-O-acetyl-8-epi-loganic acid, (3R)-1-octen-3-ol-3-O-β-D-xylosyl-(1→6)-β-D-glucoside สารกลุ่ม Phenylethanoidglycoside ได้แก่ Verbascoside, Isoverbascoside, Decaffeoylverbascoside, 4-hydroxyphenylethyl 4-O-β-D-glucopyranosyl-(1→3)-O-α-L-rhamnopyranoside

โครงสร้างสังกรณี

การศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของสังกรณี

มีรายงานผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของสารสกัดจากส่วนต่างๆ ของสังกรณีในต่างประเทศระบุว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการดังนี้

           สารสกัดจากส่วนเหนือดินของสังกรณี มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก เช่น Bacillus cereus, Bacillus pumilus, Bacillus sp., Bacillus subtilis, Enterococcus faecalis, Lactobacillus acidophilus, Lactobacillus rhamnosus, Lactobacillus sporogenes, Micrococcus luteus, Staphylococcus aureus และสารสกัดเอธานอลและสารสกัดจากใบปิโตรเลียมอีเทอร์จากส่วนใบของสังกรณี มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน โดยพบว่าสารสกัดทั้งสองชนิดแสดงฤทธิ์ยับยั้ง เอนไซม์ α-glucosidase และเอนไซม์ amylase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีหน้าที่เปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล โดยฤทธิ์ดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นตามขนาดยา และพบว่าสารสกัดเมทานอลจากส่วนใบของสังกรณี ในขนาด 200 และ 400 มก./กก. มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต

           นอกจากนี้ยังมีการทดลองศึกษาความเป็นพิษของสารสกัดหยาบเมทานอลจากส่วนใบของสังกรณี ต่อเซลล์ไลน์ 5 ชนิด (P388, HT-29, HepG-2, MCF-7 และ Vero) ด้วยวิธี MTT พบว่าเมื่อบ่มสารร่วมเซลล์เป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง สารสกัดหยาบจากใบสังกรณีมีความเป็นพิษต่อเซลล์ไลน์ P388 ซึ่งเป็นเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวหนูมากที่สุด โดยมีค่า CC50 เท่ากับ 413.89 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร แต่แสดงความเป็นพิษในระดับต่อต่อเซลล์ HT-29, HepG-2, MCF-7 และ Vero


การศึกษาทางพิษวิทยาของสังกรณี

มีรายงานการศึกษาวิจัยความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดเอทานอลจากใบของสังกรณี ในหนูขาวสายพันธุ์ wistar โดยให้สารสกัดทางปากในขนาด 250, 500, 1,000 และ 2,000 มก./กก.(น้ำหนักตัว) ครั้งเดียวในหนู ผลการศึกษาพบว่าการให้สารสกัดทุกขนาด ไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษเฉียบพลัน


ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สำหรับการใช้สังกรณี เป็นสมุนไพรโดยเฉพาะในรูปแบบการรับประทาน ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพร ชนิดอื่นๆ โดยการใช้ในขนาด และปริมาณที่เหมาะสมที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในขนาด และปริมาณที่มากจนเกินไป หรือ ใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้


เอกสารอ้างอิง สังกรณี
  1. พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ. หน้า 180. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ. “สังกรณี”.
  2. ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. “สังกรณี”. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. หน้า 769-770.
  3. ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์. “สังกรณี (Sang Korani)”. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. หน้า 295.
  4. ณัฐพร มานะประดิษฐ์, สุพัตรา โพธิเอี่ยม, พัชนี เจริญยิ่ง, ฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดหยาบจากใบสังกรณี, การประชุมวิชาการพันธุศาสตร์ ครั้งที่ 18 “พันธุ์ศาสตร์ก้าวหน้าสู่อาเซียน” 17-19 กรกฎ 2556.หน้า 192-195
  5. สังกรณี. ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.phargaeden.com/main.php?action=viewpage&pid=289.
  6. Kanchanapoom, T.; Noiarsa, P.; Ruchirawat, S.; Kasai, R.; Otsuka, H. Phenylethanoid and iridoid glycosides from the Thai medicinal plant, Barleria strigosa. Chem. Pharm. Bull. 2004, 52, 612–614.
  7. Amoo, S.O., Finnie, J.F. and Van Staden, J. 2009. In vitro pharmacological evaluation of  three Barleriaspecies. J. Ethnopharmacol. 121: 274-277.
  8. Singh, B.; Chandan, B.K.; Prabhakar, A.; Taneja, S.C.; Singh, J.; Qazi, G.N. Chemistry and hepatoprotective activity of an active fraction from Barleria prionitis Linn. in experimental animals. Phytother. Res. 2005, 19, 391–404.
  9. Ansari, M.A., Tirry L. and Moens, M. 2005. Antagonism between entomopathogenic fungi and bacterial symbions of entomopathogenic nematodes. Biol. Control 50: 465-475.