ไม้เท้ายายม่อม ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆและข้อมูลงานวิจัย

ไม้เท้ายายม่อม

ชื่อสมุนไพร ไม้เท้ายายม่อม 
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  ปิ้งขม , ปิ้งหลวง (ภาคเหนือ) , ไม้เท้าฤาษี (ภาคใต้) , หญ้าลิ้นจ้อน (ประจวบคีรีขันธ์) ,พินพี (เลย) , พมพี (อุดรธานี) , พญาเล็งจ้อน (เชียงใหม่) , ว่านพญาหอกหล่อ (สระบุรี)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Clerodendrum indicum (L.) Kuntze
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Clerodendrum longicolle G.Mey.,  Clerodendrum indicum f. semiserratum (Wall.) Moldenke, Siphonanthus indicus L. ,Siphonanthus angustifolius Willd.,
วงศ์  LABIATAE

 

ถิ่นกำเนิดไม้เท้ายายม่อม

ไม้เท้ายายม่อมเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ในแถบประเทศอินเดีย แล้วต่อมามีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณเขตร้อนใกล้เคียง เช่นในบังคลาเทศ พม่า ไทย ลาว และมาเลเซีย เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศตามบริเวณป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง หรือบริเวณชายป่าทั่วไปที่มีความชื้นพอประมาณ

ประโยชน์และสรรพคุณไม้เท้ายายม่อม

ในบางท้องถิ่นมีการนำยอดอ่อนและดอกของไม้เท้ายายม่อมมาใช้ทำเป็นผักจิ้มน้ำพริกรับประทาน โดยนำยอดอ่อนและดอกมาลวกในน้ำร้อนก็สามารถนำไปรับประทานได้แล้ว สำหรับสรรพคุณทางยาของไม้เท้ายายม่อมนั้นตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ราก รสจืดขื่น แก้พิษ ไข้ ไข้เหนือ พิษกาฬ กระทุ่งพิษ ลดความร้อนในร่างกาย ถอนพิษไข้ทุกชนิด  แก้หืดไอ ขับเสมหะลงสู่เบื้องต่ำ ตัดไข้จับ แก้ไข้เพื่อดีพิการ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาเจียน ดับพิษฝี แก้พิษสัตว์กัดต่อย พิษงู รากและใบ ใช้แก้หืด ต้นรสจืดเฝื่อน ใช้ขับเสมหะให้ลงเบื้องต่ำ แก้ร้อนใน ส่วนตำรายาพื้นบ้านล้านนา ใช้ รากผสมกับสมุนไพรอื่นๆ ใช้ถอนพิษไข้กาฬ (ไข้ที่มีตุ่มสีดำที่ผิวหนัง)

            นอกจากนี้ในบัญชียาจากสมุนไพรตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติยังได้ระบุการใช้รากเท้ายายม่อมในตำรับ “ยาห้าราก” ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ที่มีส่วนประกอบของรากเท้ายายม่อมร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ในตำรับ (รากไม้เท้ายายม่อม , รากชิงชี ,รากคนทา , รากมะเดื่อชุมพรและรากย่านาง) โดยมีสรรพคุณบรรเทาอาการใช้ต่างๆ (ไข้กาฬ ไข้พิษ ไข้เพื่อดี และโลหิต) และช่วยถอนพิษสำแดง เป็นต้น

 

ลักษณะทั่วไปไม้เท้ายายม่อม  

ไม้เท้ายายม่อมจัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 1-2.5 เมตร เป็นพันธุ์ไม้ที่มีรากแก้วอันเดียวไม่มีรากฝอยหรือรากแขนง พุ่งตรงลงในดินลึก ลักษณะรากกลมโดยรากแท้มีสีดำ ส่วนลำต้นตั้งตรง มีสีเขียวหรือเขียวอมเหลืองไม่มีกิ่งก้านสาขา แต่จะแตกกิ่งเล็กๆบริเวณใกล้ยอด และบริเวณปลายกิ่งจะเป็นสันสี่เหลี่ยม  ใบออกเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม โดยจะออกรอบข้อของลำต้น ข้อละ 3-5 ใบ จนถึงส่วนยอด ใบมีขนาดเล็กรูปวงรีแกมขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมใบหอกกลับ กว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 12-18 เซนติเมตร ปลายใบและโคนใบแหลม แผ่นใบสีเขียว มีเส้นกลางใบขนาดใหญ่งอโค้งเข้าหาลำต้น จนเกือบเป็นรูปครึ่งวงกลม ดอกออกเป็นช่อแบบแยกแขนง บริเวณปลายกิ่ง โดยจะออกเป็นพุ่มกระจาย คล้ายฉัตรเป็นชั้นๆ ตั้งขึ้น กลีบดอกมีสีขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว กว้าง 1.5 เซนติเมตร ก้านดอกยาว 10-12 เซนติเมตร ผลเป็นผลสดรูปทรงแป้น ขนาด 4-6 มิลลิเมตร กลมหรืออาจเป็นผลกลมแยกเป็นพู โดยจะมี 4 พูติดกัน เมื่อผลอ่อนเป็นสีเขียว แต่เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแกมดำ หรือสีดำแดง หรือบางทีอาจเป็นสีดำ ซึ่งในแต่ละผลจะมีกลีบเลี้ยงสีแดงขนาดใหญ่ติดอยู่

การขยายพันธุ์ไม้เท้ายายม่อม 

ไม้เท้ายายม่อมสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และการปักชำกิ่ง แต่การขยายพันธุ์ของไม้เท้ายายม่อมนั้นส่วนมากจะเป็นการขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ดในธรรมชาติมากที่สุด ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะเริ่มมีการนำมาปลูกในเชิงพาณิชย์แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดเพื่อให้ได้ต้นกล้าของไม้เท้ายายม่อมมาปลูกนั้นก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดไม้พุ่มชนิดอื่นๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้าที่

องค์ประกอบทางเคมี 

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของรากไม้เท้ายายม่อมที่มีการนำมาใช้เป็นสมุนไพรโดยพบว่ามีสารสำคัญหลายกลุ่มดังนี้ 

             สารกลุ่ม flavonoids เช่น  hispidulin,pectolinarigenin  สารกลุ่ม triterpenoids เช่นlupeol , oleanolic acid-3-acetate, taraxerol, 3beta-hydroxy-D:B-friedo-olean-5-ene    สาร steroids และ steroid glycosides เช่น clerosterol, (22E)-stigmasta-4,22,25-trien-3-one , stigmasta-4,22-dien-3-one  ,stigmasta-4,25-dien-3-one ,  22-dehydroclerosterol, 22-dehydroclerosterol-3-O-beta-D-glucopyranoside, stigmasterol, clerosterol-3-O-beta-D-glucopyranoside, stigmasterol-3-O-beta-D-glucopyranoside เป็นต้น

              


ที่มา : Wikipedia

รูปแบบและสรรพคุณ 

ใช้แก้พิษ , แก้ไข้ต่างๆ , กระทุ้งพิษไข้ , ขับเสมหะ , แก้ร้อนในกระหายน้ำ โดยใช้รากสดหรือรากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้หืดโดยใช้รากและใบมาต้มกับน้ำดื่ม ตำรายาพื้นบ้านล้านนาใช้แก้พิษไข้กาฬ โดยใช้รากไม้เท้ายาม่อนเหง้าว่านกีบแรด เนระพูสีทั้งต้นและใบพิมเสนต้น มาบดให้เป็นผลใช้ผสมกันแล้วใช้น้ำซาวข้าวและน้ำเกสรดอกขุนนาคเป็นน้ำกระสายยาจากนั้นปั้นเป็นลูกกลอนกิน ใช้แก้พิษ แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้อาการแพ้ ดับพิษฝี แก้อักเสบ ปวดบวม โดยใช้รากสดมาตำเอากากพอกบริเวณที่มีอาการ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาในต่างประเทศหลายฉบับพบว่า รากและใบของไม้เท้ายายม่อมมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ , ฤทธิ์ระงับปวด , ต้านการอักเสบ และต้านเชื้อจุลชีพ

การศึกษาทางพิษวิทยา 

มีผลการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของรากและลำต้นไม้เท้ายายม่อม โดยป้อนสารสกัดดังกล่าวให้หนูถีบจักรในปริมาณ 10 กรัม/กิโลกรัม ซึ่งเปรียบเทียมกับการรักษาในคน 50,000 เท่าพบว่าไม่เป็นพิษ จากนั้นทำการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนูถีบจักรในปริมาณ 0.01 มิลลิลิตร/กิโลกรัม ก็ไม่พบความเป็นพิษเช่นกัน

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง 

ในการใช้ส่วนต่างๆของไม้เท้ายายม่อมเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำราต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปและใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้องรังรวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้ไม้เท้ายายม่อมเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสนอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. มงคล โมกขะสมิต,กมล สวัสดีมงคล , ประยุทธ สตราวาหะ ,การศึกษาพิษของสมุนไพรไทย.วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ปีที่13.ฉบับที่4 มกราคม-มีนาคม 2514.หน้า21
  2. ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.  “ท้าวยายม่อม (เท้ายายม่อม)”.  หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  หน้า 379-380.
  3. ไม้เท้ายายม่อม.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์).เข้าถึงได้จากhttp://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=pid=191
  4. เท้ายายม่อม.ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.phargardedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=57
  5. Somwong P, Moriyasu M, Suttisri R. Chemical constituents from the roots of Clerodendrum indicum and Clerodendrum villosum. Biochemical Systematics and Ecology. 2015;63:153-156.