ปอเตาไห้ ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

ปอเตาไห้

ชื่อสมุนไพร  ปอเต่าไห้
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  พญาไม้ผุ (ราชบุรี) , ปอตับเต่า (เลย) , พันไฉน , พันไสน (ภาคกลาง,กรุงเทพฯ)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Enkleia siamensis (Kurz) Nevling
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Enkleia malaccensis Griff.
วงศ์  Thymelaeaceae

 


ถิ่นกำเนิดปอเต่าไห้

ปอเต่าไห้เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย โดยเชื่อกันว่าบริเวณที่เป็นถิ่นกำเนิดดั้งเดิมนั้นอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ โดยมีรายงานว่ามีการค้นพบพืชชนิดนี้ครั้งแรกที่ประเทศไทย และในปัจจุบันมีเขตการกระจายพันธุ์ไปทั่วทั้ง 2 ภูมิภาคดังกล่าว สำหรับประเทศไทยสามารถพบปอเต่าไห้ได้เกือบทุกภาคของประเทศยกเว้นภาคใต้ จะพบได้บริเวณชายป่า หรือตามป่าเบญจพรรณป่าเต็งรัง ที่ค่อนข้างชื้น และมีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 500 เมตร


ประโยชน์และสรรพคุณปอเต่าไห้ 

ในสมัยก่อนมีการนำเส้นใยของเปลือกต้นปอเต่าไห้มาฟั่นทำเป็นเชือกปอ และใช้ทำเครื่องจักสานต่างๆ เนื่องจากมีความเหนียวและทนทาน นอกจากนี้ยังมีการใช้ปอเต่าไห้มาเป็นสมุนไพรโดยมีสรรพคุณทางยาตามตำรายาไทยดังนี้  รากใช้เป็นยาระบาย แก่น แก้ไอ ขับเสมหะ แก้ประดง แก้หืด ขับลม แก้ผื่นคันตามผิวหนัง แก้โรคเรื้อน คุดทะราด ใบ ใช้รักษาโรคตา ผลใช้เป็นยาถ่าย


ลักษณะทั่วไปปอเต่าไห้

ปอเต่าไห้จัดเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยตั้งลำต้นตรง หรือไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง สูงได้ 2-5 เมตร เปลือกต้น สีน้ำตาลเข้มผิวเรียบ เปลือกมีความเหนียวและมีมือเกาะออกตรงข้าม ส่วนกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง ประปราย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม  กว้าง 3-6 ซม. ยาว 5-10 ซม.  ลักษณะรูปไข่หรือรูปรีขอบเรียบ ปลายแหลมหรือมน มีติ่งหนามเล็ก ๆ โคนรูปลิ่ม แผ่นใบหนา ด้านบนเป็นสีเขียวเกลี้ยงด้านล่างสีอ่อนกว่าและมีขนสีเทาสั้นนุ่มตามร่องเส้นใบด้านล่างและที่เส้นแขนงใบ โดยมีเส้นแขนงใบข้างละ 15-25 เส้น สามารถมองเห็นชัดเจนทั้งสองด้าน และก้านใบยาว 6-8 มม. ช่อดอก เป็นแบบช่อซี่ร่ม ออกบริเวณปลายกิ่ง ซึ่งจะมีจำนวนดอก 3-15 ดอก ดอกเป็นสีเขียวหรือสีเหลือง มีกลีบดอก 5 กลีบ รูปลิ้น ยาวประมาณ 2.5 มม. เป็นแบบอวบน้ำ ปลายเป็นแฉกลึก 2 แฉก รูปขอบขนาน มีเกสรเพศผู้ 10 อัน เรียงเป็น 2 วง รังไข่รูปรี อยู่เหนือวงกลีบ ยาว 1-2 มม. ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยาว 1.5-2 มม. ยอดเกสรเพศเมียเป็นตุ่ม มีก้านช่อดอก ยาว 2-5 ซม. ผลเป็นแบบผลสดลักษณะผลเกลี้ยงรูปไข่มีสีเขียว  กว้าง 6-8 มม. ยาว 1-1.5 ซม. ปลายแหลมและมีผนังชั้นในแข็ง มีก้านผลยาว มีใบประดับ 2 ใบ สีน้ำตาลอ่อน ขนาด 2-4 เซนติเมตร เมล็ดรูปไข่ กว้าง 4-5 มม. ยาว 6-8 มม.

การขยายพันธุ์ปอเต่าไห้ 

ปอเต่าไห้สามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ด ซึ่งในปัจจุบันยังไม่นิยมนำมาปลูกเป็นพืชทางการเกษตรหรือปลูกในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นการขยายพันธุ์ของปอเต่าไห้จะเป็นการขยายพันธุทางธรรมชาติ แต่หากต้องการที่จะทำการปลูกหรือขยายพันธุ์ปอเต่าไห้ก็สามารถทำได้ โดยมีวิธีการเช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี 

มีผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของรากปอเต่าไห้พบว่ามีสาระสำคัญดังนี้  รากพบ  umbelliferone,chamaejasmin, nordentatin,  linobiflavonoid,7-O-β-d-glucopyranosyl chamaejasmin, ormocarpin , ( - )-wikstromol, matairesinol, clausarin,  carthamidin  ,daphnoretin, (+)-lariciresinol

 


ที่มา: Wikipedia

 

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ 

ใช้เป็นยาระบายโดยการนำรากประมาณ 2 ข้อนิ้ว มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ไอขับเสมหะ ขับลม แก้หืด แก้ประดง แก้ผื่นคันตามผิวแห้ง แก้คุดตะราด โดยนำแก่นต้นมาทำให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วตากให้แห้ง จากนั้นนำมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิโดยใช้ผลแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ปอเต่าไห้ มีการศึกษาทางเภสัชวิทยาทั่วไปไทยและต่างประเทศน้อยมาก แต่มีผลการศึกษาฉบับหนึ่งระบุว่า ในสารสกัดจากรากพบสาร daphnoretin ที่แสดงฤทธิ์กดการแสดงออกของยีนไว้รัสตับอักเสบบีในเซลล์ตับของมนุษย์ในหลอดทดลอง

การศึกษาทางพิษวิทยา 

ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ปอเต่าไห้เป็นสมุนไพรบำบัดรักษาโรคตามสรรพคุณในตำรายาต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้  เพราะยังไม่มีข้อมูลการศึกษาทางพิษวิทยาและในการศึกษาทางเภสัชวิทยานั้นก็เป็นเพียงการศึกษาในหลอดทดลองเท่านั้น ดังนั้นในการใช้ควรใช้ในขนาดที่พอเหมาะไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้องรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้ปอเต่าไห้เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. ปิยะ เฉลิมกลิ่น จิรพันธุ์ ศรีทองกุลและอนันต์ พิระภัทรกิจ.พรรณไม้ที่พบครั้งแรกในประเทศไทย.กทม.โครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพ.2551.หน้า51
  2. ปอเต่าไห้,ผักเขียด .อุทยานธรรมชาติวิทยา สีรีรุกขชาติ.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  3. ปอเต่าไห้1.สารานุกรมพืชในประเทศไทย.กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  4. ปอเต่าไห้.ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.phargarden.com/main.php?acton=riewpege&pid=235