ลูกซัด

ลูกซัด

ชื่อสมุนไพร  ลูกซัด
ชื่ออื่นๆ / ชื่อท้องถิ่น  ไม่มีข้อมูล
ชื่อวิทยาศาสตร์   Trigonella foenum-graecum L.
ชื่อสามัญ  Fenugreek , Methi 
วงศ์  LEGUMINOSAE (FABACEAE) - PAPILIONIODEAE

ถิ่นกำเนิดลูกซัด

ลูกซัดเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเมติเตอร์เรเนียน และมีการกระจายพันธุ์ไปใน อินเดีย จีน รวมถึงประเทศในทวีปแอฟริกา เช่น อียิปต์ , เอธิโอเปีย ในปัจจุบันสามารถพบได้ในหลายพื้นที่ทั่วโลกทั้งในเอเชีย แอฟริกา และยุโรป โดยส่วนใหญ่นิยมใช้เมล็ดของลูกซัดซึ่งมีกลิ่นเฉพาะตัว เป็นเครื่องเทศสำหรับการประกอบอาหาร โดยเฉพาะในอาหรับและอินเดีย  ส่วนแหล่งปลูกเพื่อการพาณิชย์ที่สำคัญ ได้แก่ ประเทศอินเดีย อียิปต์ ตูนีเซีย โมร็อกโก เอธิโอเปีย ฝรั่งเศส ตุรกี และ จีน

ลักษณะทั่วไปลูกซัด

            ลูกซัดจัดเป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง สูงได้ถึง 60 ซม. รากแก้วขนาดใหญ่ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับ หูใบขนาดเล็ก ก้านใบยาว 1-4 หรือ 1-6  ซม. แกนกลางสั้น ใบย่อยรูปไข่กลับหรือขอบขนาด กว้าง 0.5-2 ซม. ยาว 1.5-4 ซม. ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ รูปดอกถั่ว สีเหลือง ยาว 1-1.5 ซม ฝักรูปขอบขนาน กว้าง 2-4 ซม. ยาว 5-19 ซม. ผิวเกลี้ยง  ในฝักมีเมล็ด 10-20 เมล็ด เมล็ดแก่สีน้ำตาลอ่อน หรือสีเหลืองทอง เมล็ดมีขนาดเล็ก  ขนาดกว้าง 3 มิลลิเมตร ยาว 4 มิลลิเมตร หนา 1 มิลลิเมตร มีร่องตรงกลางเมล็ด มีกลิ่นแรงเฉพาะตัว เมล็ดมีรสฝาด มีกลิ่นหอม

การขยายพันธุ์ลูกซัด  

ลูกซัดสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด และการปักชำ โดยมีวิธีการเพาะเมล็ดและใช้กิ่งปักชำ รวมถึงวิธีการปลูกเช่นเดียวกับพืชชนิดอื่นๆทั่วๆไป

 

องค์ประกอบทางเคมี

            เมื่อศึกษาทางด้านองค์ประกอบทางเคมี พบว่าสาระสำคัญที่พบในลูกซัดประกอบด้วยgalactomannan ร้อยละ 14-15 น้ำมันระเหยยาก (fixed oil) มีรสขมและกลิ่นเหม็น น้ำมันระเหยง่ายร้อยละ 0.02 พบสารกลุ่ม Alkaloids เช่น trigonelline , สารกลุ่ม saponin   เช่น diosgenin, yamogenin, tigogenin, neotigogenin, Graecunin A-G sarsapogenin smilgenin trigofoenside A trigofoenoside B,C trigofoenoside D trigofoenoside F,G yuccagenin, gitogenin สารกลุ่ม flaronoids เช่น vitexin, orientin, quercetin, luteolin  kaempferol  กรดอะมิโนชื่อ 4-hydroxyisoleucine   

 

    

ที่มา : Wikipedia

            นอกจากนี้ ลูกซัดยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้  คุณค่าทางโภชนาการของเมล็ดลูกซัดต่อ (100 กรัม) (3.5 ออนซ์)

พลังงาน                                                                                    1,352 kJ (323 kcal)

คาร์โบไฮเดรต                                                                             58 กรัม

เส้นใยอาหาร                                                                              25 กรัม

ไขมัน                                                                                        6.4 กรัม

โปรตีน                                                                                       23 กรัม

วิตามิน

Thiamine(B 1 )  ไทอะมีน (วิตามิน B1)                                       0.322 mg

Riboflavin (B 2 ) ไรโบฟลาวิน (วิตามิน B2)                                 0.366 มก

ไนอาซิน(B 3 ) (วิตามิน B3)                                                         1.64 มก

ไพริดอกซิน (วิตามิน บี6)                                                            0.6 มก

โฟเลต(B 9 ) (วิตามิน B9)                                                           57 ไมโครกรัม

แอสคอบิดเอซิด (วิตามินซี)                                                          3 มก

แร่ธาตุ

แคลเซียม                                                                                  176มก.

เหล็ก                                                                                         34 มก

แมกนีเซียม                                                                                191มก

แมงกานีส                                                                                  1.23 mg

ฟอสฟอรัส                                                                                 296 มก

โพแทสเซียม                                                                               770 มก

โซเดียม                                                                                     67 มก

สังกะสี                                                                                      2.5 มก

องค์ประกอบอื่น ๆ               

น้ำ                                                                                            8.8 กรัม

ประโยชน์/สรรพคุณ

ลูกซัดถูกนำมาใช้เป็นเครื่องเทศในการปรุงอาหาร เพราะให้กลิ่นหอม และมีรสขมเฉพาะตัว เป็นรสเสน่ห์อาหารอย่างหนึ่งซึ่งลูกซัดจะมีกลิ่นหอมคล้ายขึ้นฉ่ายแต่แรงกว่า รสออกขมนิดๆ ขื่นหน่อยๆ เมื่อจะใช้เขานำไปคั่วไฟก่อน ไฟต้องอ่อนมากๆ เพราะลูกซัดบอบบาง ไหม้ง่าย เมื่อคั่วแล้วจะมีกลิ่นหอมมากขึ้น ถ้าคั่วด้วยน้ำมันเมล็ดจะพองตัว รสออกขมเข้มขึ้น เจือด้วยรสเผ็ดนิดๆ และด้วยคุณสมบัติกลิ่นและรสดังกล่าว ลูกซัดจึงกลายเป็นส่วนผสมที่สำคัญใน ?ผงกะหรี่? อันเป็นเครื่องเทศสากลที่ใช้กันทั่วโลก  และที่คนอินเดียใช้ ลูกซัดในการดองมะม่วง พริก กระเทียม และผักอื่น ๆ ทำเป็น Achar (อาจาด) ที่ใช้เป็นเครื่องเคียงของสะเต๊ะ และในอีกหลายๆประเทศก็ยังมีการใช้ลูกซัดมาเป็นส่วนผสมของแป้งเพื่อเตรียมเป็นอาหารชนิดต่างๆ เช่น ขนมปัง แป้งพิซซ่า มัฟฟินและเค้ก รวมทั้งมีการคิดค้นเพื่อพัฒนาลูกซัดในรูปแบบของอาหารเพื่อสุขภาพ (functional food) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (dietary supplement) อีกด้วย     ในอินเดียวมีการใช้เมล็ดแก้ท้องเสีย รักษาเกาต์ เบาหวาน ขับน้ำนม กระตุ้นกำหนัด และขับระดู ส่วนในประเทศทางแถบยุโรป จะใช้เมล็ดรักษาเบาหวาน และขับน้ำนม

            สำหรับสรรพคุณทางยาตามตำรายาไทย: ใช้เมล็ด แก้ท้องร่วง กล่อมเสมหะและอาจมแก้ธาตุพิการ แก้ท้องขึ้น ขับลมในลำไส้ ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร บดแล้วนำมาใช้พอก ฝี ลดอาการบวม ทาแผลต่างๆ แก้อักเสบบวม แก้ไอเรื้อรัง ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ

         สรรพคุณแผนโบราณ ขับเสมหะ ทำให้ชุ่มชื้น ต้านการอักเสบ ขับระดู ขับน้ำนมหลังคลอดบุตร รักษาเบาหวาน ส่วนคนไทยในสมัยโบราณใช้น้ำต้มลูกซัดและเปลือกชะลูดต้มผ้า เพื่อให้ผ้ามีกลิ่นหอมและแข็งจับกลีบได้ ซึ่งสารเมือกที่มีในลูกซัดนั่นเองที่ทำให้ผ้าแข็งตัวเป็นเงางาม ปัจจุบันได้มีการใช้เมือกของลูกซัด ในการอาบกระดาษมัน และผสมในการทำยาเม็ดเพื่อให้การแตกตัวของยาดีขึ้น

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

การใช้ลูกซัดในปัจจุบันเป็นการใช้ในการบริโภคในรูปแบบของเครื่องเทศ และอาหารมากกว่า การใช้ในการเป็นยารักษาโรคเพราะขนาดในการใช้ยารักษาโรคนั้นก็ยังไม่มีรายงานการศึกษาวิจัยที่ชี้ชัดถึงขนาดการใช้ที่เหมาะสมและมีความปลอดภัยที่แน่นอน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

            มีการศึกษาฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในสัตว์ทดลอง ทั้งปกติและถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวาน โดยพบว่าในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วย alloxan เมื่อฉีดสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 0.06 0.2 0.5 และ 1 ก./กก. และสารสกัด 70% เอทานอลจากใบ ขนาด 0.8 ก./กก. เข้าทางช่องท้อง และป้อนสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 1 2 และ 8 ก./กก. มีผลลดน้ำตาลในเลือดของหนู ยาต้มและสารสกัด 95% เอทานอลจากเมล็ด ขนาด 0.5 มล./ตัว สารสกัด 95% เอทานอลจากเมล็ด ขนาด 250 มก./กก. และสารสกัดอัลกอฮอล์จากเมล็ด ขนาด 1 2 และ 4 ก./กก. มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้บาหวานด้วย alloxan ได้เช่นกัน

            ลูกซัดมีผลเสริมฤทธิ์ของยารักษาเบาหวานโดยเมื่อให้ผงเมล็ดลูกซัดร่วมกับยา glicazide พบว่าลูกซัดจะเสริมและเพิ่มระยะเวลาการออกฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของยาในหนูแรทปกติ หนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วย alloxan monohydrate และในกระต่ายปกติ โดยไม่ทำให้เกิดการชักเนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำ สารสกัดเอทานอล ขนาด 500 มก./กก. เมื่อให้ร่วมกับยา glibenclamide แก่หนูแรทปกติและหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วย streptozotocin จะมีผลเสริมฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดเช่นกัน

            ผงเมล็ด ขนาด 15 กก. มีผลลดน้ำตาลในเลือดและอินซูลินของผู้ป่วย เมื่อทดสอบด้วยวิธีการวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร (Meal tolerance test) เมื่อให้ผู้ป่วย จำนวน 15 คน รับประทานอาหารที่ผสมผงเมล็ดลูกซัดที่ขจัดไขมัน ปริมาณ 100 ก.นาน 10 วัน พบว่าระดับน้ำตาลและอินซูลินในเลือดลดลง ผู้ป่วย อายุระหว่าง 38-54 ปี จำนวน 10 คน ที่รับประทานอาหารซึ่งผสมผงเมล็ดลูกซัด ขนาด 25 ก. โดยแบ่งเป็นขนาดเท่าๆกัน รับประทานวันละ 2 มื้อ คือ กลางวันและเย็น นาน 15 วัน พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลง โดยลูกซัดมีผลลดระดับน้ำตาลในพลาสมา เพิ่มการใช้กลูโคส และเพิ่ม insulin receptor บนเม็ดเลือดแดง ทำให้เพิ่มความต้านทานต่อกลูโคส และเมื่อให้ผู้ป่วย จำนวน 60 คน รับประทานอาหารที่ผสมผงเมล็ดลูกซัดในขนาดเดียวกันนี้ นาน 24 สัปดาห์ พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินในผู้ป่วยลดลงเช่นกัน

            การศึกษาในอาสาสมัครสุขภาพดีที่รับประทานแคปซูลผงใบลูกซัด ขนาด 2.5 ก. วันละ 2 ครั้ง นาน 3 เดือน พบว่าไม่มีผลลดน้ำตาลในเลือด เมื่อให้คนปกติ จำนวน 6 คน รับประทานตำรับอาหารที่ผสมผงเมล็ดลูกซัดดิบ เมล็ดต้น และเมล็ดกำลังงอก ปริมาณ 12.5 ก. วันละครั้งเป็นอาหารเช้า หรือให้รับประทานตำรับยาซึ่งประกอบด้วยลูกซัด และ guar gum พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลง เมล็ด ขนาด 25 ก. ยางที่สกัดจากเมล็ด (gum) ขนาด 5 ก. และใบ ขนาด 150 ก. มีผลลดน้ำตาลในเลือดของคนปกติได้ เมื่อให้อาสาสมัครชายสุขภาพดี อายุ 20-30 ปี จำนวน 20 คน รับประทานสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 40 มก./กก.พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลง 13.4 หลังจากได้รับสารสกัด 4 ซม. โดยมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น รู้สึกหิวปัสสาวะบ่อย และเวียนศีรษะ

            นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยจำนวนหนึ่งทำการทดลองโดยให้สตรี ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรดื่มชาที่มีส่วนผสมของลูกซัด ผลลัพธ์ที่ได้ คือ มีสัญญาณบ่งชี้ถึงปริมาณน้ำนมที่เพิ่มขึ้นของคุณแม่ในกลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้บริโภคชาที่มีส่วนผสมของลูกซัด จึงอาจกล่าวได้ว่า อาหารเพิ่มน้ำนมที่มีส่วนผสมของลูกซัดอาจช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำนม และมีส่วนช่วยเพิ่มน้ำหนักตัวเด็กในระยะหลังคลอดได้ด้วย  อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่ชัดเจนทางการแพทย์เกี่ยวกับลูกซัดที่สัมพันธ์กับการเพิ่มปริมาณน้ำนมในสตรีที่ให้นมบุตรยังคงมีจำกัด และนักวิจัยยังระบุว่าควรมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

การศึกษาทางพิษวิทยา

            การทดสอบความเป็นพิษ ยาต้มจากใบ สารสกัดน้ำจากใบ หรือสารสกัดเอทานอล:น้ำ จากเมล็ดเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องหนูแรท และหนูเม้าส์ มีค่า LD50  เท่ากับ 4 ก./กก. 1.9 ก./กก. และ 1ก/กก. ตามลำดับ เมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารกสัดน้ำจากใบ พบว่ามีค่า LD50 เท่ากับ 10 ก./กก. สารสกัดปิโตรเลียมอีเทอร์จากเมล็ด เมื่อทดสอบในกระต่ายและหนูแรทมีค่า LD50 มากกว่า 2 และ 5ก./กก. ตามลำดับ

            การรับประทานเมล็ดลูกซัด ขนาด 25 ก./วัน ไม่ทำให้เกิดพิษ การศึกษาความเป็นพิษ ในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 60 คน โดยให้รับประทานอาหารที่เสริมผงเมล็ดลูกซัด 25 ก. นาน 24 สัปดาห์ พบว่าไม่เป็นพิษต่อตับและไต และไม่พบความผิดปกติของค่าทางโลหิตวิทยา แต่มีระดับยูเรียในเลือดลดลงหลังจากรับประทาน 12 สัปดาห์

            พิษต่อเซลล์ สารสกัดน้ำจากเมล็ด ความเข้มข้น 0.3 มก./มล. เป็นพิษต่อเซลล์ตับของหนูแรท โดยทำให้เกิดความผิดปกติของไครโมโซม

            พิษต่อตัวอ่อน ไม่พบความเป็นพิษต่อตัวอ่อน เมื่อป้องผงเมล็ดแห้ง ขนาด 175 มก./กก. ให้แก่หนูแรทที่ตั้งท้อง เมล็ด ขนาด 2 ก./ตัว ไม่มีผลทำให้หนูแรทแท้ง

            มีรายงานผู้ป่วยที่การเกิดอาการแพ้จากการสูดดมผงเมล็ดลูกซัด โดยทำให้น้ำมูกไหลมาก หอบและหมดสติ และผู้ป่วยที่เกิดอาการแพ้จากการรับประทานเครื่องแกง ที่มีลูกซัดเป็นส่วนผสม โดยมีอาการหลอดลมบีบเกร็ง หอบ และท้องเสีย แะจะเสริมให้แพ้มากในผู้ป่วยที่แพ้ถั่วลิสงด้วย ในผู้ป่วยที่เป็นหอบหืดเรื้อรังซึ่งใช้ผลเมล็ดลูกซัดสำหรับแก้รังแค พบว่าทำให้หนังศีรษะหมดความรู้สึก หน้าบวม และหอบ

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. ไม่แนะนำให้คนที่แพ้อาหารประเภทถั่วทานลูกซัด เพราะถั่วลูกซัดเป็นพืชตระกูลถั่ว ถึงแม้จะจัดเป็นเครื่องเทศก็ตาม
  2. หญิงมีครรภ์ไม่ควรทานถั่วลูกซัด เพราะถั่วลูกซัดอาจเข้าไปกระตุ้นการหดตัวของมดลูกได้
  3. ควรระวังการใช้ลูกซัดร่วมกับยารักษาเบาหวาน เช่น ยาในกลุ่ม sulfonylureas ได้แก่ chlorpropamide, glibencamide, glipizide, gliclazide, gliquidone และ glimepiride เพราะลูกซัดอาจไปเสริมฤทธิ์ของยา
  4. อาจมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงมากเกินไป ดังนั้นหากผู้ป่วยเบาหวานจะรับประทานลูกซัด ควรปรึกษาแพทย์และอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด
  5. ควรระมัดระวังในการใช้ร่วมกับยาละลายลิ่มเลือด เช่น warfarin หรือสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านการรวมตัวของเกร็ดเลือด เช่น กระเทียม หรือแปะก๊วย เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเลือดได้
  6. ลูกซัดอาจส่งผลทำให้เกิดผลข้างเคียงอื่น ๆ ได้ เช่น ท้องเสีย ท้องไส้ปั่นป่วน เรอ มีแก๊สในช่องท้อง หรือปัสสาวะมีกลิ่นคล้ายเมเปิลไซรัป
  7. ถึงแม้ว่ายังไม่มีรายงานการใช้ในสตรีมีครรภ์และให้นมบุตร แต่สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร แต่สตรีมีครรภ์ควรระมัดระวังในการใช้ เนื่องจากลูกซัดมีผลลดน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ยังมีรายงานวิจัยว่า สารสกัดน้ำ 95% เอทานอล และเมทานอลจากเมล็ด มีฤทธิ์กระตุ้นมดลูกของหนูที่กำลังตั้งท้อง ดังนั้น อาจมีผลทำให้เกิดแท้งลูกได้ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้รวมถึงไม่ควรใช้ในปริมาณมาก และต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. ธิดารัตน์ จันทร์ดอน.ลูกซัด...เครื่องเทศมีประโยชน์.จุลสารข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.ปีที่35.ฉบับที่1 ตุลาคม.2560
  2. Chan HT, So LT, Li SW, Siu CW, Lau CP, Tse HF. Effect of herbal consumption on time in therapeutic range of warfarin therapy in patients with atrial fibrillation. J Cardiovasc Pharmacol. 2011;58(1):87-90.
  3. นันทวัน  บุณยะประภัศร อรนุช โชคชัยเจริญพร.บรรณาธิการ.สมุนไพรไม้พื้นบ้าน เล่ม 4 กรุงเทพฯ:บริษัท ประชาชน จำกัด,2543:740 หน้า
  4. นิจศิริ เรืองรังสี เครื่องเทศ.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.2542:206 หน้า.
  5. อรัญญา  ศรีบุศราคัม.ลูกซัด...แก้เบาหวาน.จุลสารข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.ปีที่ 27.ฉบับที่1 ตุลาคม.2552.หน้า4-11
  6. El Bairi K, Ouzir M, Agnieszka N, Khalki L. Anticancer potential of Trigonella foenum graecum: cellular and molecular targets. Biomed Pharmacother 2017;90:479-91.
  7. ลูกซัด..ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.thaicrudedrag.com/main.php?action=viewpage&pid=122
  8. Ethan M. Natural standard herb and supplement reference: evidence-based clinical reviews. New York: Elsevier Mosby; 2005.
  9. Lu FR, Shen L, Qin Y, Gao L, Li H, Dai Y. Clinical observation on Trigonella foenum-graecum L. total saponins in combination with sulfonylureas in the treatment of type 2 diabetes mellitus. Chin J Integr Med. 2008;14(1):56-60.
  10. Nagulapalli VKC, Swaroop A, Bagchi D, Bishayee A. A small plant with big benefits: fenugreek (Trigonella foenum-graecum Linn.) for disease prevention and health promotion. Mol Nutr Food Res. 2017;61(6):1-26.
  11. Izzo AA, Di Carlo G, Borrelli F, Ernst E. Cardiovascular pharmacotherapy and herbal medicines: the risk of drug interaction. Int J Cardiol. 2005;98(1):1-14.
  12. Lambert JP, Cormier J. Potential interaction between warfarin and boldo-fenugreek. Pharmacotherapy. 2001;21(4):509-12.