เห็ดฟาง ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆและข้อมูลงานวิจัย

เห็ดฟาง

ชื่อสมุนไพร  เห็ดฟาง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  เห็ดฟาง (ภาคเหนือ) , เห็ดบัว (ภาคกลาง) ,เห็ดเฟียง (ภาคอีสาน) , เขาดู (จีน) ,ฟุดูโรตาเกะ (ญี่ปุ่น) , คาบูติ (ฟิลิปปินส์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  VolvariellaVolvacea(Bull. Ex.Fr.) Sing
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Volvaria volvacea ,Agaricus volvaceus, Vaginata virgate ,Amanita virgate.
ชื่อสามัญ  Straw Mushroom ,  paddy mushroom , Chinese mushroom
วงศ์  Amanitaceae - Pluteaceae

 

ถิ่นกำเนิดเห็ดฟาง

เชื่อกันว่าถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของเห็ดฟางอยู่ในประเทศจีน ตามบันทึกในหนังสือของ Shu ting chang ระบุว่า ในสมัยราชวงศ์เชามีการนำเห็ดฟางมาปรุงเป็นอาหารและปรุงเป็นยา ต่อจากนั้นจึงเริ่มมีการเพาะเห็ดฟางในประเทศจีน โดยเริ่มจากมลฑลกวางตุ้งแล้วขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ปัจจุบันมีการเพาะเห็นฟางกันมากในแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย สำหรับในประเทศไทย เริ่มมีการทดลองเพาะพันธุ์เห็ดฟางครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2480 จากนั้นจึงมาการส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะในปี 2481 จนมาถึงปัจจุบัน โดยแหล่งที่ทำการเพาะเห็ดฟางที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นครนายก อ่างทอง ขอนแก่น หนองคาย ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี กาฬสินธุ์ นครราชสีมา เชียงราย ลำพูน เป็นต้น

 


ประโยชน์/สรรพคุณเห็ดฟาง

 

เห็ดฟาง เป็นเห็ดที่คนไทยนิยมนำมาบริโภคมากที่สุด สำหรับการบริโภคเห็ดฟางนั้นนิยมบริโภคในรูปเห็ดฟางสด เพราะสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายประเภท เช่น แกง ต้ม ผัด หรือใส่ในยำต่างๆ นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการนำเห็ดฟางมาแปรรูปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกมากมาย ได้แก่ เห็ดฟางตากแห้ง เห็ดฟางอบแห้ง น้ำปลาเห็ดฟาง ซอสเห็ดฟาง น้ำเห็ดฟางเพื่อสุขภาพ ข้าวเกรียบเห็ดฟาง เป็นต้น

 

     ส่วนสรรพคุณทางยาของเห็ดฟางนั้นตำรายาแผนโบราณจัดให้เห็ดฟางเป็นสุมนไพรมีรสหวานเย็น ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง บำรุงโลหิต ช่วยย่อยอาหาร บำรุงตับ แก้ร้อนใน แก้ช้ำใน และในปัจจุบันยังมีผลการศึกษาวิจัยพบว่าสารออกฤทธิ์ต่างๆ ในเห็ดฟางยังช่วยให้มีสรรพคุณ ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็ง เป็นการยังยั้งและชะลอการเกิดขึ้นของเซลล์มะเร็งด้วย  ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดการติดเชื้อต่างๆ  ช่วยบำรุงตับให้แข็งแรง ช่วยลดหรือบรรเทาอาการช้ำใน หรือปวดบวมในร่างกาย ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยลดไขมันในเลือด ช่วยป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และป้องกันโรคเหงือก และเลือดออกตามไรฟัน

 


ลักษณะทั่วไปเห็ดฟาง

เห็ดฟางมีประกอบที่สำคัญ ได้แก่ หมวกดอก (ดอกเห็ด) ครีบดอก ก้านดอก และปลอกหุ้ม หมวกดอกหรือดอกเห็ด มีลักษณะคล้ายร่ม ผิวเรียบสีขาวนวลหรือสีเทาปนดำ กลางดอกเว้าเป็นแอ่ง ซึ่งตรงแอ่งนี้จะมีสีเข้ม และจางลงบริเวณขอบดอก ขนาดดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 – 14 ซม. และขอบดอกจะคุ้มลง ซึ่งเนื้อเห็ดสามารถเปลี่ยนสีได้เมื่อช้ำ หรือถูกอากาศหลังการหั่นกระแทก ครีบดอก คือ ส่วนที่เป็นแผ่นบางๆ เล็กๆ ได้หมวกเห็ด เรียงกันเป็นแนวขวางจากก้านดอกไปที่ปลายดอก ประมาณ 280-380 ครีม โดยมีระยะห่างประมาณ 1 มม. ครีบดอกเปลี่ยนจากขาวเป็นสีชมพูอ่อนและเป็นสีน้าตาลเข้มเมื่อถึงระยะสืบพันธุ์ เนื่องจากมีการสร้างสปอร์แล้ว ส่วนสปอร์เป็นสปอร์ใสไม่มีสี รูปไข่ กว้างประมาณ 5-6ไมครอน ยาวประมาณ 7-9ไมครอน ก้านดอก คือส่วนที่ทำหน้าที่ชูดอกเห็ด และยังทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหารไปให้แก่ดอกเห็ด โดยจะเชื่อมอยู่ระหว่างฐานดอก และกึ่งกลางดอก ก้านดอกมีลักษณะเป็นแท่งกลม มีสีขาว มีขนาด 0.5-1.5 x 3-8 เซนติเมตร ซึ่งก้านดอกจะประกอบด้วยเส้นใยที่เรียงตัวกันแน่นจนเห็นเป็นลักษณะแท่ง ปลอกหุ้มเป็นส่วนนอกสุดของเห็ด ทำหน้าที่หุ้มป้องกันอันตรายให้แก่ดอกเห็ด โดยจะห่อหุ้มดอกเห็ดในระยะที่เห็ดยังเล็กอยู่ และจะปริออกเมื่อดอกเห็ดเติบโตในระยะยืดตัว และสุดท้ายจะหุ้มอยู่บริเวณโคนก้านดอกเห็ด เรียกว่า วอลว่า (Volva)

การขยายพันธุ์เห็ดฟาง

เห็ดฟางสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเชื้อ ซึ่งวิธีการเพาะเชื้อนั้น มีอยู่ 4  วิธี คือ กระเพาะแบบกดสูง การเพาะแบบกองเตี้ย การเพาะแบบโรงเรือน กระเพาะบนวัสดุประยุกต์ แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในเกษตรกรที่ต้องการเพาะเพื่อบริโภคในครัวเรือนหรือจำหน่ายในท้องถิ่น คือ วิธีการเพาะแบบกองเตี้ย โดยมีวิธีการดังนี้

นำฟางข้าวมาแช่น้ำนาน 1 วันแล้ว นำมาวางเป็นกองในแนวเดียวกันตามทางยาว เพียงชั้นเดียว พร้อมกับรดน้ำให้ชุ่ม ใช้มือกดหรือขึ้นเหยียบให้มีความสูงประมาณ 10-15 ซม. กว้างประมาณ 1 เมตร ส่วนตามยาวให้คำนวณตามความเหมาะสมจากนั้น นำอาหารเสริมมาโรยทับให้ทั่ว พร้อมโรยด้วยเชื้อเห็ดฟางที่คลุกกับแป้งสาลีแล้ว  นำฟางมามาโรยทับบางๆ ให้มีความหนา 1-2 ซม. และรดน้ำพอชุ่ม จากนั้น ทำการปักหลักยึดโครง พร้อมนำผ้าพลาสติกคลุมให้ทั่วกอง และปล่อยให้มีรูระบายอากาศเล็กน้อย

โดยในช่วงหลังการเพาะ 3-4 วัน แรก ไม่ต้องรดน้ำหลังจากนั้น 3-5 วัน จะเห็นเป็นเส้นใยสีขาวหรือเกิดตุ่มเห็ดจำนวนมาก จากนั้นให้ตรวจเช็คความชื้น ด้วยการบีบฟางข้าวดู หากฟางข้าวมีน้ำไหลออกแสดงว่าความชื้นยังเพียงพอ แต่หากบีบฟางแล้วรู้สึกแห้งกรอบ ไม่มีน้ำออกมาต้องรดน้ำให้ชุ่ม พอในระยะประมาณวันที่ 7-9 ดอกเห็ดจะเติบโตพร้อมสามารถเก็บผลผลิตได้ ทั้งนี้ในช่วงนี้ห้ามรดน้ำเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ดอกเห็ดเน่า

องค์ประกอบทางเคมีเห็ดฟาง

มีการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของเห็ดฟางพบว่าเห็ดฟางประกอบไปด้วย Polysaccharide , β-glucan  และยังพบสาร cardiotoxic ที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันเซลล์มะเร็ง
สาร vovatoxin ที่มีฤทธิ์ต้านไวรัสและยังพบสาร Folic acid ที่ช่วยรักษาโรคโลหิตจางได้

            นอกจากนี้ในเห็ดฟางยังมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

           

คุณค่าทางโภชนาการ ของเห็ดฟางสด (100 กรัม)

                                    พลังงาน                        35                   แคลลอรี่

                                    โปรตีน                           3.2                   กรัม

                                    ไขมัน                            0.2                   กรัม

                                    คาร์โบไฮเดรต                 5                     กรัม

                                    แคลเซียม                      8                     มิลลิกรัม

                                    ฟอสฟอรัส                     18                    มิลลิกรัม

                                    เหล็ก                             1.1                   มิลลิกรัม

                                    วิตามิน บี 3                   3                     มิลลิกรัม

                                    วิตามิน ซี                       7                     มิลลิกรัม

 

                                                                         

 

ที่มา : Wikipedia

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

สำหรับการนำเห็ดฟางมาใช้นั้น จะเป็นการนำมาใช้ประกอบอาหารสำหรับรับประทาน เพื่อให้ได้สารอาหาร และสรรพคุณทางยาเสียมากกว่า การที่จะนำมาใช้เป็นสมุนไพรในรูปแบบการใช้อื่นๆ แต่ทั้งนี้ในปัจจุบัน ได้มีการนำเห็ดฟางมาทำเป็นน้ำเห็ดฟางเพื่อสุขภาพหรือนำมาสกัดเอาสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ไปใช้ในทางการแพทย์อื่นๆ อีกด้วย

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ในต่างประเทศมีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของเห็ดฟางพบว่ามีฤทธิ์ป้องกันการเจริญเติบโตของไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ ฤทธิ์ป้องกันและยับยั้งเซลล์มะเร็ง มีฤทธิ์ลดปัญหาไขมันในเส้นเลือด ฤทธิ์ลดความดันโลหิต ลดโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา

ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. ไม่ควรรับประทานเห็ดฟางแบบสดๆ เนื่องจากสารที่คอยยับยั้งการดูดซึมอาการ ทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ ดังนั้นจึงควรทำให้สุกก่อนรับประทาน
  2. ในการเลือกเห็ดฟาง ควรเลือดให้ดีเพราะเห็ดฟางมีลักษณะคล้ายกับ เห็ดระโงกหิน ซึ่งเป็นเห็ดพิษ โดยสามารถจำแนกได้ด้วยสีสปอร์ (สปอร์ของเห็ดฟางเป็นสีชมพูอ่อน แต่สปอร์ของเห็ดระโงกหินเป็นสีขาว)

 

เอกสารอ้างอิง

  1. สำนักพิมพ์แสงแดด.(2548).ผัก333ชนิด คุณค่าอาหารและการกิน.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์แสงแดด
  2. ชาญยุทธ ภาณุทัต.2540.เทคนิคการเพาะเห็ดฟาง.กองส่งเสริมพืชสวน กรมส่งเสริมการเกษตร.กรุงเทพฯ175.
  3. นิวัฒน์ ชาธิรัตน์.การเปรียบเทียบการเจริญเติบโตและปริมาณผลผลิตของเห็ดฟางในวัสดุเพาะที่แตกต่างกัน . ปัญหาพิเศษ วิทยาศาสตร์บัณฑิต.สาขาวิชาทรัพยากรเกษตรชีวภาพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร
  4. วัลลภ พรหมทอง.2543.เห็ดเพาะกินได้ เพาะขายรวย.พิมพ์ครั้งที่5.สำนักพิมพ์มติชน,กรุงเทพฯ.
  5. พิมลมาส ฤทธิ์เพ็ญ.พลิกชีวิตด้วยแปดเห็ดมหัศจรรย์.วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์ปีที่4.ฉบับที่4.ตุลาคม 2554-กันยายน 2555 หน้า 43-50
  6. เห็ดฟาง สรรพคุณ และการเพาะเห็ดฟาง.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.puechkaset.com
  7. เห็ดฟาง.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.wikipedia.com