เทียนหยด ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

เทียนหยด

ชื่อสมุนไพร  เทียนหยด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  พวงม่วง , ช่อม่วง , ฟองสมุทร , เทียนไข (ภาคกลาง) , สาวบ่อลด , เครือออน (ภาคเหนือ) , เอี่ยฉิ่ง (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Duranta repens Linn.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์   Duranta erecta Linn.
ชื่อสามัญ  Golden dewdrop, Pigeon berry, Sky flower, Crepping Sky
วงศ์  VERBENACEAE

 


ถิ่นกำเนิดเทียนหยด

เทียนหยดเป็นพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในเขตร้อนของทวีปอเมริกาตั้งมลรัฐแต่ฟลอริดาลงไปถึงบราซิลรวมถึงในหมู่เกาะอินดีสตะวันตกด้วย  สำหรับในประเทศไทยไม่ปรากฏบันทึกว่ามีผู้ใดนำเพียงเข้ามาปลูกเมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าคงเข้ามาเมื่อไม่นานมานี้เอง และในปัจจุบันสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยมากจะใช้ปลูกเป็นไม้ประดับตามสวนสาธารณะหรือตามบ้านเรือนทั่วไป


ประโยชน์/สรรพคุณเทียนหยด

มีการนำเทียนหยดมาใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป เพราะดอกมีสีสันสวยงาน ผลแก้ก็ที่มีสีเหลืองสดเป็นมันดูสดใสสวยงามส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ และสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี

            นอกจากนี้มีการนำเอาผลแก่ของเทียนหยดที่มีสารแอลตาลอยด์ จำพวก NARCOTINE ไปหมักกับน้ำในอัตรา 1 ต่อ 100 ส่วนจะได้สารละลายซึ่งใช้ฆ่าลูกน้ำยุงในบ่อหรือที่น้ำขังได้ ส่วนสรรพคุณทางยาของเทียนหยดนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ใบสดมีรสชุ่ม มีกลิ่นฉุน ใช้ตำพอกเป็นยาห้ามเลือด ใช้เป็นยาแก้ฝีฝักบัว แก้หนอง แก้อักเสบ แก้บวม รักษาปลายเท้าเป็นห้อเลือด บวมอักเสบ และเป็นหนอง เมล็ดแห้งใช้เป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย 

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้เทียนหยด

แก้ไข้มาลาเรียและใช้เร่งการคลอด ใช้เมล็ดแห้งประมาณ 10-20 เมล็ด บดให้เป็นผงรับประทานก่อนที่จะมีอาการไข้ขึ้นประมาณ 2 ชั่วโมง

รักษาปลายเท้าเป็นห้อเลือด แก้ฝีฝักบัว แก้หนอง แก้อักเสบ แก้บวม ใช้ใบสด พอประมาณตำผสมกับน้ำตาลทรายแดง 15 กรัม แล้วปั้นเป็นก้อน ลนด้วยไฟอุ่นๆ ใช้พอกบริเวณที่เป็น

รักษาอาการปวดหน้าอก จากการหกล้มหรือถูกกระแทก โดยใช้เมล็ดประมาณ 15 กรัม นำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้ากิน วันละ 1-2 เป๊ก

ใช้เป็นยาห้ามเลือด โดยใช้ใบสดพอประมาณตำให้ละเอียดพอกบริเวณที่เป็นแผล

ลักษณะทั่วไปเทียนหยด

เทียนหยดจัดเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม มีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ ดอก สีม่วง และสายพันธุ์ดอกสีขาว ชนาดของต้น สูง 1-3 เมตร ลำต้นมักจะแตกกิ่งก้านสาขามากตามกิ่งมีหนามเล็กน้อย ใบดอกเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับตรงข้าม ใบเป็นรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบเรียวยาวไปจนถึงก้านใบ ใบกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตรและยาว 5-6 เซนติเมตร ขอบใบเป็นจักเป็นฟันเลื่อยเล็กน้อยก้านใบสั้น ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ โดยจะห้อยลงยาวประมาณ 4-10 ซม. ในแต่ละช่อจะประกอบด้วยดอกขนาดเล็กจำนวนมาก โดยมีดอกย่อยจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน หรือสีขาวโดยดอกจะค่อยๆ ทยอยบานครั้งละ 4-5ดอก ผล ติดผลเป็นพวงดกห้อยลงมาเป็นช่อเช่นเดียวกับดอกและจะมีผลขนาดเล็กจำนวนมาก ลักษณะกลมป้อม ผลอ่อนเปลือกผลสีเขียวเมื่อแก่ผิวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเป็นมันสดใส คล้ายกับขี้เทียนหยด



การขยายพันธุ์เทียนหยด

เทียนหยดสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดและปลูกนั้นก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ด และปลูกพืชประเภทไม้พุ่มและไม้ยืนต้นชนิดต่างๆ ในบทความก่อนหนักนี้ ทั้งนี้เทียนหยดยังเป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่ต้องแสงแดดแบบเต็มวัน แต่ก็ต้องการความชื้นและอินทรียวัตถุในดินสูง โดยทั่วไปควรรดน้ำ 2 - 3 วัน/ครั้ง และยังเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยหรือดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำได้ดี 

นอกจากนี้ควรตัดแต่งทรงพุ่มภายหลังการออกดอกเพราะจะทำให้การออกดอกในงวดต่อไปรวดเร็วและก็ยังส่งผลให้ได้ทรงพุ่มตามที่เราต้องการอีกด้วย

องค์ประกอบทางเคมีเทียนหยด

จากการศึกษาวิจัยพบว่า ผลเทียนหยดมีสารจำพวกอัลคาลอยด์ ได้แก่ pyridine derivative , sterols ,fructose,glucose ใบเทียนหยดมีสารscutellarein ,pectolinarigenin, และยังมี durantoside I tethraacetate, durantoside I pentaacetate, durantoside IV tethraacetate, durantoside II tethraacetate, นอกจากนี้ยังมี chlorophyll,  β-carotene, xanthophyll, แครอทีน ฯลฯ

นอกจากนี้ยังพบสารที่เป็นพิษในผลของเทียนหยด ได้แก่ สารกลุ่มซาโปนินที่เป็นพิษ เช่น duratoside IV, duratoside V และในใบยังพบกรดไฮโดรไซยานิค (hydrocyanic acid, HCN) หรือไซยาไนด์ อีกด้วย

รูปภาพองค์ประกอบทางเคมีของเทียนหยด

 

ที่มา : Wikipedia

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

จากการศึกษาวิจัยทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศพบว่า เทียนหยดได้ถูกจัดเป็นพืชที่มีพิษที่ต้องระมัดระวังในการใช้เป็นอย่างมาก เพราะในผลของเทียนหยดมีสารที่เป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ และอาจทำให้เกิดพิษที่รุนแรงจนเสียชีวิตได้

การศึกษาทางพิษวิทยา

จากการศึกษาวิจัยพบว่าในส่วนที่เป็นพิษของเทียนหยด คือ ใบและผลโดยในใบเทียนหยดพบกรดไฮโดรไซยานิค (hydrocyanic acid) หรือไซยาไนด์ ผลเทียนหยดพบสารในกลุ่มซาโปนินที่เป็นพิษ เช่น duratoside IV, duratoside V หากรับประทานเข้าไปแล้วเคี้ยว อาจทำให้เสียชีวิตได้ (แต่หากไม่เคี้ยว ก็จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด) ซึ่งหากรับประทานใบในปริมาณมาก จะทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจน ทำให้มีอาการตัวเขียว เสียชีวิต ถ้าได้รับประทานในปริมาณน้อยก็อาจมีอาการอาเจียน และท้องเสีย

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

ในการใช้เทียนหยดเป็นสมุนไพรนั้นควรมีการระมัดระวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นพืชที่มีพิษโดยเฉพาะส่วนที่จะนำมาเป็นสมุนไพร โดยก่อนที่จะใช้สมุนไพรชนิดนี้ควรปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอและไม่ควรนำมาใช้เอง เพราะอาจได้รับพิษและก่อให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพร่างกายได้ นอกจากนี้ตามตำรายาไทย ยังได้ห้ามใช้สมุนไพรชนิดนี้ในสตรีมีครรภ์อย่างเด็ดขาดอีกด้วย

 

 

เอกสารอ้างอิง

  1. เดชา  ศิริภัทร.เทียนหยด.ไม้ประดับที่ผลงดงามกว่าดอก.คอลัมน์ต้นไม้ใบหญ้า.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 332. ธันวาคม.2549
  2. ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.  “ฟองสมุทร”.  หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  หน้า 579-580.
  3. ราชันย์ ภู่มา และ สมราน สุดดี. (บรรณาธิการ). (2557). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันท์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557. กรุงเทพฯ: สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืชกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. https://medthai.com/เทียนหยด/
  4. รศ.ดร.นพมาศ  สุนทรเจริญนนท์.ไม้ประดับมีพิษ...คิดสักนิดก่อนจะปลูก.ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  5. นพมาศ สุนทรเจริญนนท์. พืชพิษ (Poisonous Plants). ใน รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล และคณะ (บรรณาธิการ). สมุนไพร: ยาไทยที่ควรรู้. กรุงเทพมหานคร: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ๊งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), 2542.
  6. วีณา จิรัจฉริยากูล (บรรณาธิการ). จุลสารข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 2541;15(2):16-7.
  7. Kuo YH, Chen ZS, Len YL. Chemical components of the leaves Duranta repens Linn. Chem Pharm Bull 1996;44(2):429-36.
  8. Uamporn Veesommai and Thaya Janjittikul.  Plant Materials in Thailand in 2001.  640 p.
  9. Council of Scientific & Industrial Research. The Wealth of India: A Dictionary of Indian Raw Materials and Industrial Products. Vol III: D-E. Calcutta: United Press, 1952.