ยี่เข่ง ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย
ยี่เข่ง งานวิจัยและสรรพคุณ 14 ข้อ
ชื่อสมุนไพร ยี่เข่ง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น คำฮ่อ (ภาคเหนือ), จีหมุ่ยอวย (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Lagerstoremia indica Linn.
ชื่อสามัญ Chinese crape myrtle, Crape myrtle, Crape flower, Indian lilac
วงศ์ LYTHRACEAE
ถิ่นกำเนิดยี่เข่ง
ยี่เข่ง จัดเป็นพืชในวงศ์ตะแบก (LYTHRACEAE) ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเขตอบอุ่นของทวีปเอเชียตะวันออก บริเวณภาคตะวันออกของจีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น ต่อมาจึงได้มีการกระจายพันธุ์ยี่เข่ง ไปยังเขตร้อนต่างๆ ของทวีปเอเชีย รวมถึงเขตอบอุ่นทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยสามารถพบยี่เข่งได้ทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสาน แต่จะพบได้มากทางภาคเหนือ
ประโยชน์และสรรพคุณยี่เข่ง
- ใช้เป็นยาลดไข้
- ช่วยกระตุ้นกระเพาะอาหาร
- ใช้ห้ามเลือด ล้างแผล รักษาแผลสด
- ใช้ล้างฝีหนอง แผลฝีหนอง
- ใช้เป็นยาระบาย
- แก้บิด
- แก้ผดผื่นคัน
- แก้หวัด
- แก้หนองใน
- แก้อาการตกเลือดหลังคลอดบุตร
- รักษากลากเกลื้อน บริเวณหนังศีรษะ
- รักษาแผลหนองที่หนังศีรษะ
- แก้ปวดฟัน
- ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนสะดวก
ยี่เข่งถูกนำมาใช้ปลูกเป็นไม้ประดับตามสวนสาธารณะ หรือ อาคารสถานที่ต่างๆ รวมถึงถูกนำมาปลูกเป็นแนวตามริมทางหลวง เนื่องจากดอกยี่เข่ง มีสีสันที่สวยหลากหลายสี ลักษณะดอกมีกลีบย่นแลดูสวยงาม อีกทั้งยังเป็นพันธุ์ไม้ที่ทนแล้ง ไม่ต้องการดูแลเอาใจใส่มากและสามารถเจริญเติบโตได้เองในสภาพอากาศที่แห้งแล้ง

รูปแบบและขนาดวิธีใช้
- ใช้ทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก แก้บิด โดยนำรากยี่เข่ง มาต้มกับน้ำดื่ม
- ใช้แก้บิด ใช้ใบยี่เข่งนำมาต้มกับน้ำดื่ม
- ใช้ลดไข้ กระตุ้นกระเพาะอาหาร ใช้เป็นยาฝาดสมาน โดยนำเปลือกยี่เข่ง ต้นมาต้มน้ำดื่ม
- ใช้แก้อาการตกเลือดหลังคลอดบุตร โดยใช้ดอกยี่เข่งสดต้มกับน้ำดื่มและกินทั้งกาก
- ใช้แก้อาการปวดฟัน โดยใช้รากยี่เข่งผสมกับเนื้อหมูต้มกับน้ำดื่ม
- ใช้แก้ผดผื่นคัน โดยใช้ใบยี่เข่งสดมาต้มกับน้ำแล้วใช้ชะล้าง หรือ จะนำมาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็นก็ได้
- ใช้รักษาบาดแผลสด ด้วยการใช้ใบยี่เข่งหากแห้งแล้วนำมาบดเป็นผง นำมาโรยบริเวณบาดแผล
- ใช้แก้โรคหนองใน ด้วยการใช้ดอกยี่เข่งแห้ง 3-10 กรัม หรือ จะใช้ดอกยี่เข่ง สด 15-30 กรัมต้มกับน้ำใช้ชะล้าง
- รักษากลากเกลื้อน แผลหนองที่หนังศีรษะ โดยใช้ดอกยี่เข่ง หรือ รากยี่เข่งแห้ง 3-10 กรัม หรือ ใช้ดอกยี่เข่งสด หรือ รากสดยี่เข่งประมาณ 15-30 กรัม นำมาบดผสมกับน้ำส้มสายชูแล้วทาบริเวณที่เป็น
ลักษณะทั่วไปของยี่เข่ง
ยี่เข่ง จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก หรือ ไม้พุ่มขนาดใหญ่ผลัดใบทรงพุ่มกว้าง 2-4 เมตร มีความสูงของต้น 3-7 เมตร เปลือกลำต้นเรียบมีสีน้ำตาลเป็นมันและมักแตกเป็นสะเก็ดขาวลอกเป็นแผ่น ส่วนกิ่งก้านมักเป็นเหลี่ยมและมีขนขึ้นปกคลุมประปราย
ใบยี่เข่ง เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับตรงข้าม หรือ อาจเยื้องกันเล็กน้อย ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ ถึงรูปไข่กลับแกมขนาน มีความกว้างของใบ 3-4 เซนติเมตร ยาว 6-8 เซนติเมตร โคนใบมนปลายใบแหลม ขอบใบค่อนข้างบางมีสีเขียวบริเวณผิวใบจะมีขนสากมือเล็กน้อยตามเส้นกลางใบก้านใบยาว 0.1-0.3 เซนติเมตร
ดอกยี่เข่ง ออกเป็นช่อแบบแยกแขนง บริเวณปลายกิ่ง โดยช่อดอกจะมีความยาวได้ถึง 20 เซนติเมตร และมีดอกย่อยจำนวนมาก สำหรับดอกย่อย ส่วนบนจะบานแผ่ออกเป็นกลีบกลม 6 กลีบ ของกลีบดอกหยิกๆ มีรอยย่นยับและมีเกสรดอกปลายเป็นตุ่มมีเหลืองสด อีกทั้งในส่วนล่างของดอกจะเป็นเส้นกลมเล็ก เมื่อดอกยี่เข่ง บานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างประมาณ 1.5 นิ้ว ส่วนสีของดอกมีหลายสี เช่น สีขาว สีม่วง สีชมพู สีบานเย็น และสีแดง
ผลยี่เข่ง เป็นรูปรีรูปเกือบกลม หรือ รูปไข่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7-1.4 เซนติเมตร เปลือกผลแข็ง เมื่อผลแห้งแล้วจะแตก ออกเป็น 5 ซีก ด้านในผลมีเมล็ดขนาดเล็ก จำนวนมาก


การขยายพันธุ์ยี่เข่ง
ยี่เข่งสามารถขยายพันธุ์ได้โลก การใช้เมล็ด การปักชำและการตอนกิ่ง แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การตอนกิ่ง สำหรับวิธีการตอนกิ่งและการปลูกยี่เข่ง นั้นสามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการตอนกิ่ง และการปลูก “เสลา” หรือ “ตะแบก” ซึ่งเป็นพืชในวงศ์เดียวกัน (LYTHRACEAE) และได้กล่าวถึงมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้
องค์ประกอบทางเคมี
มีรายงานผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดจากส่วนของเปลือก ต้น ใบ และดอกของยี่เข็ง ระบุว่าพบสารออกฤทธิ์ที่สำคัญหลายชนิดอาทิเช่น
- สารกลุ่มสเตอรอล (Sterols) เช่น γ-sitosterol, (Z)-9-Octadecenamide (oleamide), Phytol, α-Tocopherol (Vitamin E), Squalene, n-Hexadecanoic acid (palmitic acid), Linolenic acid, 5-Hydroxymethylfurfural (HMF), Campesterol, 3,7,11,15-Tetramethyl-2-hexadecen-1-ol, 1,2,3-Benzenetriol (pyrogallol), Linoleic acid, Octadecanoic acid (stearic acid), Stigmasterol, Octadecane, Cycloartenol, Lupeol, Hexadecanoic acid
- ไตรเทอร์พีน (triterpenes) เช่น Lageflorin
- สารกลุ่ม ฟีนอลิกส์ (Phenolics) เช่น 3,4,3′-tri-O-methylellagic acid, flosin, reginin
- สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) เช่น Anthocyanin
- สารกลุ่มฟีนอลิก (Phenolic acids) เช่น corosolic acid

การศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของยี่เข่ง
มีรายงานผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของสารสกัด จากส่วนใบ ผล และดอกของยี่เข่ง ระบุว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่างๆ ดังนี้
มีรายงานผลการศึกษาวิจัยฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ในหลอดทดลองของสารสกัดยี่เข่ง จากส่วนดอก ใบ และผลของยี่เข่ง พบว่าสารกลุ่ม phenolics, flavonoids ที่พบในสารสกัดแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ในการทดลองแบบ DPPH และ FRAP ในหลอดทดลองอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้สารสกัดดังกล่าวยังแสดง ฤทธิ์ต้านจุลชีพ (antimicrobial/anticariogenic) โดยแสดงฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียหลายสายพันธุ์ เช่น S.aureus, E.coli และ S.mutans ในการทดสอบ agar diffusion อีกด้วย
ส่วนการศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองมีรายงานการศึกษาวิจัย ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด (hypoglycemic/antidiabetic) ในหนูทดลองพบว่า สารสกัดจากส่วนใบและดอกยี่เข่ง แสดงฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดและเพิ่มการนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์โดยมีรายงานว่า สารชนิดที่เชื่อมโยงกับฤทธิ์นี้ ได้แก่ corosolic acid และ γ-sitosterol
นอกจากนี้สารสกัดดังกล่าวยังมี ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory) โดยแสดงผลลดอาการบวมน้ำและลดอาการปวดได้ รวมถึงยังมีฤทธิ์ปกป้องตับ (anti-fibrotic) โดยพบว่าสารสกัดสามารถช่วยลดความเสียหายของตับและปัจจัยชีวเคมีที่ผิดปกติจากสารชักนำได้
การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของยี่เข่ง
มีรายงานผลการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาด้านความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดน้ำจากใบของยี่เข่ง ระบุว่า มีความปลอดภัยทางปากที่สูง-โดยมีค่า LD₅₀ เกิน 5 g/kg ในสัตว์ทดลอง อย่างไรก็ตามเมื่อให้ในขนาดที่สูงขึ้นก็ทำให้เกิดภาวะเป็นพิษในระดับดีเอ็นเอ หรือ เกิดผลข้างเคียงเมื่อใช้ความเข้มข้นสูง
ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
สำหรับการใช้ยี่เข่ง เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดและปริมาณที่เหมาะสม ที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในขนาดที่มากจนเกินไป หรือ ใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้
เอกสารอ้างอิง ยี่เข่ง
- เต็ม สมิตินันท์ 2523 ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (ชื่อพฤกษศาสตร์ -ชื่อพื้นเมือง) กรมป่าไม้,กรุงเทพฯ, 279 น.
- เอื้อมพร วีสมหมาย และทยา เจนจิตติกุล,2544 พฤกษาพัน, โรงพิมพ์เอช เอ็น กรุ๊ป จำกัด
- ราชันย์ ภู่มา และคณะสารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบับย่อ).พ.ศ.2559, โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรุงเทพฯ. 365 หน้า.
- ลัดดาวัลย์ บุญรัตนกรกิจ และถนอมจิต สุภาจิตา 2521 ชื่อพืชสมุนไพร และประโยชน์ แผนกเภสัช-พฤกษศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ 107 H.
- ยี่เข่ง.คอลัมน์ต้นไม้ประจำฉบับ. นิตยสารเพื่อนแท้เกษตรไทย ปีที่ 7 ฉบับที่ 2.เมษายน-มิถุนายน 2553. 44 หน้า
- Sikarwar, M. S., et al. (2016). Phytochemical constituents and pharmacological activities of Lagerstroemia (review). Journal of Applied Pharmaceutical Science, 6(08), 185-190.
- Alkahtani, S., et al. (2021). Acute and sub-acute oral toxicity of Lagerstroemia speciosa leaves in Sprague-Dawley rats.
- Qin, H., S.A. Graham and M.G. Gilbert. (2007). Lythraceae. In Flora of China Vol. 13: 279.
- Yue, Z., Xu, Y., Cai, M., Fan, X., Pan, H., Zhang, D., & Zhang, Q. (2024). Floral Elegance Meets Medicinal Marvels: Traditional Uses, Phytochemistry, and Pharmacology of the Genus Lagerstroemia L. Plants, 13(21), article 3016.
- Huang, G.-H., Zhan, Q., Li, J.-L., Chen, C., Huang, D.-D., Chen, W.-S., & Sun, L.-N. (2013). Chemical constituents from leaves of Lagerstroemia speciosa L. Biochemical Systematics and Ecology, 51, 109-112.
- de Wilde, W.J.J.O., B.E.E. Duyfjes and P. Phonsena. (2014). Lythraceae. In Flora of Thailand Vol. 11(4): 565-566.
- Sirikhansaeng, P., Tanee, T., Sudmoon, R., & Chaveerach, A. (2017). Major phytochemical as γ-sitosterol disclosing and toxicity testing in Lagerstroemia species. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2017,
