กุยช่าย ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

กุยช่าย

ชื่อสมุนไพร  กุยช่าย
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  ผักไม้กวาด(ภาคกลาง),หอมแป้น(ภาคเหนือ),ผักแป้น(ภาคอีสาน),กูไฉ่(จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Allium tuberosum Rottler ex Spreng.
ชื่อสามัญ  Chinese chives, Garlic chives, Leek , Chinese leek,Oriental garlic.
วงศ์  ALLIOIDEAE

 

ถิ่นกำเนิดกุยช่าย

กุยช่ายเป็นพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในประเทศจีน โดยเชื่อกันว่ากุยช่ายเป็นอาหารที่ชาวจีนรู้จักมากว่า 3 พันปีมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีบันทึกถึงการเพาะปลูกกุยช่ายเพื่อเป็นอาหารในสมัยเซี้ย (2205-1766 ก่อนคริสต์ศักราช) อีกด้วย แล้วต่อมามีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังพื้นที่ใกล้เคียงในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน และแถบภูเขาหิมาลัย รวมถึงในอินเดียด้วย แต่ในปัจจุบันยังสามารถพบเห็นได้ตามเขตร้อนต่างๆ ในเอเชียเช่นกัน ซึ่งกุยช่ายที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดทุกวันนี้ ประกอบด้วย 3 ชนิด คือ กุยช่ายเขียว กุยช่ายขาว และกุยช่ายดอก

ประโยชน์และสรรพคุณกุยช่าย  

กุยช่ายถูกนำมาใช้เป็นอาหารในหลากหลายรูปแบบ มาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เช่น นำมาผัดกับเนื้อสัตว์หรือเครื่องในสัตว์ นำมาผัดกับผัดไทย หรือใช้กินเป็นเครื่องเคียงกับอาหารต่างๆ และยังสามารถนำมาใช้ทำเป็นไส้ของขนมกุยช่ายได้อีกด้วย ส่วนสรรพคุณทางยาของกุยช่ายนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า  มีสรรพคุณคล้ายๆกับกวาวเครือแดงที่ช่วยขับน้ำนม บำรุงกำหนัด เสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ แก้อาการแน่นหน้าอก อาเจียนเป็นเลือด เลือดกำเดาออก บำรุงเลือด บำรุงกระดูก บำรุงไต ปัสสาวะเป็นเลือด บิด ริดสีดวงทวาร แก้นิ่วและหนองใน แก้ปวดบวม ช้ำใน แก้แมลงสัตว์กัดต่อย และยังมีฤทธิ์กระจายห้อเลือดและยังมีฤทธิ์ห้ามเหงื่ออีกด้วย ส่วน
เมล็ดใช้รักษาระดูขาว แก้ปัสสาวะมากผิดปกติ ใช้ขับพยาธิ เป็นต้น  นอกจากนี้ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังได้มีการศึกษาวิจัยพบว่า กุยช่ายยังมีสารออกฤทธิ์ที่ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่างๆ ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อและลดการอักเสบ ฯลฯ

ลักษณะทั่วไปกุยช่าย

กุยช่ายจัดเป็นไม้ล้มลุก สูง 30-45 เซนติเมตร มีลำต้นที่เป็นหัวหรือเหง้าเล็กอยู่ใต้ดินและแตกเป็นกอ ใบเป็นใบเดี่ยวแบน แบบเรียงสลับ รูปขอบขนาน ยาว 30-40 ซม. โดยใบจะเป็นสีเขียวส่วนโคนเป็นกาบบางซ้อนสลับกัน  ดอกออกเป็นช่อแบบซี่ร่ม โดยจะอยู่บนก้านดอกส่วนก้านช่อดอกกลมตันสีเขียว ยาว 40-45 ซม. สำหรับดอกมีสีขาว กลิ่นหอม กลีบดอกมี 6 กลีบ  ยาวประมาณ 5 มม. โคนติดกัน ปลายแยก กลางกลีบดอกด้านนอกมีสันหรือเส้นสีเขียวอ่อนจากโคนกลีบไปหาปลาย มีใบประดับหุ้มช่อดอก เมื่อดอกบานจะกว้างประมาณ 1 ซม. มีเกสรเพศผู้ 6 อัน เกสรเพศเมีย 1 อัน และมีรังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ผล เป็นทรงกลม ภายในมีช่อง 3 ช่องและมีผนังตื้น ๆ เมื่อผลแก่แตกออกตามตะเข็บ ลักษณะแบน ขรุขระ สีน้ำตาลบรรจุอยู่ในช่องของผลทั้ง 3 ช่อง มีช่อละ 1-2 เมล็ด

การขยายพันธุ์กุยช่าย

กุยช่ายสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด และการแยกเหง้าปลูก แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันคือการใช้เมล็ดเพาะ โดยมีวิธีการดังนี้

พื้นที่ที่มีระบบน้ำขังตลอด ทำการยกร่องสูงประมาณ 1 เมตร กว้าง 3-5 เมตร ความกว้างของร่องประมาณ 1.5-2 เมตร ไถพรวนแล้วตากแดดประมาณ 5-10 วัน  ทำการหว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักพร้อมปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตราส่วนปุ๋ยหมักต่อปุ๋ยเคมี 15:1 ใส่ในอัตรา 1000 กก./ไร่ พร้อมไถแปรอีกครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 วัน  ส่วนพื้นที่ดอนหรือไม่มีน้ำท่วมขัง  ให้ทำการยกร่องสูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 1.5-2 เมตร ความกว้างของร่องประมาณ 50-70 เซนติเมตร  แล้วไถพรวนแปลง และหว่านปุ๋ยตามวิธีที่กล่าวมาแล้ว จากนั้น หลังจากเตรียมแปลงเสร็จประมาณ 1 อาทิตย์ ให้หว่านด้วยเมล็ดพันธุ์ในอัตรา 1 กก./ไร่  คราดด้วยคราด 1 รอบ พร้อมคลุมแปลงด้วยฟางข้าวหรือแกลบ รดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นดูแล ให้น้ำ ให้ปุ๋ย จนอายุประมาณ 7-8 เดือน ก็สามารถเก็บขายได้ จากนั้นเก็บครั้งต่อไปอีกประมาณ 45 วัน

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของกุยช่ายพบว่ามีสารสำคัญ เช่น Allicin , flavonoid , Tuberoside B , Allyl methyl trisulfide , Methyt 1-Propenyl disulfide , Glycoside และ β-carotene เป็นต้น  นอกจากนี้ต้นและดอกของกุยช่ายยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของดอกกุยช่าย (100 กรัม)

  • พลังงาน 38 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 6.3 กรัม
  • เส้นใย 3.4 กรัม
  • ไขมัน 0.2 กรัม
  • เบตาแคโรทีน 152.92 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 13 มิลลิกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 31 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 1.6 มิลลิกรัม                                                          
  • ธาตุฟอสฟอรัส 62 มิลลิกรัม

คุณค่าทางโภชนาการของต้นกุยช่าย (100 กรัม)

  • พลังงาน 28 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 4.1 กรัม
  • เส้นใย 3.9 กรัม
  • ไขมัน 0.3 กรัม
  • วิตามิน A  275.5 หน่วยสากล
  • วิตามิน B1  0.06  มิลลิกรัม
  • วิตามิน B2  0.12  มิลลิกรัม
  • วิตามิน B3  0.57  มิลลิกรัม
  • วิตามิน B6  0.15 มิลลิกรัม
  • วิตามิน C   18.05  มิลลิกรัม
  • วิตามิน E  2.38  มิลลิกรัม
  • วิตามิน K 171  หน่อยสากล
  • เบตาแคโรทีน 136.79 ไมโครกรีม
  • แคลเซียม 98 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 1.5 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 46 มิลลิกรัม
  • ไพแทสเวียม  484.5  มิลลิกรัม
  • สังกะสี  0.20  มิลลิกรัม

 ที่มา : Wikipedia

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงเลือด บำรุงกระดูก บำรุงไต บำรุงกำหนัด เสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ ช่วยขับน้ำตม แก้หวัด แก้ไอ โดยนำต้นและใบของกุยช่ายมาประกอบอาหารรับประทาน หรือใช้ต้นแห้งต้มกับน้ำดื่มก็ได้ ใช้แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลมในกระเพาะ โดยใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำดื่ม  แก้โรคนิ่ว รักษาโรคหนองใน โดยใช้ใบและต้นสดนำมาตำให้ละเอียดผสมกับสุราและใส่สารส้มเล็กน้อย แล้วกรองเอาแต่น้ำมารับประทาน  ใช้รักษาริดสีดวงทวาร โดยใช้ใบสดล้างสะอาดต้มกับน้ำร้อน แล้วนั่งเหนือภาชนะเพื่อให้ไอรมจนน้ำอุ่น หรือจะใช้น้ำที่ต้มล้างที่แผลวันละ 2 ครั้ง ก็ได้

ส่วนในทางการแพทย์แผนจีน ระบุถึงการใช้กุยช่ายว่า แก้อาเจียนโดยใช้น้ำสดครึ่งแก้ว เติมน้ำคั้นจากกุยช่าย 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำขิงสักเล็กน้อยอุ่นให้ร้อนแล้วกิน  ใช้แก้ห้อเลือดบริเวณท้อง โดยกินน้ำคั้นจากกุยช่ายจำนวนพอควร  แก้ปวดบวมและเคล็ดขัดยอก ใช้กุยช่ายสด 3 ส่วน แป้ง 1 ส่วน ตำให้แหลกและคลุกเคล้ากัน พอกบริเวณที่เป็น วันละ 2 ครั้ง หรือใช้กุยช่ายสดล้างให้สะอาด ตำให้แหลก เติมเกลือเข้าไปเล็กน้อย แล้วนำไปพอกบริเวณที่เป็น ถ้าเป็นน้อยๆ พอกครั้งเดียวก็หาย ถ้าหนักต้องพอกหลายครั้ง ใช้ไล่แมลงที่เข้ารูหู โดยคั้นเอาน้ำจากกุยช่ายหยอดหู แมลงจะวิ่งออกมา (ต้องตะแคงหูขึ้น)

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาวิจัยในต่างประเทศหลายฉบับถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของส่วนต่างๆของกุยช่าย เช่น ฤทธิ์เพิ่มความต้องการทางเพศ มีการศึกษาวิจัยทดลองให้หนูตัวผู้กินสารสกัดจากเมล็ดกุยช่าย ซึ่งผลการศึกษาพบว่าสารสกัดดังกล่าวช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศได้ทั้งหนูที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศและหนูที่มีสมรรถภาพทางเพศเป็นปกติ เช่นเดียวกับการทดลองอีกฉบับหนึ่ง ที่พบว่าหนูตัวผู้และตัวเมียที่กินสารสกัดจากกุยช่ายมีความตื่นตัวทางเพศมากขึ้น   ฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบของหลอดเลือด มีการศึกษาวิจัยในหลอดทดลองโดยใช้สารสกัดกุยช่ายหยดลงบนเซลล์หลอดเลือดที่ทำงานผิดปกติ พบว่าสารสกัดกุยช่ายมีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบที่เกิดจากโรคหลอดเลือด และช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดแดงแข็งในระยะเริ่มต้นได้

      นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยที่ระบุถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของกุยช่ายอื่นๆอีกเช่น ต้นแลใบมีฤทธิ์ ฆ่าเชื้อ (Antiseptic) มีฤทธิ์ลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจและมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา 

มีการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาที่น่าสนใจของกุยช่าย โดยการนำน้ำที่ได้จากการคั้นต้นกุยช่ายซึ่งเจริญเติบโตเต็มที่ ฉีดเข้าไปในเส้นเลือดดำของหนูถีบจักร ในปริมาณ 0.1-0.5 มก./10 กรัม   มีฤทธิ์ทำให้หนูสลบ จากนั้นมีอาการเกร็งและคลุ้มคลั่ง และจะทำให้หลับในเวลาต่อมาร่วมกับการเกิดภาวะ Cyanosis ทำให้ผิวหนังเป็นสีเขียว (น้ำเงิน) เนื่องจากขาดเลือด ขาดออกซิเจน หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงก็ตาย และเมื่อฉีดเข้าไปในกระต่ายจะทำให้ความดันโลหิตลดลงเล็กน้อย

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง 

  1. กุยช่ายมีสรรพคุณให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ตามตำรายาจีนหากรับประทานมากเกินไปหรือบ่อยเกินไปจะทำให้ตัวร้อน และร้อนในได้
  2. ไม่ควรดื่มสุราร่วมกับกุยช่าย รวมถึงไม่ควรรับประทานกุยช่ายหลังจากดื่มเหล้า เพราะกุยช่ายและเหล้ามีฤทธิ์ร้อนเหมือนกัน อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้
  3. ผู้ที่มีปัญหาเรื่องระบบการย่อยอาหารไม่ดี ไม่ควรรับประทานกุยช่ายมาก โดยเฉพาะกุยช่ายแก่เพราะมีเส้นใยมากและเหนียว ซึ่งจะทำให้ย่อยยากและระบบลำไส้ทำงานหนักมากขึ้น

 

เอกสารอ้างอิง

  1. ราชันย์ ภู่มา และ สมราน สุดดี. (บรรณาธิการ). (2557). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันท์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557. กรุงเทพฯ: ส้านักงานหอพรรณไม้ ส้านักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืชกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.https://medthai.com/กุยช่าย/
  2. วิทิต วัฒนาวิบูล .กุยช่าย-แก้ช้ำใน.คอลัมน์ อาหารสมุนไพร.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่85.พฤษภาคม 2529
  3. กุยช่าย.กลุ่มยาขับน้ำนม.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี (ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_13.htm
  4. การปลูกกุยช่าย.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพื่อพืชเกษตรไทย(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.puechkaset.com
  5. กุยช่าย คุณค่าอาหารและสรรพคุณบำรุงร่างกาย.พบแพทย์ดอทคอม.ออนไลน์เข้าถึงได้จาก http://www.pobpad.com