แห้ม ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

แห้ม

ชื่อสมุนไพร  แห้ม
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  แฮ่ม (ทั่วไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Coscinium fenestratum (Goetgh.) Colebr.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์   Menispermum fenestratum Gaetn., Coscinium wallichianum Miers, Coscinium blumeanum act. Non Miers ex Hook. F. & Thomson, Coscinium maingayi Pierre, Coscinium usitatum Pierre
ชื่อสามัญ Faise calumba, Ceylon calumba root.
วงศ์  MENISPERMACEAE

 

ถิ่นกำเนิดแห้ม

แห้ม เป็นพืชที่อยู่วงศ์เดียวกันกับ บอระเพ็ด และขมิ้นเครือ มีถิ่นกำเนิดบริเวณเขตร้อนของภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศ ลาว พม่า ไทย เวียดนาม กัมพูชา บังคลาเทศ ศรีลังกา รวมถึงทางตอนใต้ของอินเดีย โดยจะพบตามป่าดิบเขา ป่าดิบชื้น และป่าดงดิบ ของประเทศดังกล่าว สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีการปลูกในเชิงพาณิชย์ แต่พบได้ตามป่าลึกในภาคเหนือ ส่วนที่นำมาใช้เป็นสมุนไพรกันนั้นส่วนมากมักจะนำเข้ามาจาก ลาว และพม่า เป็นส่วนมาก

ประโยชน์และสรรพคุณแห้ม

มีการใช้เถาของแห้มเป็นสมุนไพรพื้นบ้านมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว แต่เพิ่งจะมีกระแสนิยมในการใช้แห้มเป็นสมุนไพรลดน้ำตาลในเลือดและลดความดันโลหิตมาประมาณ 3-4 ปีมานี้ โดยสรรพคุณทางยาของแห้มนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ลำต้นและรากใช้รักษาโรคดีซ่าน แก้ไข้ เป็นยาเจริญอาหารและช่วยย่อยอาหาร แก้บิด แก้ลำไส้อักเสบ บำรุงโลหิต ขับระดู แก้ตาแดง ตาอักเสบ รักษาแผลเปื่อยมีหนอง และผื่นคันตามผิวหนัง

ลักษณะทั่วไปแห้ม

แห้มจัดเป็นไม้เถาขนาดใหญ่คล้ายต้นสะค้าน ผิวภายนอกเป็นสีน้ำตาลเหลือง ส่วนเนื้อไม้เป็นสีเหลืองมีรูพรุน ไม่มีกลิ่นมีรสขมและมีน้ำยางเป็นสีเหลืองเช่นกัน ใบเป็นใบเดี่ยว  ออกเรียงสลับ ใบรูปไข่หรือรูปไข่กว้าง โดยใบกว้างประมาณ 8-23 ซม. และยาวประมาณ 11-33 ซม. ฐานใบกว้าง รูปทรงกลมหรือตัดตรง หรือรูปหัวใจ ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบด้านบนเรียบ เส้นกลางใบและเส้นใบฝังในแผ่นใบ (ไม่นูน) เส้นใบออกจากแห่งเดียวกันเป็นรูปฝ่ามือ (palmate) ผิวใบด้านล่างมีขนสั้นหนาแน่นสีขาว แผ่นใบลักษณะหนาและเหนียวคล้ายหนัง ก้านใบยาว 3-16 ซม. โดยจะติดถึงจากขอบใบ 0.8-2.7 ซม. ดอกออกเป็นช่อแบบกระจะ (raccme) แต่ละช่อยาว 5-11 ซม. ออกมีละช่อ หรือ 2-3 ช่อ ใบประดับเป็นรูปลิมแคบ ยาว 4-5 มม. ส่วนดอกย่อยที่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-7 มม.ก้านดอกยาว 10-30 มม. ดอกตัวผู้ ไม่มีก้านดอก หรือก้านสั้นราว 1 มม. เกสรตัวผู้มี 6 อัน ส่วนดอกตัวเมีย มีกลีบเลี้ยงคล้ายคลึงกับลักษณะของดอกตัวผู้ มีรังไข่ 3 อัน รูปรีโค้ง ยาว 2 มม. มีขนยาว ก้านชูยอดเกสรคล้ายเส้นด้าย  ผลมีลักษณะทรงกลม สีน้ำตาล สีเหลือง หรือสีส้ม และมีขนสั้นปกคลุม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5-3 ซม. เปลือกผลเมื่อแก่จะแห้งแข็งและหนาประมาณ 1 มม. เมล็ดมีสีขาว รูปโค้ง

การขยายพันธุ์แห้ม

แห้มสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ดและการปักชำเถา แต่โดยส่วนมากจะเป็นการขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ดในธรรมชาติ แต่ในลาวและพม่าพบว่ามีการใช้เถาปักชำเพื่อนำมาปลูกและตัดจำหน่ายบ้างแล้ว สำหรับวิธีการขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดมาเพาะและการปักชำเถานั้นสามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและการปักชำเถา ของพรรณไม้ชนิดอื่นๆ หรือการปักชำไม้เถาชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

ผลมีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากเถาของแห้มที่มีการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรพบสารสำคัญ เช่น berberin , hentriacontane , sitosterol glucoside , oleic acid และ palmitic acid เป็นต้น



ที่มา : Wikipedia

 

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ แก้ไข้ แก้ดีซ่าน แก้บิด แก้ลำไส้อักเสบ บำรุงโลหิต ขับระดูในสตรี ช่วยเจริญอาหารและช่วยย่อยอาหาร โดยใช้เนื้อไม้หรือรากมาบดกับน้ำดื่มหรือใช้ดองเหล้าโรงดื่มหรืออาจใช้ใบบดเป็นผงกินกับน้ำร้อนก็ได้ ใช้แก้ผดผื่นคันตามผิวหนัง รักษาแผลเปื่อยแผลมีหนอง โดยใช้เนื้อไม้และราก บดเป็นผงใช้ผสมน้ำทาบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด มีการศึกษาฤทธิ์ของสมุนไพรแฮ่มในการลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูขาวเบาหวานและหนูปกติ พบว่าสมุนไพรแฮ่มขนาด 0.5 และ 1 กรัม/กิโลกรัม น้ำหนักตัว สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูเบาหวานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้สมุนไพรแฮ่มไม่ลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูปกติ และไม่มีผลต่อภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างเฉียบพลัน ทั้งในหนูเบาหวานและหนูปกติ และยังไม่มีการศึกษาในคนที่ยืนยันผลการลดน้ำตาลในเลือด

ส่วนอีกงานวิจัยหนึ่งระบุไว้ว่า ลำต้น (เนื้อไม้) ของแห้ม (coscinium tenestratum) มีฤทธิ์ opthaimopathy , inflammations , wounds , uicers , skin diseases , abdominal disorders , jaundice , diabetes , tetanus , fever และ debillty ส่วนสารสกัดจากลำต้น(เนื้อไม้)ของแห้ม (Codcinium fanestratum) ออกฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย แก้ท้องเสีย และแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยา ในหนูถีบจักร โดยเมื่อป้อนสารสกัดแฮ่มด้วยเอทานอล 50% ในขนาดที่สูงถึง 800 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไม่พบความผิดปกติใดๆ และความเข้มข้นของสารสกัดที่ทำให้หนูตายครึ่งหนึ่ง(LD50)เมื่อกินสารสกัด เท่ากับ 1200 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ส่วนการทดลองการศึกษาความเป็นพิษแบบกึ่งเฉียบพลันพบว่าในหนูขาว เมื่อป้อนสารสกัดจากแห้มให้หนูขาว ขนาด 100, 200, 300 และ 400 มิลลิกรัม/กิโลกรัม นาน 30 วัน ไม่พบอาการพิษและการตายของหนู ค่าเอนไซม์ของตับไม่เปลี่ยนแปลง ไม่พบพยาธิสภาพของโครงสร้างระดับจุลกายวิภาคของไต หัวใจ ปอด และตับอ่อน แต่พบว่ามีการเพิ่มจำนวนของ vacuoles ในเซลล์ตับเป็นจำนวนมาก และมีการเพิ่มจำนวนชั้นของ germ cells ใน seminiferous tubules และเมื่อป้อนสารสกัดด้วยน้ำขนาด 5 กรัม/กิโลกรัม ไม่ทำให้หนูตาย และในขนาด 2.5 กรัม/กิโลกรัม/วัน ให้กินนาน 90 วัน ไม่พบความผิดปกติใดๆ ไม่มีผลต่อระบบประสาทและการเคลื่อนไหว แต่มีค่าทางโลหิตวิทยาบางตัวเปลี่ยนแปลงไปจากค่าปกติ  

ส่วนข้อมูลจากสถาบันวิจัยสมุนไพรได้มีการระบุผลการทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันในสัตว์ทดลอง พบว่า เมื่อป้อนสารสกัดแห้มในขนาด 40 กรัมต่อกิโลกรัม จะทำให้เกิดความเป็นพิษเฉียบพลัน ส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้หายใจไม่สะดวก การเคลื่อนไหวลดลง และทำให้สัตว์ทดลองตาย

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

  1. ในแห้มมีสารเบอบีรีน (berberine) ซึ่งเป็นสารสำคัญ และสารดังกล่าวมีข้อควรระวังถึงผลข้างเคียงต่อหัวใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการหายใจขัดได้ ดังนั้น จึงควรระมัดระวังในการกินอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจมีพิษต่อระบบเลือด ตับ และหัวใจได้
  2. ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยงหรือควรระมัดระวังในการใช้แห้มเป็นพิเศษ เพราะแห้มมีเกลือแร่และโพแทสเซียมสูงอีกทั้ง การรับประทานสมุนไพรแห้มเป็นจำนวนมากจะส่งผลทำให้ตับอักเสบได้
  3. การรับประทานแห้มเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดนั้น ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและไม่ควรรับประทานต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานเพราะอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้เกิดอาการช็อก นอกจากนี้ยังอาจจะส่งผลเสียต่อตับและไตได้อีกด้วย
  4. สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานแห้มเพราะในตำรายาไทยระบุว่าแห้มมีฤทธิ์ขับระดู

 

เอกสารอ้างอิง

  1. ประนอม  เดชวิศิษฎ์สกุล.ลักษณะทางเภสัชเวทของแห้ม สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.11หน้า
  2. เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก.  “แห้ม”.  หนังสือสมุนไพรบำบัดเบาหวาน 150 ชนิด.  หน้า 176.
  3. วงศ์สถิต ฉั่วสกุล.แห้ม(แฮ่ม)และขมิ้นเครือ.จุลสารข้อมูลสมุนไพรปีที่24.ฉบับที่2.มกราคม2550.หน้า18-21
  4. สมุนไพรแฮ้ม.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.medplamt.mahidol.ac.th/user/replg.asp?id=5432.
  5. แฮ้ม.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.medplant.mahidol.ac.th/user/reply.asg?id=5348
  6. Forman LL. Menispermaceae.ln:Smitinand T. Larsen K, eds. Flora of Thailand, Vol. 5 Part 3. Bangkok:The Chutima Press.1991:300-65.

 

  1. Nguyen MT, Awale S, Tezuka Y, Tran QL.Watanade H, Kadota S.Xanthine oxidase inhibitory of Vietnamese medicinai paints, Bioi Pharm Buli 2004:27(9):1414-21.
  2. Nair GM, Narasimhan S, Shlburaj S, Abraham TK, Antibacterial effects of Coscinium fenestratum. Fitoherapy 2005;76:585-7.
  3. The Forest Herbarium, Royal Forest Department. Flora of Thailand 5,3.1991:334-335.