กันเกรา ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

กันเกรา

ชื่อสมุนไพร กันเกรา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น   มันปลา (ภาคเหนือ,ภาคอีสาน),ตำเสา,ทำเสา(ภาคใต้) , ตราเหตรา (เขมร),ตะมะซู , ตำมูกู (มลายู)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Fagraea fragrans Roxb.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Cyrtophyllum fragrans (Roxb.) DC.,Cyrtophyllum giganteum Ridl.,Cyrtophyllum lanceolatum DC.,Cyrtophyllum peregrinum Reinw.,Fagraea peregrina (Reinw.) Blume.,Fagraea ridleyi Gand. [Illegitimate],Willughbeia fragrans Spreng.
ชื่อสามัญ  Tembusa
วงศ์   GENTIANACEAE

 

ถิ่นกำเนิดกันเกรา

กันเกราเป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ซึ่งถือว่าเป็นพันธุ์ไม้พื้นบ้านดั้งเดิมของไทยอีกชนิดหนึ่ง เพราะมีเขตการกระจายพันธุ์ในประเทศ ไทย พม่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม รวมถึงในอินเดีย เป็นต้น และยังมีหลักฐานกล่าวถึงกันเกราในพิราศพระบาทของสุนทรภู่ และลิลิตตะเลงพ่ายรวมถึงยังปรากฏในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ พ.ศ.2416 ที่กล่าวถึงเกราว่า “กันเดรา ต้นไม้อย่างหนึ่ง แก่นทำเสาทนนัก ใช้ทำยาแก้โรคบ้าง มีอยู่ในป่า”

            ทั้งนี้สามารถพบกันเกราทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะพบในป่าเบญจพรรณป่าดิบชื้น และป่าพรุทางภาคใต้ โดยเฉพาะบริเวณลุ่มที่ชื้น ใกล้แหล่งน้ำ


ประโยชน์และสรรพคุณกันเกรา 

กันเกรานิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะดอกมีความสวยงาม และมีกลิ่นหอม รวมถึงการปลูกเพื่อให้ร่มเงาก็ได้เพราะแตกกิ่งก้านมากและไม่ผลัดใบ ส่วนเนื้อไม้กันเกรานับเป็นเนื้อไม้ชนิดดียิ่งอย่างหนึ่ง เพราะมีสีเหลืองอ่อน เนื้อละเอียด เหนียว แข็ง ทน ทานและทนปลวกได้ดี สามารถตกแต่งง่าย ขัดเงาได้งดงาม เหมาะสำหรับทำพื้นบ้าน ทำเสาเรือน และยังเหมาะสำหรับการแกะสลักอีกด้วย

            สำหรับสรรพคุณทางยาของกันเกรานั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณเอาไว้ว่า ใบ บำรุงธาตุ แก้ไข้จับสั่น แก้หอบหืด รักษาโรคผิวหนังพุพอง แก่น รสมันฝาดขม บำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ แก้พิษฝีกาฬ บำรุงไขมัน เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ไข้จับสั่น ขับลม หืด ไอ แก้ริดสีดวง แก้ท้องเดิน มูกเลือด แก้ท้องมาน แก้แน่นหน้าอก แก้โลหิตพิการ แก้ปวดแสบปวดร้อน ตามผิวหนังและร่างกาย  เปลือกต้น ช่วยบำรุงโลหิต ช่วยรักษาผิวหนังพุพอง ปวดแสบปวดร้อน

ลักษณะทั่วไปกันเกรา

กันเกราจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบแตกกิ่งก้านมาก สูงประมาณ 15-30 เมตร เรือนยอดแหลมแตกกิ่งต่ำ สูงประมาณ 15-30 เมตร เรือนยอดแหลมแตกกิ่งต่ำ เปลือกต้นสีน้ำตาล เมื่ออ่อนผิวเรียบ แต่เมื่อลำต้นแก่จะแตกเป็นร่องลึกตามยาว แก่นมีความแข็งแรง คงทนเปลือกต้นอื่นในเป็นเสี้ยนมีสีเหลือง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามเป็นคู่ๆ แตกใบมากเป็นพุ่มที่ปลายกิ่งและปลายยอดก้าวใบยาว 1-2 เซนติเมตร โคนก้านใบมีหูใบคล้ายถ้วยขนาดเล็ก ใบเป็นรูปทรงยาวรีปลายแหลมโคนใบ มีเส้นแขนงใบ 5-9 คู่ แต่มองเห็นไม่ค่อยชัด ใบมีลักษณะบาง ผิวใบเรียบเกลี้ยง เหนี่ยวสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างใบมีสีจางกว่าใบด้านบน ใบยาว 5-12 เซนติเมตร กว้าง 2.5-4.5 เซนติเมตร ก้านใบยาว 1-2 เซนติเมตร  ดอกออกเป็นช่อ แบบช่อกระจุก ออกบริเวณซอกใบที่ปลายกิ่ง ในแต่ละช่อยาวประมาณ 4-12 ซม. มีก้านช่อยาว 2-6.5 ซม. ส่วนก้านดอกย่อยยาว 0.3-0.6 ซม. กลีบเป็นดอกสีขาวและเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอม  กลีบดอกมีจำนวน 5 กลีบ ม้วนงอเข้าหาก้านดอก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ปลายกลีบดอกแหลม กลีบดอกรูปปากแตรแคบ ยาวประมาณ 2 ซม. หลอดกลีบดอกยาว 0.7-1.2 ซม. กลีบรูปขอบขนาน ยาว 0.5-0.8 ซม. พับงอกลับ ดอกเริ่มบานมีสีขาวเมื่อบานเต็มที่มีสีเหลืองอมส้ม มีก้านเกสรยาวออกมา เกสรตัวผู้ยาวและติดกับกลีบดอกมี 5 อัน ยื่นพ้นเลยปากหลอดกลีบดอก และเกสรตัวเมีย 1 อัน  ผลออกเป็นผลเดี่ยวมีลักษณะกลมผิวเรียบเป็นมัน มีติ่งแหลมที่ปลาย ผลกว้างประมาณ 8 มิลลิเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่มีสีส้ม และผลสุกมีสีแดงเข้ม เมล็ดสีน้ำตาลไหม้มีขนาดเล็กประมาณ 0.1-0.2 เซนติเมตร โดยมีจำนวนมาก และมีรูปทรงไม่แน่นอนฝังอยู่ในเนื้อ

การขยายพันธุ์กันเกรา

กันเกราสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ดเป็นหลัก แต่ก็สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีอื่นๆ เข่น การปักชำกิ่ง และการตอนแต่โดยมากจะนิยมปลูกด้วยการเพาะเมล็ด โดยการเพาะเมล็ดจะใช้เมล็ดที่ร่วงจากต้นหรือเมล็ดแก่จัดจากต้น นำมาตากแดดให้แห้งน่าลงเพาะในถุงเพาะชำจนต้นโตประมาณ 15-30 ซม.ก่อนย้ายลงปลูกต่อไป  ทั้งนี้กันเกราเมื่อโตเต็มที่จะมีทรงพุ่มใหญ่ ดังนั้นการปลูกควรมีระยะห่างประมาณ 15-25 เมตร

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆของกันเกราพบว่ามีสารสำคัญจากส่วนต่างๆ ดังนี้

  • เปลือกลำต้นพบสารกลุ่ม alkaloids และ steroids นอกจากนี้ยังพบสาร tannin  Pinoresinol   β-sitosterol   stigmasterol 
  • ใบ และผลพบสารกลุ่ม  alkaloid เช่น swertiamarin gentianine 
  • ดอก และผลดอกกันเกราพบสาร  carotenoids
  • เปลือกรากพบสาร pinoresinol และ naucledal


ที่มา : Wikipedia

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ 

ใช้บำรุงธาตุ แก้ไข้จับสั่น แก้หอบหืดโดยใช้ในมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้รักษาอาการคัน และผิวหนังพุพองโดยใช้ใบมาต้มกับน้ำอาบ ใช้บุรงร่างกาย บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต บำรุงม้าม บำรุงไขมัน ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ไข้จับสั่น แก้บิดมูกเลือด แก้พิษฝีกาฬ ขับลม แก้โลหิตพิการ แก้ท้องมาน ท้องเดิน แก้ไอ แก้หืด แก้ริดสีดวงทวารโดยใช้แก่นของต้นมาต้มกับน้ำดื่ม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพจากสารที่สกัดได้จากส่วนต่างๆ ของกันเกราพบว่า   สาร   บริสุทธิ์ที่ 1คือ Pinoresinol มีฤทธิ์ยับยั้งมาลาเรียด้วยค่า IC50 เท่ากับ   3.40 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร  และยับยั้งเชื้อ Mycobacterium tuberculosis H37Ra ด้วยค่า MIC เท่ากับ  200 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรแต่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์ไลน์มะเร็งชนิด   KB และ   BC ในปริมาณที่มากกว่า 20 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร  และไม่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ  Candida  albicanที่ปริมาณมากกว่า 50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร  สําหรับสารบริสุทธิ์ที่ 2คือ naucledal  สามารถ  ยับยั้ง  NCI-H187 ด้วยค่า  IC50 เท่ากับ  18.94 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร  แต่จะต้องใช้ในปริมาณมากกว่า   20 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร  ในการออกฤทธิ์ต่อ KB and BC cell lines และพบว่ามีฤทธิ์อย่างอ่อนต่อ  anti-TB  activity  ด้วยค่า MIC เท่ากับ  200 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร  นอกจากนี้ยัง ไม่มีฤทธิ์ยับยั้ง K1 malarial parasite strain ด้วยค่า IC50ที่สูงมากกว่า  20 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร

            ส่วนอีกฉบับหนึ่งระบุว่ามีผลการศึกษาวิจัยในการใช้ประโยชน์ทางยาจากใบกันเกรา โดยการใช้ผสมทำทิงเจอร์ในยาพวก bitter tonic แทน gentian roots เนื่องจากใบกันเกรามี glucoside ชื่อ Swertiamarin ที่มีสูตรโครงสร้างโมเลกุลใกล้เคียงกับ gentian roots

            นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่รายงานว่าสารสกัดจากแอลกอฮอล์ของลำต้นกันเกรา สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของ Plasmodium falciparum ได้ และยังมีข้อมูลทางพฤกษเคมีที่มีการศึกษาวิจัยระบุว่าในปี พ.ศ.2507 Wan และคณะ สามารถสกัดแอกแอลคาร์ลอยด์ชื่อ gentianine ได้จากใบและผลของกันเกราเป็นครั้งแรกอีกด้วย

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีผลการศึกษาทางพิษวิทยาของกันเกรา โดยใช้สารสกัดจากใบกันเกราที่ฉีดเข้าท้องหนูทดลอง พบว่าขนาดสารสกัดที่ทำให้หนูทดลองตายครึ่งหนึ่งมีขนาดมากกว่า 1 กรัม/น้ำหนักตัว (1 กิโลกรัม)

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง   

สำหรับการใช้กันเกราเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้นก็ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดที่เหมาะสมตามที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ต่อเนื่องกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้กันเกราเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. เดชา ศิริภัทร.กันเกรา,กฤษณา.สุดยอดของความหอมและเนื้อไม้.คอลัมน์ ต้นไม้ใบหญ้า.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่290.มิถุนายน2546
  2. ราชันย์ ภู่มา และ สมราน สุดดี. (บรรณาธิการ). (2557). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันท์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557. กรุงเทพฯ: ส้านักงานหอพรรณไม้ ส้านักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืชกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.https://medthai.com/กันเกรา/
  3. สำเนียง อภิสันติยาคม.การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและการออกฤทธิ์ทางชีวภาพของเปลือกรากต้นกรรเกรา.วารสารวิทยาศาสตร์ลาดกระบังปีที่22.ฉบับที่2.กรกฎาคม-ธันวาคม2556.หน้า68-83
  4. กันเกรา.ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=11
  5. กันเกรา/ดอกกันเกราและสรรพคุณกันเกรา.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพื่อพืชเกษตรไทย (ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.puechkaset.com
  6. Smitinand, T. and Lasen, K., 1984. Flora of Thailand.The TISTR Press,  4 (1), 20-21.
  7. Wongsatit,  C.,  1996.  Medicinal  Plants  in  SiriRuckhachati  Garden. 2nded. Amarin  printing.  Bangkok. p.96.
  8. Wan, A. S. C., Macko, E. and Douglas, B., 1972. Pharmacological investigations of gentianine from Fagraeafragrans Roxb.  Asian Journal of Medicine, 8, 334-335
  9. Kun-anake,  A.  and  Ragvatin,  C.,    1976.   Bitter  glucoside  from  leaves  of  Kan-grau.  Department  of  Medical Sciences Bulletin, 18 (1), 1-11.