ตะโกนา ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

ตะโกนา

ชื่อสมุนไพร  ตะโกนา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น มะโก , มะถ่านไฟฝี พญาช้างดำ (ภาคเหนือ) , โก (ภาคอีสาน) , นมงัว (โคราช)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Diospyros rhodocalyx Kurz
ชื่อสามัญ  Ebony
วงศ์  EBENACEAE

 

ถิ่นกำเนิดตะโกนา 

ตะโกนาเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียบริเวณประเทศอินเดีย ศรีลังกา แล้วมีการกระจายพันธุ์ไปยังบังคลาเทศ พม่า จีนตอนใต้ ไทย มาเลเซีย หมู่เกาะแปซิฟิก รวมถึงในออสเตรเลียด้วย สำหรับ ในประเทศไทยสามารถพบได้ทุกภาคของประเทศตามป่าเบญจพรรณป่าดิบแล้งป่าดิบชื้นและป่าละเมาะ รวมถึงตามทุ่งนา ที่มีความสูง 40-300 เมตร จากระดับน้ำทะเล

ประโยชน์และสรรพคุณตะโกนา 

มีการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆของตะโกนาหลายๆด้าน เช่น ผลสุกสามารพนำมารับประทานได้ โดยจะมีรสหวานอมฝาด ส่วนผลอ่อนหรือผลดิบใช้ย้อมผ้า แหหรืออวน โดยจะให้สีน้ำตาล  ส่วนของเนื้อไม้ตะโกนามีความเหนียว เนื้อค่อนข้างละเอียดและมีความแข็งแรงโดยเนื้อไม้จะเป็นสีขาวขุ่น หรือออกสีน้ำตาลอ่อน  สามารถนำมาใช้ทำเป็นเครื่องเรือน เครื่องใช้หรือเครื่องมือทางการเกษตรต่างๆ

            นอกจากนี้ยังมีการนำตะโกนามาใช้ทำเป็นไม้ดัดเพื่อปลูกตกแต่งสนามหญ้าตามอาคารต่างๆ หรือตามสวนสาธารณะอีกด้วย  สำหรับสรรพคุณทางยาของตะโกนานั้น ตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า เปลือกต้นและแก่น บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง  แก้ไข้ แก้ร้อนใน รักษาโรคกามตายด้าน เป็นยาอายุวัฒนะ ขับระดูขาว หรือต้มกับเกลือ อมรักษารำมะนาด (อาการเหงือกบวม ปวด) แก้ปวดฟัน ผล แก้ท้องร่วง คลื่นไส้ ขับพยาธิ แก้บวม ฝีและแผลเปื่อย เปลือกผล เผาเป็นถ่าน แช่น้ำกินขับระดูขาว ขับปัสสาวะ รากใช้แก้เหน็บชา รักษาทางเดินปัสสาวะ แก้ปวดเมื่อย แก้อ่อนเพลีย ช่วยเจริญอาหาร แก้ร้อนในกระหายน้ำ ส่วนในตำรายาพื้นบ้านใช้ เปลือกต้น ผสมกับเปลือกทิ้งถ่อน หัวแห้วหมู เมล็ดข่อย ผลพริกไทยแห้ง (ชาวบ้านนิยมเรียกเมล็ด) และเถาบอระเพ็ดอย่างละเท่ากัน ดองเหล้าหรือต้มน้ำดื่ม เป็นยาอายุวัฒนะ

ลักษณะทั่วไปตะโกนา

ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกแบบเรียงสลับ กว้าง 2.5 - 7 ซม. ยาว 3 - 12 ซม. มีก้านใบยาว 2 - 7 มม. ทรงใบรูปไข่ ป้อม จนถึงรูสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนกลาย ๆ โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม หรือป้าน ปลายใบมนป้าน หรืออาจหยักเว้าเข้า ขอบใบเรียบ เนื้อใบหนา ผิวหลังใบเกลี้ยง ส่วนท้องใบเมื่อยังเป็นใบอ่อนจะมีขนประปราย ใบมีเส้นแขนงใบ 5 - 8 คู่ คดไปมา เส้นใบย่อยเป็นแบบเส้นร่างแห เส้นกลางใบจะออกสีแดงหรือชมพูเรื่อ ๆ เมื่อใบแห้ง ก้านใยอ่อนมีขนนุ่ม  ดอกออกเป็นช่อ ดอกเป็นแบบแยกเพศต่างต้นและดอกเพศผู้จะออกเป็นช่อเล็ก ๆ ตามกิ่งหรือตามง่ามใบ โดยในหนึ่งช่องจะมีดอกย่อยประมาณ 3 ดอก ซึ่งดอกจะมีกลีบดอก และกลีบเลี้ยงอย่างละ 4 กลีบ และกลีบดอกจะยาวประมาณ 8-12 มิลลิเมตร เชื่อมติดกันเป็นรูปเหยือกน้ำหรือรูปป้อม ๆ ปลายแยกออกเป็นแฉกเล็ก ๆ เกลี้ยงเกลาทั้งสองด้าน  มีก้านดอกมีขนนุ่มยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ส่วนกลีบรองดอกยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร โดยโคนกลีบจะเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วยปากกว้าง ด้านนอกมีขนนุ่ม ด้านในมีขนยาว ๆ แน่น ดอกมีเกสรเพศผู้ประมาณ 14-16 ก้าน มีขนแข็ง ๆ แซม รังไข่เทียมมีขนแน่น สำหรับดอกเพศเมียจะออกเป็นดอกเดียวตามซอกใบ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกจะเหมือนกับดอกเพศผู้แต่มีขนาดใหญ่กว่า ก้านดอกยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร รังไข่มีลักษณะป้อม มีขนเป็นเส้นไหมคลุม ภายในแบ่งเป็นช่อง 4 ช่อง ในแต่ละช่องจะมีไข่อ่อนหนึ่งหน่วย มีเกสรเพศผู้เทียมประมาณ 8-10 ก้าน มีขนแข็ง ๆ แซมอยู่ โดยจะออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน ผล ทรงกลม มีขนาด 2-3 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบติดอยู่ เมื่อผลยังอ่อนผิวจะมีขนละเอียดสีน้ำตาลแดงปกคลุมอยู่ แต่เมื่อผลแก่ขนจะหลุดร่วงไปมีสีเหลืองอมเขียวแต่เมื่อสุกจะเป็นสีส้มแดง ผลมีลักษณะคล้ายผลมังคุดหรือลูกพลับ เมื่อผลสุกรับประทานได้รสหวานอมฝาด

การขยายพันธุ์ตะโกนา

ตะโกนาสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่งแต่วิธีที่เหมาะสมและนิยมปฏิบัติกันโดยทั่วไป ในปัจจุบันนี้คือ การเพาะเมล็ด เนื่องจากทำได้สะดวกและการเพาะเมล็ดและการดูแลรักษากล้าไม้ไม่ต้องอาศัยวิธีปฏิบัติที่ยุ่งยากซับซ้อนมาก อีกทั้งเป็นวิธีการที่ทำได้ง่ายและประหยัด แต่ถึงอย่างไรก็ตามปัจจุบันตะโกนาก็ยังไม่เป็นที่นิยมปลูกกันมากนัก เพราะเป็นไม้ที่เติบโตช้าและมีขนาดที่ใหญ่ ดังนั้นการขยายพันธุ์ของตะโกนาจึงเป็นการขยายพันธุ์ในธรรมชาติมากกว่า สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปลูกตะโกนานั้นสามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและปลูกไม้ยืนต้นชนิดอื่นๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้าที่

องค์ประกอบทางเคมี 

มีผลการศึกษาวิจัยส่วนต่างๆของตะโกนาพบว่ามีสารสำคัญๆ ได้แก่ Betulin, B-sitosterol, Lupenone, Taraxerone, Stigmast-4-en-3-one, Stigmast4-en-3-one 1 –O-ethyl-B-D-glucopyrahoside,      Lupeol,  Stigmast-4-en-3-one 1-O-ethyl-B-D-glucoside, Stigmasterol, Taraxerol, Betulinic acid และ Taraxerol acetate

 

 

ที่มา : Wikipedia

            นอกจากนี้ในผลสุกของตะโกนายังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของผลตะโกนา (ผลสุก 100 กรัม)

-          พลังงาน                        99                    กิโลแคลอรี

-          โปรตีน                           0.3                   กรัม

-          คาร์โบไฮเดรต                 24.5                 กรัม

-          เส้นใย                           1.5                   กรัม

-          แคลเซียม                      19                    มิลลิกรัม

-          วิตามินบี 2                    79                    มิลลิกรัม

-          ธาตุเหล็ก                       0.4                   มิลลิกรัม

-          ฟอสฟอรัส                     2.2                   มิลลิกรัม

 

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ 

ใช้บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ไข้ แก้ร้อนใน ขับระดูในสตรี แก้กามตายด้าน โดยใช้เปลือกต้นหรือแก่นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ท้องร่วง แก้คลื่นไส้ ขับพยาธิ แก้กษัย แก้ปวดมดลูก แก้บวม โดยใช้ผลมาตากแดดให้แห้ง แล้วต้นกับน้ำดื่ม ใช้แก้เหนา แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ช่วยเจริญอาหาร แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ โดยใช้รากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ขับระดูในสตรี ขับปัสสาวะ โดยใช้เปลือกผลมาเผาไฟให้เป็นถ่าน แล้วนำมาแช่กันน้ำดื่ม ใช้แก้รำมะนาด ปวดฟัน เหงือกบวม โดยใช้เปลือกต้นและแก่นมาต้มกับน้ำใส่เกลือลงไปรอจนเย็นนำมาอมและบ้วนปาก

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง มีผลการศึกษาวิจัยในสารสกัดหยาบด้วยเอทานอลจากเปลือกต้นตะโกนา พบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากของมนุษย์ชนิด PC-3 ซึ่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์คิดเป็นค่า IC50 เท่ากับ 911.22 μg/ml

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีผลการศึกษาวิจัยในสารสกัดด้วยเอทานอลของเปลือกตะโกนาพบว่า มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยจากการท า DPPH radical scavenging activities ได้ค่า IC50 เท่ากับ 120.81 ± 7.25 μg/mL

ฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ เอนไซม์ acetylcholinesteraseสารสกัดด้วยเมทานอลของเปลือกตะโกนามีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ acetylcholinesterase โดยคิดเป็นร้อยละ 15.52 ± 3.67 ซึ่งอาจมีผลในการป้องกันและรักษาโรค Alzheimer ได้

การศึกษาทางพิษวิทยา 

มีผลการศึกษาทางพิษวิทยาของสารสกัดหยาบตะโกนา (Diospyros rhodocalyx Kurz.) พบว่าสกัดตะโกนาความเข้มข้น 20, 1000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แก่หนูขาวเพศผู้พบว่าค่าเม็ดเลือดเเดงอัดแน่น ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (P≤0.05) แต่ค่า AST, ALT, BUN และจำนวนเม็ดเลือดขาวโดยรวมเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับสารสกัดที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าจำนวนneutrophil เพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดตะโกนาความเข้มข้น 20, 200 และ 1000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมแต่ lymphocyte ลดลงในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดตะโกนาความเข้มข้น 200 และ 1000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมการให้สารสกัดหยาบตะโกนาเป็นระยะเวลานาน พบว่า ALT ลดลง แต่น้ำหนักม้ามและจำนวนเม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจำนวน neutrophil แต่จำนวนของ lymphocyte ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (P≤0.05) สรุปได้ว่าการใช้ตะโกนาอาจทำให้เกิดผลเสียต่อตับ, ไต, ม้าม และระบบภูมิคุ้มกัน

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

  1. สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้ตะโกนาเป็นสมุนไพรเพราะตามสรรพคุณมีฤทธิ์ขับระดู
  2. สำหรับการใช้ตะโกนาเพื่อเป็นยาสมุนไพรในการบำบัดรักษาอาการของโรคต่างๆ ตามสรรพคุณที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ นั้นควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายานั้นๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ระบุและไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้ตะโกนาเป็นสมุนไพรบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

เอกสารอ้างอิง

  1. พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ.  หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง.  “ตะโกนา”.  หน้า 96.
  2. วิมลา ดีแท้. ผลของสารสกัดหยาบของโด่ไม่รู้ล้ม (Elephantopus scaber Linn.) และตะโกนา (Diospyros rhodocalyx Kurz.) ต่อสมรรถภาพทางเพศในหนูขาวเพศผู้.
  3. ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์.  หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.  “ตะโกนา (Tako Na)”.   หน้า 118.
  4. ตะโกนา.อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขคติ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัย (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก www.pharmacy.mahidol.ac.th/siri/index.php?page=seasch.detail&medicinal_id=286
  5. Mingkwan Rachpirom, Chitchamai Ovatlarnporn, Suriyan Thengyai, Chonlatid Sontimuang, Panupong Puttarak. (2016). Dipeptidyl Peptidase-IV (DPP-IV) Inhibitory Activity, Antioxidant Property and Phytochemical Composition Studies of Herbal Constituents of Thai Folk Anti-Diabetes Remedy. Walailakjournal.
  6. Chutima Chaisanit, Chantragan Srisomsap, Rattana Panriansaen, Wichai Cherdshewasart. Cytotoxicity of the rejuvenating Thai herbal plants against prostate cancer cells
  7. Kornkanok Ingkaninan, Prapapan Temkitthawon, Kanchanaporn Chuenchom, Thitaree Yuyaem, Warawit Thongnoi. (2003). Screening for acetylcholinesterase inhibitory activity in plants used in Thai traditional rejuvenating and neurotonic remedies. Journal of Ethnopharmacology. 89 (2003): 261–264