สีเสียด ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆและข้อมูลงานวิจัย

สีเสียด

ชื่อสมุนไพร สีเสียด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น สีเสียดเหนือ ,สีเสียดไทย (ภาคกลาง),สีเสียด,ขี้เสียด,สีเสียดเหลือง(ภาคเหนือ),สีเสียดแก่น(ราชบุรี),สะเจ(ไทยใหญ่)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Acacia catechu (L.f.) Willd.
ชื่อสามัญ  Black Catechu ,Catechu Tree,  Cutch tree,Acacia catechu, Cutch
วงศ์  LEGUMINOSAE- MIMOSACEAE

 


ถิ่นกำเนิดสีเสียด

สีเสียดเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียตั้งแต่ ตะวันตกของปากีสถาน ศรีลังกาอินเดียไปจนถึงพม่าจีน,ไทยและประเทศต่างๆในบริเวณมหาสมุทรอินเดีย ต่อมามีการกระจายพันธุ์ไปในประเทศต่างๆในบริเวณใกล้เคียง สำหรับในประเทศไทยสีเสียดมักขึ้นกระจัดกระจายตามป่าโปร่งและป่าละเมาะ บนพื้นที่ราบ  แห้งแล้ง โดยสามารถขึ้นเป็นกลุ่ม ๆ บนพื้นที่เสื่อมโทรมที่มีสภาพดินเลวและมีกรวดหินปะปน มีการระบายน้ำดี เป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบแสง ทนทานต่อสภาพแห้งแล้ง  สามารถแตกหน่อได้อย่างรวดเร็ว

ประโยชน์และสรรพคุณสีเสียด

ในประเทศไทยมีการนำสีเสียดมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ มากมาย อาทิเช่น 
มีการเปลือกต้นและก้อนสีเสียด มาใช้ในอุตสาหกรรมย้อมผ้าและฟอกหนังสัตว์ โดยเนื้อไม้หรือแก่นของสีเสียดจะให้สีน้ำตาล ที่สามารถนำมาใช้ย้อมผ้า แห อวน และหนังได้ หรือจะใช้เปลือกต้นนำมาย้อมสีเส้นไหม โดยการลอกเอาเฉพาะเปลือกต้นแล้วนำมาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มสกัดสีกับน้ำ ในอัตราส่วน 1:2 ซึ่งจะได้เส้นไหมสีน้ำตาล เป็นต้น สีเสียดมีเนื้อไม้สีแดงเข้มถึงน้ำตาลแดง  ลักษณะเป็นมันเลื่อมเหนียว  ทนทาน ขัดชักเงาได้ดี สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการทำเครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ หรือใช้ทำเสาเรือนใช้สำหรับกลึง  แกะสลัก สำหรับต้นที่ลักษณะไม่ดีก็ใช้ทำฟืนเชื้อเพลิงหรือใช้ในการเผาถ่านได้  ส่วนใบสีเสียดใช้เป็นอาหารสัตว์ประเภท วัว ควาย หรือใช้ต้นใช้เลี้ยงครั่งได้เช่นกัน  นอกจากนี้ชาวกะเหรี่ยงในเชียงใหม่ ยังมีการใช้แก่นไม้สีเสียด นำมาเคี้ยวกินกับหมากได้อีกด้วย

สำหรับสรรพคุณทางด้านสมุนไพรนั้น ตามตำรายาไทยได้มีการนำสีเสียดมาทำเป็นเครื่องยาโดยการนำแก่นต้นสีเสียด สับให้เป็นชิ้นๆ แล้วต้มและเคี่ยว หลังจากนั้นระเหยน้ำที่ต้มได้ให้เหนียวข้น จะได้ของแข็งเป็นก้อน สีน้ำตาลดำ เป็นมัน แข็ง รูปร่างไม่แน่นอน ผิวนอกหยาบ มีด้านในด้านหนึ่งที่แตกจะมันวาว ไม่มีกลิ่น รสขม ฝาดจัด ซึ่งมีสรรพคุณ แก้ท้องเสียเรื้อรัง  ลำไส้อักเสบ  รักษาบาดแผล แก้ปากเป็นแผล ใส่แผลเปื่อยและริดสีดวง และอาการบาดเจ็บที่มีเลือดออก บดหรือต้มกินแก้ท้องร่วง  คุมธาตุ แก้บิดมูกเลือด แก้ลงแดง ทารักษาบาดแผล รักษาโรคผิวหนัง ต้มล้างบาดแผล สีเสียดไทยเป็นยาฝาดสมาน  แก้ท้องร่วง ห้ามเลือดที่ออกจากจมูก แก้บิด ล้างแผลหัวนมแตก ล้างแผลถูกไฟไหม้ ทำให้แผลหายเร็ว และยังใช้ส่วนต่างๆของต้นเป็นสมุนไพรได้โดยจะมีสรรพคุณดังนี้

  •          แก่นไม้              แก้ท้องร่วง,รักษาโรคผิวหนัง,แก้บิด,ปิดธาตุ,แก้ลงแดง
  •          เปลือกต้น          แก้บิด แก้ท้องร่วง  สมานแผล แก้ท้องเดิน
  •          เมล็ดในฝัก        ฝนแก้โรคหิด แผลน้ำกัดเท้า

นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) ปรากฏการใช้สีเสียดไทย ในยารักษาอาการโรคในระบบทางเดินอาหาร ปรากฏตำรับ ”ยาเหลืองปิดสมุทร” มีส่วนประกอบของสีเสียดไทย และสีเสียดเทศ ร่วมกับสมุนไพรอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการท้องเสียชนิดที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น อุจจาระไม่เป็นมูก หรือมีเลือดปนและท้องเสียชนิดที่ไม่มีไข้ได้อีกด้วย

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้สีเสียด

ในการนำก้อนสีเสียดมาใช้ต้องนำมาบดเป็นผงประมาณ 0.3-2 กรัม แล้วชงน้ำดื่ม หรือต้มเอาน้ำรับประทานช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย แก้บิด หรือใช้ทารักษาแผลต่างๆ ก็จะช่วยสมานแผลชะล้างบาดแผล ใช้ห้ามเลือด และรักษาโรคผิวหนัง น้ำกัดเท้าได้ แก้แผลเรื้อรัง  ใช้เปลือกต้น ต้มกับน้ำ ใช้ล้างแผล หัวนมแตก ใช้ล้างแผล แก้แผลเน่าเปื่อยเรื้อรัง น้ำกัดเท้า แก้โรคหิด  ใช้เมล็ดฝัก ฝนทาแก้โรคหิด แผลน้ำกัดเท้า  หรือจะใช้ผงสีเสียดเป็นยาฝาดสมาน แก้อาการท้องเดิน โดยผสมกับผงอบเชย ในปริมาณเท่าๆ กัน ถ้าท้องเดินมากใช้ 1 กรัม ถ้าน้อยใช้ 1/2 กรัม ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว เคี่ยวหนึ่งชั่วโมง กรอง รับประทานครั้งละ 4 ช้อนแกง (ประมาณ 30 มิลลิลิตร) วันละ 3 ครั้ง หรือใช้ผงสีเสียดผสมกับน้ำมันพืช ทาแผลน้ำกัดเท้า

ลักษณะทั่วไปสีเสียด

สีเสียดจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง สูง 10-15 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดโปร่ง ตามลำต้นและกิ่งมีหนามแหลมโค้งออกในลักษณะเป็นคู่ เปลือกเป็นสีเทาคล้ำหรือสีเทาอมน้ำตาลขรุขระแตกล่อนเป็นแผ่นยาว แก่นสีน้ำตาลแดง

ใบ เป็นแบบใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ช่อใบแขนงเรียงตรงข้ามกัน 10-20 คู่ ใบย่อย 30-50 คู่ เรียงตรงข้าม ใบรูปแถบ กว้าง 0.5-1 มม. ยาว 4-7 มม. ปลายใบมน โคนใบเบี้ยว ใบเกลี้ยง หรือมีขนเล็กน้อยเส้นแขนงใบข้างละ 6-7 เส้น ก้านใบหลักยาวประมาณ 3-4 ซม. มีขน

ดอกออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดคล้ายช่อหางกระรอกตามซอกใบและปลายกิ่ง ช่อยาว 5-9 ซม. ดอกย่อยขนาดเล็ก สีขาวนวลหรือสีเหลืองอ่อน กลีบดอก 5 กลีบ ยาว 0.2-0.3 ซม เกสรเพศผู้จำนวนมาก เป็นเส้นเล็กสีขาว ดอกบานเต็มที่กว้าง 2-3 มม. มีกลิ่นหอม

ผลออกเป็นฝักแห้งแตก ฝักแบนรูปขอบขนานหัวท้ายแหลม ยาว 5-10 ซม. ฝักแก่สีน้ำตาลคล้ำเป็นมัน  เมล็ด มี 3-7 เมล็ดต่อฝัก ลักษณะแบน สีน้ำตาลอมเขียว

เนื้อไม้  มีสีแดงเข้มถึงน้ำตาลแกมแดง เป็นมันเลื่อม เสี้ยนสน  เนื้อแน่น  แข็งเหนียว ส่วนแก่นของต้นมีสีน้ำตาบแดง และทนทาน  เลื่อยผ่า ตบแต่งได้ยาก

การขยายพันธุ์สีเสียด

สีเสียดสามารถขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี คือ

  • แบบอาศัยเพศ ใช้เมล็ดเพาะในแปลงเพาะ  โดยทำการเก็บฝักแก่จากต้น โดยจะสังเกตว่าฝัหมีสีน้ำตาลคล้ำเป็นมัน นำไปตากแดดให้แห้ง 2-3 วัน ฝักจะแตกอ้าตามรอยตะเข็บด้านข้างเมล็ดแก่จะมีสีน้ำตาลอมเขียว เป็นมัน  แล้วนำเมล็ดไปเพาะในแปลงเพาะ ซึ่งจะมีเปอร์เซ็นต์การงอกประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ และเมล็ดจะใช้เวลาในการงอก 10 วัน  จึงย้ายชำกล้าไม้ลงถุงพลาสติกที่ได้เตรียมดินไว้แล้ว  จากนั้นดูแลรักษากล้าไม้ประมาณ 4-5 เดือน จึงนำไปปลูกในพื้นที่ที่ต้องการต่อไป  สำหรับการเพาะเมล็ด อาจจะใช้วิธีหยอดเมล็ดลงในถุงพลาสติกโดยตรงแล้ว รักษากล้าไม้ให้เจริญเติบโตจนถึงระยะปลูกก็ได้เช่นกัน
  • แบบไม่อาศัยเพศ  โดยการใช้เหง้าปลูก  เพราะไม้สีเสียดแก่นเป็นไม้โตเร็ว จึงสามารถขยายพันธุ์ตามธรรมชาติด้วยการแตกหน่อได้ด้วย

สำหรับการกำหนดระยะ หากต้องการใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ควรปลูกระยะห่าง  2x3 เมตร หรือ 4x4 เมตร  แต่หากปลูกเพื่อต้องการผลิตไม้ฟืนหรือถ่าน ควรปลูกระหว่าง 2x2 หรือ 2x4 เมตร  และถ้าปลูกเพื่อต้องการเก็บเมล็ดในการทำแหล่งเมล็ดพันธุ์ ควรปลูก 2x2 หรือ 2x4

องค์ประกอบทางเคมี

สาระสำคัญกลุ่มหลักที่พบในสีเสียดไทย คือ สารกลุ่มแทนนิน (tannins) ที่ทำให้พืชสมุนไพรชนิดนี้รสฝาด ได้แก่ catechutannic acid ในปริมาณ 20-35%, acacatechin 2-10%, epicatechin, phlobatannin, protocatechu tannins, pyrogallic tannins, epicatechin-3-O-gallate, epigallocatechin3-O-gallate นอกจากนี้ยังพบสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavoniods) ประกอบด้วย quercetin, quercetagetin, fisetin flavanol dimers, flavonol glycosides, 5,7,3´,4´-tetrahydroxy-3-methoxy flavone-7-O-β-D-galactopyranosyl-(1→4)-O-β-D-glucopyranoside และยังพบสารกลุ่มอื่นๆ เช่น catechu red และ caffeine และหากแยกเป็นแต่ละส่วนออกมาจากสารต่างๆดังนี้ 

รูปภาพองค์ประกอบทางเคมีของสีเสียด

                                                                                               

 ที่มา : Wikipedia

  • ใบ พบ  Catechin, Isoacacatechol, Tannins isoaca catechol acetate
  • เปลือกต้นพบสารจำพวก Catechol, Gallic acid, Tannin, แก่นมีสาร Catechin, Dicatechin, 3′ ,4′ ,7′ , -Tri-O-methyl catechin, 3′ ,4′ ,5 , 5′ , 7-sPenta-O-methyl gallocatechin, ใบมีสาร -(+)-Chatechin, Isoacacatechol, Tannins isoacacatechol acetate ส่วนทั้งต้นมีสาร Epicatechin
     

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านจุลชีพ มีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านจุลชีพ พบว่าสารสกัดน้ำ เมทานอล และเฮกเซน จากสีเสียดไทยมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli O157:H7, Pseudomonas aeruginosa, Salmonella typhi, Bacillus subtilis, Bacillus cereus, Staphylococcus aureus และ methicillinresistant S. aureus ได้ นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดเฮกเซนจากเปลือกต้นสีเสียดไทยมีฤทธิ์ต้านเชื้อรา Candida albicans และ Aspergillus niger ได้

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการทดสอบสีเสียด พบว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ทดสอบสารสกัดเอทานอล (80%) จากลำต้นแห้ง ความเข้มข้น 6.25 มก./มล. กับเชื้อแบคทีเรีย S. aureus ในจานเพาะเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์อ่อนๆ เมื่อเปลี่ยนมาใช้สารสกัดเอทานอล (95%) จากเรซินของสีเสียด พบว่ามีฤทธิ์ มีการทดสอบน้ำสกัด สารสกัดเฮกเซน และสารสกัดเอทานอล ความเข้มข้น 200 มก./มล. ของพืชหลายชนิดในการต้านเชื้อแบคทีเรียชนิดต่างๆ โดยวิธี agar well diffusion จากผลการทดสอบพบว่า สารสกัดเอทานอลจากเปลือกของสีเสียด มีฤทธิ์ต้าน S. aureus ส่วนน้ำสกัดมีฤทธิ์อ่อนๆ และสารสกัดเฮกเซนไม่มีฤทธิ์

ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสีย สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์น้ำจากเปลือกต้นสีเสียด (Acacia catechu Willd.) ซึ่งประกอบด้วยสารกลุ่ม catechins เช่น (-)-epicatechin และ (+)-catechin มีฤทธิ์ลดความถี่และความแรงในการหดเกร็งตัวของลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็กส่วนปลายที่แยกได้จากหนูตะเภา โดยฤทธิ์การยับยั้งจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณสารสกัดที่ให้ สารสกัดจากต้นสีเสียดสามารถเสริมฤทธิ์ของ calcium antagonist ในการต้านการหดเกร็งบริเวณลำไส้ใหญ่มากกว่าส่วนของลำไส้เล็กส่วนปลาย และสามารถออกฤทธิ์คลายการหดเกร็งของลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็กส่วนปลายจากการเหนี่ยวนำด้วยสาร carbachol ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเปลือกต้นสีเสียดมีฤทธิ์ต้านการหดเกร็งของลำไส้ผ่านการยับยั้ง muscarinic receptors และ Ca2+ channels ของเซลล์ จากการทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสีย พบว่าสารสกัดจากต้นสีเสียดสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อ Campylobacter jejuni, Escherichia coli และ Salmonella spp โดยไม่มีผลต่อเชื้อจุลินทรีย์ชนิด Bifido และ Lactobacillus ในลำไส้เมื่อให้ที่ความเข้มข้น 5 เท่าของฤทธิ์ต้านการหดเกร็ง จึงสามารถสรุปได้ว่าสารสกัดจากต้นสีเสียดออกฤทธิ์บรรเทาอาการท้องเสีย โดยการต้านการหดเกร็งในลำไส้มากกว่าฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาอาการท้องเสียที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

ฤทธิ์ต้านอักเสบ การทดลองนำสารสกัดผสมระหว่าง baicalin จาก Scutellaria baicalensis และ (+)- Catechin จาก A. catechu มาทดสอบฤทธิ์ลดการอักเสบ พบว่าสารผสมดังกล่าวสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ cyclooxygenase (COX) และ 5-lipoxygenase (5-LOX) ได้ โดยมีค่า IC50 (50% inhibitory concentration) ต่อ ovine COX-1 and COX-2 peroxidase enzyme และ potato 5-LOX enzyme เท่ากับ 15 g/mL และ 25 g/mL ตามลำดับ

ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น การศึกษาฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นของส่วนสกัดเอธานอลจาก  A. catechu (L.f.) Willd. ด้วยวิธี 1,1-Diphenyl-2-picrylhydrazyl (DPPH)assay โดยเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน  Buthylated Hydroxyl toluene (BHT) และ Quercetin ได้ค่าความเข้มข้นของสารสกัดที่ยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระได้ร้อยละ 50 (IC50) เท่ากับ 10.45μg/ml และ 2.73 μg/ml ตามลำดับ


การศึกษาทางพิษวิทยา

การทดสอบความเป็นพิษทดลองฉีดสารสกัดเอทานอล (50%) จากลำต้น เข้าทางช่องท้องหนูถีบจักร พบว่าความเข้มข้นสูงสุดที่สัตว์ทดลองทนได้ คือ 100 มก./กก. 

พิษต่อเซลล์ทดสอบสารสกัดเอทานอล (50%) จากลำต้นกับ CA-9KB โดยมี ED50 มากกว่า 20 มคก./มล. พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีพิษต่อเซลล์ มีการทดสอบสารสกัดจากเปลือกกับเซลล์จากปลายรากของหอมหัวใหญ่ จากการทดสอบพบว่า สารสกัดจากเปลือกสีเสียด มีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งเซลล์เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม 

ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์เมื่อทดสอบสารสกัดจากแก่นไม้แห้ง (ไม่ระบุชนิดสารสกัด) ความเข้มข้น 250 มคก./จานเพาะเชื้อ กับ Salmonella typhimurium TA100, TA1535, TA1538, TA98 พบว่าสารสกัดดังกล่าวไม่มีฤทธิ์ 


ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. การใช้สีเสียดเป็นยาสมุนไพร ควรคำนึงถึงความปลอดภัย เช่นเดียวกับสมุนไพรชนิดอื่น คือ ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และไม่ควรใช้เกินปริมาณที่กำหนดตามตำรายา เพราะอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายได้
  2. ในการเลือกใช้สีเสียดก้อนนั้นควรคำนึงถึงความสะอาดและควรเลือกสีเสียดก้อนที่ไม่มีสิ่งปลอมปนอื่นๆ ติดมาหรือควรเลือกซื้อจากแหล่งที่ไว้ใจได้

 

เอกสารอ้างอิง

  1. นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ และนงลักษณ์ เรืองวิเศษ.วิเคราะห์ วิจัยคุณภาพเครื่องยาไทย.คอนเซพท์ เมดิคัส จำกัด กรุงเทพมหานตรา 2551.หน้า502-510
  2.  จงรัก วัจนคุปต์. การตรวจหาสมุนไพรไทยที่มีอำนาจทำลายเชื้อแบคทีเรีย. Special Project Chulalongkorn Univ, 1952.   
  3. ผศ.ดร.ศิริมา สุวรรณกูฏ.สีเสียด.สมุนไพรแก้ท้องร่วง.บทความสมุนไพรฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  4. นิจศิริ เรืองรังสี และธวัชชัย มังคละคุปต์.สมุนไพรไทย เล่ม 1.สำนักพิมพ์บี เฮลท์ตี้ กรุงเทพฯ2547.หน้า305.
  5. สีเสียด.ฐานข้อมูลสมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  6. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “สีเสียดเหนือ Catechu Tree / Cutch Tree”.  หน้า 32.
  7. ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสียของต้นสีเสียด.ข่าวความเคลื่อนไหนสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  8. สีเสียดเหนือ.กลุ่มยารักษาน้ำกัดเท้า.สรรพคุณสมุนไพร200ชนิดโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.rspg.or.th/plant_data/herbs/herbs_23_2.htm
  9. สมสุข มัจฉาชีพ.พืชสมุนไพร.รุ่งศิลป์การพิมพ์.กรุงเทพฯ.พิมพ์ครั้งที่2.2542.หน้า280.
  10. ศุภยางค์ วรวุฒิคุณชัย.หลิน กิจพิพิธ.ฤทธิ์ต้านเชื้อของสารสกัดสมุนไพรไทยต่อ clinical isolates ของ methicillinresistant Staphylococcus aureus. วารสารสงขลานครินทร์. 2548. 27(Suppl. 2) หน้า 525-34.
  11. สีเสียดไทย.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.thaicrudededrug.com/main.php?action=viewpage&pid=139
  12. วันดี กฤษณพันธ์ เกร็ดความรู้สมุนไพร.สำนักพิมพ์ดิคัล มีเดีย กรุงเทพฯ พิมพ์ครั้งที่ 2.2539หน้า125.
  13. Shen D, Wu Q, Wang M, Yang Y, Lavoie EJ, and Simon JE. Determination of the Predominant Catechins in Acacia catechu by Liquid Chromatography/Electrospray Ionization-Mass Spectrometry. J. Agric. Food Chem 2006, 54 (9): 3219-24.
  14. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “สีเสียดเหนือ”.  หน้า 784-785.
  15. Valsaraj R, Pushpangadan P, Smitt UW, Adsersen A, Nyman U.  Antimicrobial screening of selected medicinal plants from India.  J Ethnopharmacol 1997;58(2):75-83.
  16. . Saini ML, Saini R, Roy S, and Kumar A. Comparative pharmacognostical and antimicrobial studies of acacia species (Mimosaceae). J Med Plants Res 2008, 2 (12): 378-86.
  17. Shrimal SK.  Antimitotic effect of certain bark extracts.  Broteria Ser Trimest Cieng Nat 1978;48(3/4):55-8.
  18. Jayshree D. Patel, Vipin Kumar, Shreyas A. Bhatt. Antimicrobial screening and phytochemical analysis of the resin part of Acacia catechu. Pharmaceutical Biology 2009, 47(1): 34-7.
  19.  Ray PG, Majumdar SK.  Antimicrobial activity of some Indian plants.  Econ Bot 1976; 30:317-20.
  20. . Burnett BP, Jia Q, Zhao Y, and Levy RM. A Medicinal Extract of Scutellaria baicalensis and Acacia catechu Acts as a Dual Inhibitor of Cyclooxygenase and 5-Lipoxygenase to Reduce Inflammation. J Med Food 2007, 10 (3): 442-51.
  21. Dhar ML, Dhar MM, Dhawan BN, Mehrotra BN, Ray C.  Screening of Indian plants for biological activity: part I.  Indian J Exp Biol 1968; 6:232-47.
  22. Ramli S, Bunrathep S, Tansaringkarn T, and Ruangrungsi N. Screening for free radical scavenging activity from ethanolic extract of Mimosaceous plants endemic to Thailand. J Health Res 2008, 22(2): 55-9.
  23. Nagabhushan M, Amonkar AJ, Nair UJ, Santhanam U, Ammigan N, D'souza AV, Bhide SV.  Catechin as an antimutagen: its mode of action.  J Cancer Res Clin Oncol 1988;114(2):177-82.  
  24.  Ahmad I, Mehmood Z, Mohammad F.  Screening of some Indian medicinal plants for their antimicrobial properties.  J Ethnopharmacol 1998;62:183-93.