โสมไทย ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

โสมไทย

ชื่อสมุนไพร  โสมไทย
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  โสมคน (ภาคกลาง) , ว่านผักปั๋ง (ภาคเหนือ) , กู่เหยิ่นเซิน , โทวหนิ่งเซียม (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Talinum paniculatum(Jacq.)  Gaertn.
ชื่อสามัญ  Java ginseng , Sweetheart,  Fame Flower, Surinam Purslane, waterleaf, Ceylon Spinach
วงศ์  PORTULACACEAE

 

ถิ่นกำเนิดโสมไทย

เชื่อกันว่าโสมไทยเป็นพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียแล้วมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังดินแดนต่างๆ ในอเมริกาใต้และแอฟริกา สำหรับในประเทศไทยนั้นสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักจะพบได้ตามบริเวณที่ชุ่มชื้นใต้ร่มไม้ใหญ่ หรือตามที่ชุ่มชื้นในป่าเต็งรังและป่าโปร่งทั่วไป  รวมถึงตามบริเวณบ้านพักอาศัยในชนบททั่วไป

ประโยชน์/สรรพคุณโสมไทย  

ในประเทศไทยมีการนำโสมไทยไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ยอดอ่อน และใบอ่อนของโสมไทยสามารถนำไปรับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกโดยจะนำไปลวกหรือกินสดๆ ก็ได้ หรืออาจจะนำไปผัดแบบผักต่างๆ หรือนำมาใช้ทำแกงจืด แกงแค แกงเลียง และยังใช้นำมาประกอบอาหารแทนผักโขมก็ได้ ส่วนสรรพคุณทางยาของโสมไทยนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า เหง้า รสหวานร้อน บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย แก้อักเสบ ลดอาการบวม ราก บำรุงปอด แก้ไอ แก้ไข้ แก้อ่อนเพลีย หลังฟื้นไข้  แก้ท้องเสีย ใบแก้บวมอักเสบมีหนอง ขับน้ำนม ปัสสาวะขัด แก้เหงื่อออกมากผิดปกติ ไอเป็นเลือด แก้ประจำเดือนมาผิดปกติ  ส่วนในอินโดนีเซีย ใช้เหง้าสำหรับรักษาอาการของโรคตับและไต และใช้ดอกเป็นยารักษาโรคหอบหืด และในฟิลิปปินส์ใช้เป็นยาพื้นบ้าน เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงประจำเดือน แก้อ่อนเพลีย บรรเทาอาการไอ และท้องเสีย

ลักษณะทั่วไปโสมไทย

โสมไทยจัดเป็นพืชล้มลุก ขนาดเล็ก สูง 60-80 เซนติเมตร หรืออาจสูงได้ถึง 1 เมตร  ต้นเป็นเหลี่ยมตั้งตรงน้ำ แตกกิ่งบริเวณโคนต้นลำต้นอ่อนมีสีเขียวเปราะและหักง่าย เมื่อแก่จะมีสีน้ำตาลเนื้อแข็ง มีเหง้าใต้ดินเมื่อรากโตเต็มที่จะมีรูปร่างเหมือนโสมจีน หรือโสมเกาหลีเปลือกรากเป็นสีขาวหรือสีน้ำตาลเนื้อในสีขาวนวล มีกลิ่นฉุนเล็กน้อย  ใบเป็นใบเดี่ยว แบบเรียบสลับลักษณะของใบเป็นรูปมนรี หรือรูปไข่กลับ ปลายมนหรือแหลมสั้น ใบกว้าง 2.5-3.5 ซม. ยาว 5-7.5 ซม. โดยปลายใบจะโตกว่าโคนใบ โคนสอบแหลม เนื้อใบหนา ขอบใบเรียบ หลังใบสีเขียวมันวาว ท้องใบสีเขียวนวล ก้านใบชูตั้ง ดอกออกเป็นช่อบริเวณยอดหรือปลายกิ่ง ดอกย่อยมีขนาดเล็ก ดอกมี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่หรือเป็นรูปกลมรี ปลายกลีบแหลม กลีบดอกเป็นสีม่วงแดงไม่มีกลิ่น ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 2 กลีบ หลุดร่วงได้ง่าย สีขาวใส ห่อหุ้มดอกในขณะตูม ดอกเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ บริเวณกลางดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน สีเหลือง ล้อมรอบเกสรเพศเมีย ส่วนก้านเกสรเพศเมียจะเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายกับด้ายสีชมพูและมีลักษณะโค้งเล็กน้อย ส่วนปลายแฉกจะแยกออกเป็น 3 แฉก ผลเป็นรูปทรงกลมหรือกลมรี ผิวเรียบขนาดเล็ก ประมาณ 3 มิลลิเมตร ผลจะเป็นสีเขียว แล้วจะเป็นสีเหลืองอ่อน สีแดง และสีเทาเข้ม เมื่อแก่จัดจะแตกทำให้เมล็ดฟุ้งกระจายตกลงบนพื้นดิน ภายในผลมีเมล็ดสีดำลักษณะกลมแบนผิวเรียบขนาดเล็ก มีจำนวนเมล็ดประมาณ 50-60 เมล็ด

การขยายพันธุ์โสมไทย

โสมไทยสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด โดยการนำเมล็ดที่แก่ (สีดำ) ของโสมไทยมาแช่น้ำ 1 คืน แล้วนำไปเพาะในกระบะเพาะที่ผสมวัสดุเพาะไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มนำไปวางไว้ที่ร่มหรือเรือนเพาะชำ รอจนต้นมีอายุ 20-30 วัน หรือ สูง 10-15 เซนติเมตร และมีใบจริง 2-3 คู่ จึงนำไปปลูกในแปลงได้ สำหรับวิธีการปลูกก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการปลูกไม้ล้มลุกประเภทอื่นๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆของโสมไทย พบว่ามีสารสำคัญๆดังนี้ ในใบและลำต้นพบสารกลุ่ม flavonoids และ Chromene นอกจากนี้ยังพบสาร javaberine A,B , octacosanol , hentriacontane , dotriacontane , triacontane , heneicosanoic acid , β-sitosterol และ stigmasterol นอกจากนี้ในน้ำมันหอมระเหยของโสมไทยยังพบสาระสำคัญ อาทิเช่น  camphor, borneol, limonene, camphene, myrcene, cineol,pinene, pinostrobin,  thujene, rubramine เป็นต้น

 

ที่มา : Wikipedia

 

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้อ่อนเพลีย โดยใช้เหง้าแห้งามาดองกับเหล้าใช้รับประทานวันละ 1 เป๊ก ใช้บำรุงปอด แก้อักเสบ แก้ปัสสาวะขัด แก้ไข แก้ไอ ไอเป็นเลือด โดยใช้รากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม แก้เหงื่อออกมากผิดปกติหรือแก้อาการปัสสาวะมากผิดปกติ โดยใช้รากสด 60 กรัม  มาต้มกินกับน้ำ วันละ 2-3 ครั้ง ใช้ขับน้ำนมในสตรีหลังคลอด โดยใช้ใบอ่อนมาทำอาหารรับประทาน    แก้บวมอักเสบมีหนอง รักษาฝีอักเสบมีหนอง โดยใช้ใบสดนำมาตำให้แหลกผสมกับน้ำตาลทรายแดง ใช้เป็นยาพอกบริเวณที่เป็น ส่วนการใช้โสมไทยในตำรายาจีนระบุว่าใช้บำรุงร่างกายหลังการฟื้นไข้ใหม่ ๆ โดยใช้รากแห้ง 30 กรัม รากโชยกึงป๊วก 30 กรัม และโหงวจี้ม่อท้อ 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน  แก้ธาตุอ่อน กระเพาะลำไส้ไม่มีเรี่ยวแรง ถ่ายกะปริบกะปรอย ด้วยการใช้รากแห้ง 30 กรัม และพุทราจีน 30 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำกิน  ไอเรื้อรังซึ่งเกิดจากปอด ด้วยการใช้รากแห้ง หงู่ตั่วลักแห้ง อย่างละประมาณ 30 กรัม เจียะเชียงท้อแห้ง 15 กรัม และแบะตง 10 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของโสมไทยพบว่าสารสกัด Octacosanol จากรากของโสมไทยมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสเริม ลดคอเลสเตอรอล ฤทธิ์รักษาโรคผิวหนังอักเสบ ฤทธิ์รักษาอาการโรคพาร์กินสัน และฤทธิ์รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด

การศึกษาทางพิษวิทยา 

ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. โสมไทยเป็นพืชที่มีปริมาณกรดออกซาสิกสูงอีกชนิดหนึ่ง ดังนั้นผู้ป่วยโรคไต โรคเกาต์ ไม่ควรรับประทานรวมถึงคนที่มีภาวะสุขภาพปกติ ก็ควรบริโภคแต่น้อยเช่นกัน
  2. ในการใช้โสมเป็นสมุนไพรเพื่อบำบัดรักษาอาการของโรคต่างๆ ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่ระบุไว้ในตำรับตำราต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณมากจนเกินไปหรือใช้ติดเป็นประจำก่อนจะใช้โสมไทย เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.  “โสมคน”.  หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  หน้า 792-794.
  2. วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.ดร.  2531. พจนานุกรมสมุนไพรไทย. 880 หน้า.
  3. วิทยา บุญวรพัฒน์.  “โสมไทย”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  หน้า 568.
  4. เต็ม สมิตินันทน์. 2523. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (ชื่อพฤกษศาสตร์-ชื่อพื้นเมือง). กรมป่าไม้ 379 หน้า.
  5. โสมไทย.ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpaye&pid=117