มะลิ ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

มะลิ

ชื่อสมุนไพร  มะลิ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  มะลิลา,มะลิซ้อน(ทั่วไป),มะลิป้อม(ภาคเหนือ),มะลิหลวง(แม่ฮ่องสอน),มะลิขี้ไก่(เชียงใหม่),ข้าวแตก(ไทยใหญ่),บังหลีฮวย,เชียวหน้ำเคี้ยง(จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Jasminum Sambac (L.) Aiton. 
ชื่อสามัญ   Arabian jasmine,  Jusmine , Grand Duke of Tuscany , Angel – hair jusmine , Angelnaing  jusmine, Star jusmine.
วงศ์  OLEACEAE

 

ถิ่นกำเนิดมะลิ

มะลิมีถิ่นกำเนิดในแถบร้อนชื้นและกึ่งร้อนชื้นในเอเชียและความสมุทรอารเบีย เช่น อินเดีย , ไทย , มาเลเซีย ,พม่า , คูเวต , โอมาน , ซาอุดิอาระเบีย เป็นต้น แต่ในปัจจุบันสามารถพบได้  ทั้งในยุโรป เอเชีย อาฟริกา และแถบแปซิฟิค โดยพืชในสกุลนี้มีประมาณ 200 ชนิด ส่วนในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 45 ชนิด และสามารถพบเห็นได้ทั่วทุกภาคของประเทศ สำหรับมะลิที่เป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองของไทย มีอยู่ประมาณ 15 ชนิด ซึ่งมะลิที่พบเห็นกันมากในไทยได้แก่ มะลิลา มะลิลาซ้อน มะลิถอด มะลิพิกุลหรือมะลิฉัตร มะลิทะเล มะลิทะเล มะลิเลื้อย มะลิวัลย์ พุทธชาด ปันหยี เครือไส้ไก่ อ้อยแสนสวย และมะลิเขี้ยวงู  เป็นต้น ทั้งนี้แหล่งปลูกมะลิที่สำคัญของไทย ได้แก่ นครสวรรค์ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร ชลบุรี  พิษณุโลก ลำพูน อุบลราชธานี ขอนแก่น และ หนองคาย

ประโยชน์/สรรพคุณมะลิ

มะลิเป็นพันธุ์ไม้ที่มีประวัติผูกพันธุ์กับวิถีชีวิตคนไทยมาเนิ่นนานแล้ว  ตั้งแต่ในอดีตและในปัจจุบันก็ยังคงสืบทอดภูมิปัญญาและวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับมะลิ รุ่นสู่รุ่นสืบมา โดยมีการนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ เช่น คนไทยนิยมยกย่องดอกมะลิให้เป็นดอกไม้ของวันแม่แห่งชาติ เพราะดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมและยังมีสีขาวบริสุทธิ์ หรือนำมาร้อยเป็นพวงมาลัยไหว้พระ บ้างก็ใช้ทำดอกไม้แห้ง(บุหงา) รวมถึงใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมันหอมระเหย และใช้แต่งกลิ่นใบชา , ใช้อบขนมต่าง ๆ เพื่อเพิ่มกลิ่นหอม  ในทางสุคนธบำบัด (Aromatherapy) หรือการบำบัดโดยการใช้กลิ่นหอม จะใช้น้ำมันหอมระเหยของดอกมะลิ ในการกระตุ้นระบบประสาทสำหรับผู้ที่มีภาวะอ่อนล้าทางจิตใจ เฉื่อยชา อ่อนเพลีย ง่วง ช่วยปรับอารมณ์และสภาพสมดุลของจิตใจให้ดีขึ้น บรรเทาอาการปวดศีรษะ ความเครียด และความกลัว  หรือจะใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปที่ให้นั้นหอม สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี และเป็นพันธุ์ไม้หอมที่ปลูกได้ง่าย ปลูกได้ดีทั้งในพื้นที่แคบหรือในกระถาง 

            นอกจากนี้ เมื่อดื่มน้ำลอยดอกมะลิให้ความรู้สึกสดชื่นอีกด้วย และในปัจจุบันน้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น King of essential oils (ส่วนกุหลาบเป็น Queen of essential oils) จัดว่าเป็นน้ำมันหอมระเหยที่มีราคาแพงที่สุด นำมาใช้แต่งกลิ่นน้ำหอม เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางต่างๆ ใช้ในธุรกิจสปาและใช้เพื่อสุคนธบำบัด ุหลาบน้จุบันน้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นนิตคนไทยมาเนิ่นนานแล้ว  ตั้งแต่ในอดีตและในปัจจุบันก็ยังคงสืบทอด(aromatherapy)

            สำหรับสรรพคุณทางยาของมะลินั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ใช้บำรุงหัวใจ ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ทำจิตใจให้ชุ่มชื่น บำรุงครรภ์รักษา แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้เจ็บตา เนื่องจากมีรสฝาดสมาน จึงช่วยสมานท้อง แก้บิด แก้ปวดท้อง แก้แผลเรื้อรัง ผิวหนังเป็นผื่นคัน น้ำแช่ดอกสดบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น นำดอกสดตำใส่พิมเสน สุมหัวเด็กแก้ซาง แก้ตัวร้อน แก้หวัด และเมื่อพิจารณาจากรสของยา ดอกมะลิถูกจัดเป็น “ยารสหอมเย็น” จึงมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ทำให้ชื่นใจ แก้อ่อนเพลีย ชูกำลัง แก้ร้อนในกระหายน้ำ แต่อย่าใช้มากเกินไป เพราะจะแสลงกับโรคลมจุกเสียด แน่น  

            ส่วนอีกตำรายาหนึ่งระบุว่า ใบ รสฉุนซ่า ใช้แก้ไข้ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง ของดินฟ้าอากาศ ปวดท้อง อึดแน่น ท้องเสีย  ดอก รสฉุน ชุ่ม สุขุม ใช้สมานท้อง แก้บิด ปวดท้อง ผิวหนังเป็นผื่นคัน แผลเรื้อรังต้มน้ำใช้ล้างตา แก้เยื้อตาอักเสบแช่น้ำมันพืชจนพองตัว ใช้หยอดหูแก้ปวดหู ราก รสขม สุขุม มีพิษทำให้สลบ แก้ปวดเอ็นขัดยอกเนื่องจากหกล้มหรือถูกกระทบกระแทก เลือดออกตามไรฟัน ปวดหัว นอนไม่หลับ

            นอกจากนี้ดอกมะลิแห้งยังใช้เข้าเครื่องยาพิกัดเกสรทั้งห้า (ดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี และเกสรบัวหลวง) เกสรทั้งเจ็ด (เกสรทั้งห้า เพิ่มดอกจำปาและดอกกระดังงา) และเกสรทั้งเก้า (เกสรทั้งเจ็ด เพิ่มดอกลำดวนและดอกลำเจียก) และยังเป็นส่วนประกอบเครื่องยาหอมนวโกฐ ยาหอมอินทจักร์ ยาหอมเทพจิตร ยาหอมทิพโอสถ และยาสตรีหลังคลอด ตามบัญชียาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติอีกด้วย

ลักษณะทั่วไปมะลิ 

มะลิสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีปักชำและวิธีตอนกิ่ง  มะลิจัดเป็นไม้พุ่มกึ่งเถา สูงน้อยกว่า 2 เมตร ลำต้นเป็นเถากลมเล็กยาวแตกกิ่งก้านไปรอบๆ ด้านกิ่งอ่อนมีขนสั้น ๆ สีขาว 

ใบออกเรียงตรงข้าม เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อยใบเดียว ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปรี รูปขอบขนาน หรือรูปมนป้อม ปลายใบแหลม โคนใบมนสอบเข้าหากัน ส่วนขอบใบเรียบไม่มีหยัก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบมันเป็นสีเขียวแก่ ที่ท้องใบเห็นเส้นใบได้ชัดเจน เส้นใบมีขนาดใหญ่ มีประมาณ 4-6 คู่ ก้านใบมีขนาดสั้นมากและมีขน

ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ ช่อหนึ่งปกติมี 3 ดอก ออกจากซอกใบหรือปลายกิ่ง ก้านช่อดอกยาว 1-3 ซม. มีขนสั้นๆ สีขาว ก้านดอกย่อย ยาว 5-10 มม. กลีบเลี้ยงเป็นหลอดสีเขียว มีขนสั้น ๆ ส่วนปลายแยกเป็นเส้นปลายแหลม 8-10 เส้น ยาว 5-8 มม. กลีบดอกเป็นหลอดสีขาว ยาว 1.5-2 ซม. มีเกสรตัวผู้ 2 อัน อยู่ติดกับกลีบดอกในหลอดสีขาว รังไข่มี 2 ห้อง แต่ละห้องมี 2 เมล็ด ออกดอกตลอดปี

ทั้งนี้ ลักษณะของดอกมีทั้งดอกซ้อนและดอกไม่ซ้อน ดอกซ้อนเราจะเรียกว่า "มะลิซ้อน" ส่วนดอกที่ไม่ซ้อนจะเรียกว่า "มะลิลา" โดยทั้งสองชนิดจะเป็นดอกสีขาวและมีกลิ่นหอม ซึ่งดอกมะลิลาจะมีกลิ่นหอมมากกว่าดอกมะลิซ้อน

การขยายพันธุ์มะลิ

มะลิสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีปักชำและวิธีตอนกิ่ง แต่วิธีที่นิยมขยายพันธุ์มากที่สุข คือ การปักชำ ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำได้ง่ายสะดวกและรวดเร็ว โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้

            ก่อนอื่นต้องเตรียมวัสดุเพาะชำ โดยใช้ทรายผสมขี้เถ้าแกลบ อัตราส่วน 1:1 บรรจุในตะกร้าพลาสติกที่เตรียมไว้ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม เตรียมกิ่งพันธุ์ โดยกิ่งที่ใช้จะเป็นกิ่งที่ไม่แก่และอ่อนเกินไป ตัดให้มีความยาวของกิ่งประมาณ 4 นิ้ว หรือมีข้ออย่างน้อย 3 ข้อ การตัดกิ่งควรจะตัดให้ชิดข้อ ริดใบส่วนล่างออกให้เหลือใบคู่บนสุด 1 คู่ ตัดใบออกให้เหลือใบคู่บนสุด 1 คู่ ตัดใบออกให้เหลือเพียงครึ่งใบ เพื่อลดการคายน้ำ ถ้าต้องการเร่งรากควรนำกิ่งมะลิไปจุ่มในฮอร์โมน IBA [Indole Butyric Acid]และ NAA [Naphthalene Acetic Acid] อัตราส่วน 1:1 (ความเข้มข้นตามคำแนะนำ)  นำกิ่งมะลิที่เตรียมไว้ปักชำลงในภาชนะเพาะ โดยปักเรียงเป็นแถว ให้มีระยะห่างระหว่างแถวและกิ่ง 2x2 นิ้ว แล้ว รดน้ำที่ผสมกับสารกันรา และสารเคมีกำจัดแมลง

            เมื่อชำเสร็จแล้วให้ใช้พลาสติกใสปิดกระบะให้มิดชิด ทิ้งไว้ 3 สัปดาห์ กึ่งมะลิจะออกรากประมาณร้อยละ 90 ของมะลิทั้งหมด เมื่อมะลิออกรากแล้ว ให้สังเกตดูความสมบูรณ์ของรากก่อนที่จะย้ายลงปลูกในถุงพลาสติก การปักชำวิธีนี้จะได้จำนวนต้นครั้งละมากๆ และเปอร์เซ็นต์การออกรากสูง แต่มีข้อควรระวัง คือ การปักชำในกระบะซ้ำๆ กันหลายครั้งอาจเกิดโรคราขึ้นได้ ดังนั้นควรใช้สารเคมีป้องกันเชื้อราราด หรือฉีดพ่นลงในกระบะขณะปักชำด้วย  หลังจากกิ่งปักชำออกรากแล้วให้นำไปเลี้ยงต่อในถุงขนาด 2x3 นิ้ว โดยใส่ดิน ขุยมะพร้าว และปุ๋ยคอก อัตรา 3:1:1 จนต้นมะลิแข็งแรงดีแล้ว จึงนำไปปลูกต่อไป

            สำหรับสรรพคุณทางยาของมะลินั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า การปลูกมะลิควรปลูกในฤดูฝน สำหรับในสภาพพื้นที่ดอน เตรียมไถดะและตากดินประมาณ 1-2 สัปดาห์ ในสภาพดินกรดให้หว่านปูนขาวประมาณ 200-300 กก. ต่อไร่ แล้วไถพรวน ในสภาพพื้นที่ลุ่ม หากเป็นดินเหนียว ขุดดินเป็นร่องน้ำกว้าง 1 เมตร ยกแปลงปลูกคล้ายหลังเต่ากว้าง 8 เมตร สูง 0.6 เมตร ซึ่งการปลูกมะลิสภาพพื้นที่แบบใดก็ตาม ต้องมีการเตรียมการระบายน้ำที่ดีเสมอ

            การปลูกให้ขุดหลุมลึก กว้าง และยาว ด้านละ 50 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกหรือใบไม้แห้ง หรือปุ๋ยหมัก พร้อมกับใส่ปุ๋ยซุปเปอร์ฟอส (0-46-0) และปุ๋ยสูตร 15-15-15 อย่างละ 80-100 กรัมต่อหลุม คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ลงในหลุม ทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน จึงนำต้นมะลิมาลงปลูกและรดน้ำ สิ่งสำคัญต้องให้ต้นมะลิได้รับแสงอย่างเต็มที่

            การให้น้ำควรรดน้ำตอนเช้า วันละ 1-2 ครั้ง หรือ อาทิตย์ละ 1 ครั้ง ขึ้นกับสภาพดิน หากรดน้ำมากเกินไปไม่สามารถระบายน้ำได้ หรือน้ำขังในแปลงนานจะทำให้ต้นมะลิตายได้ เมื่อปลูกมะลิได้ระยะเวลา 1 เดือน ให้ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 ใส่ลงไปเดือนละครั้ง อัตราไร่ละ 150 กิโลกรัมต่อปี โดยการหว่านและรดน้ำตาทุกครั้ง

องค์ประกอบทางเคมีมะลิ

            ใบ และลำต้นของมะลิลา มีรายงานพบสารสำคัญหลายกลุ่ม เช่น triterpenoid, flavonoid,  irridoid glycoside เช่น sambacin, jasminin, quercetin, isoquercetin, rutin, kaempferol-3-rhamnooglycoside, linalool, sambacoside A, E, F, methyl benzoate, benzyl acetate, methyl salicylate, myrcene, d-fenchene, limonene, cis-linalool oxide, trans-3-hexenyl butyrate

              
รูปภาพองค์ประกอบทางเคมีของมะลิ

 


 

ที่มา : Wikipedia

ดอกมะลิสดมีน้ำมันหอมระเหยประมาณร้อยละ 0.2-0.3 จากการศึกษาด้วยวิธี GC-MS พบว่าน้ำมันระเหยง่าย ที่พบในดอก มีมากกว่า 40 ชนิด แต่สารที่ทำให้มะลิลามีกลิ่นเฉพาะคือ linalool ซึ่งเป็นชนิด R-(-)isomer และ methyl anthranilate ขณะที่ ดอกมะลิชนิด J. grandiflorum L.(ในไทยเรียก “สถาน” หรือ “จะขาน”) ซึ่งใช้ผลิตเป็นน้ำหอมหลัก ในอัลจีเรีย มอรอคโค และอิตาลี  linalool จะเป็นชนิด S-(-) isomer จึงทำให้มะลิต่างสายพันธุ์มีกลิ่นที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างสารที่เป็นองค์ประกอบในน้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิลา เช่น benzyl alcohol, benzyl acetate,   jasmine lactone, methyl jasmonte, geraniol, jasmine, jasmone, methyl benzoate, caryophyllene, cadinene, hexenyl benzoate citrol, nerol, neryl acetate, benzaldehyde, citronello, phenyl ethyl alcohol, eugenol, farnesol, geranylacetate เป็นต้น แต่ถ้านำดอกมะลิแห้งมาสกัดด้วยเมทานอล จะพบองค์ประกอบเป็นสารกลุ่ม irridoid glycoside ชนิด dimeric irridoid glycoside เช่น molihuaside A, C, D, E ชนิด trimeric irridoid glycoside เช่น molihuaside B, sambacoside A  สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่พบ ได้แก่ rutin, kaempferol, quercetin นอกจากนี้ยังพบสารกลุ่ม indole อีกด้วย

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้มะลิ

บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น แก้ลมวิงเวียน แก้ร้อนในกระหายน้ำ ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้อ่อนเพลีย ใช้ดอกแห้ง 1.5-3 กรัม ต้มน้ำ หรือชงน้ำร้อนดื่ม แก้ผิวหนังผื่นคัน  แผลเรื้อรัง ใช้ล้างตา แก้ตาอักเสบ แก้ปวดไข้ ต้มน้ำล้างตา บริเวณแผลผื่นคัน หรือแช่น้ำมันพืชหยอดหู  แก้ร้อนใน, เสียดท้อง รักษาหลอดลมอักเสบ ขับประจำเดือน โดยใช้รากฝนผสมกับน้ำรับประทาน รักษาแผล ฝีพุพอง แก้ไข้ ขับน้ำนมโดยใช้ใบตำให้ละเอียดผสมกับน้ำมันมะพร้าวแล้วนำไปลนไฟแล้วจึงใช้ทาบริเวณที่เป็นแก้อาการนอนไม่หลับ โดยใช้รากแห้งประมาณ 1-1.5 กรัมนำมาฝนกับน้ำรับประทาน   แก้หอบหืด หลอดลมอักเสบ ด้วยการใช้รากสด 1-1.5 กรัมนำมาต้มกับน้ำรับประทาน  แก้อาการปวดฟัน ด้วยการใช้รากสดนำมาทุบให้แหลกคั่วกับเหล้าจนร้อน ใช้พอกบริเวณที่ปวด 

            นอกจากนี้ในมาเลเซีย ใช้ดอกพอกหัว แก้ปวดหัว ใบใช้พอกแก้ฟกช้ำ แผลเรื้อรัง โรคผิดหนัง และบาดแผล ต้มน้ำกินแก้ไข ต้มกับน้ำมันพืช ใช้ทาหัว แก้อาการผิดปกติเกี่ยวกับตา ทำให้ตาสว่าง และใช้เป็นยาแก้วิกลจริต ใบแห้งใช้พอกแผลเรื้อรังและโรคผิวหนังอื่น ๆ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา  

ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus sanguinis ที่เป็นสาเหตุให้เกิดฟันผุ : พบว่าสารสกัด เมทานอล จากดอกมะลิลาแห้ง มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อดังกล่าว โดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้งเชื้อ (MIC) เท่ากับ 1 mg/ml  ดังนั้นสารสกัดจากดอกมะลิจึงมีผลต่อสุขภาพในช่องปาก ส่วนแบคทีเรีย Pseudomonas aeruginosa และเชื้อรา Aspergillus niger : พบว่าสาร caryophyllene oxide, benzyl benzoate, farnesyl acetate, methyl isoeugenol จากดอกมะลิลาออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อดังกล่าว

ฤทธิ์สงบประสาท และทำให้นอนหลับ: น้ำคั้นจากรากสดมะลิลา 1-8 กรัม ต่อน้ำหนักสัตว์ 1 กิโลกรัม เมื่อฉีดเข้าช่องท้อง หนู กระต่าย และสุนัข มีผลในการสงบประสาท ทำให้สัตว์เคลื่อนไหวน้อยลง และทำให้นอนหลับ ในปริมาณต่างกัน  จึงควรระมัดระวังในการใช้ เพราะการใช้มากเกินไปจะทำให้สลบได้

ฤทธิ์ขยายหลอดเลือด มีการศึกษาวิจัยโดย เมื่อให้สารสกัด 95% เอทานอลของดอกมะลิซอน 50 - 400 มคก./มล. และสารสกัด 95% เอทานอลของดอกมะลิลา 0.125-2 ก./ล. แก่หนูทดลองพบว่า มีผลทําใหหลอดเลือดแดงของ หนูขยายตัวแปรตามขนาดของสารสกัดที่เพิ่มขึ้น โดยฤทธิ์ขยายหลอดเลือดของสารสกัดจากดอกมะลิ เกี่ยวของกับการกระตุนการ หลั่ง nitric oxide, กระตุน K+channel และยับยั้งส6งผ6านแคลเซียมเขาสู6เซลล

การศึกษาทางคลินิก การศึกษาผลของน้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิ (Jasminum sambac  L., Oleaceae) ต่อระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system) ของอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 40 คน โดยในกลุ่มทดสอบ จะทาน้ำมันมะลิ 20%w/w ในน้ำมันเมล็ดอัลมอน ขนาด 1 มล. ลงบนผิวบริเวณท้องของอาสาสมัคร ในขณะที่กลุ่มควบคุม จะทาเพียงน้ำมันเมล็ดอัลมอน เป็นเวลา 20 นาที แล้วตรวจวัดความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (systolic blood pressure (SBP)) ความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว (diastolic blood pressure (DBP)) ชีพจร (pulse rate (PR)) ความอิ่มตัวของออกซิเจนในโลหิต (blood oxygen saturation (BOS)) อัตราการหายใจ (breathing rate (BR)) และอุณหภูมิของผิวกาย จากผลการทดลองพบว่าการทาน้ำมันจากดอกมะลิมีผลกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ โดยทำให้ SBP, DBP, BR และ BOS เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าการนวดด้วยน้ำมันจากดอกมะลิมีผลกระตุ้นพฤติกรรมและความรู้สึกของอาสาสมัคร โดยทำให้อาสาสมัครเกิดความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและตื่นตัวมากกว่าก่อนนวดน้ำมัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าน้ำมันจากดอกมะลิที่ใช้ในสุวคนธบําบัด (aromatherapy) มีฤทธิ์ในการกระตุ้นอารมณ์ ความรู้สึกของร่างกาย และช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้

นอกจากนี้มีการศึกษาทางวิจัยอีกชิ้นหนึ่งของอาสาสมัครสุขภาพดี 24 คน โดยให้กลุ่มทดลองสูดดมน้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิ ส่วนกลุ่มควบคุมสูดดม น้ำมันดอกลาเวนเดอร์ ผลการศึกษาพบว่าอาสาสมัครรู้สึกผ่อนคลาย ลดอัตราการเต้นของหัวใจ เพิ่ม  frequency component

การศึกษาทางพิษวิทยา

สารสกัดดอกมะลิลา ด้วยน้ำ และอัลกอฮอล์ (1:1) ในขนาดเทียบเท่าผงยา 10 กรัม / กิโลกรัม ไม่เป็นพิษต่อหนูถีบจักร ไม่ว่าจะให้โดยการป้อน หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง  สารสกัดส่วนเหนือดินด้วยน้ำและอัลกอฮอล์ (1:1) เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่งคือ 1 กรัม / กิโลกรัม

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. ดอกมะลิ ที่ปัจจุบันมีการนำมาผสมแต่งกลิ่นใบชา ไม่ควรกินเป็นประจำติดต่อกันนาน ๆ อาจทำให้ความจำไม่ดี ลืมง่าย
  2. รากมะลิ หากใช้มากไปอาจทำให้สลบได้
  3. ในการใช้ดอกมะลิในทางสุคนธบำบัดไม่ควรใช้ในปริมาณที่มีความเข้มข้นมากเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะกลิ่นหอมแรงเกินไป อาจส่งผงให้อาการหน้ามืดวิงเวียนและคลื่นไส้ได้
  4. ดอกมะลิเป็นยารสหอมเย็น ไม่ควรใช้มากเกินไป เพราะอาจไปแสลงกับโรคลมจุกเสียดแน่นได้
  5. ในการใช้ทุกๆส่วนของมะลิเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคนั้น ควรระมัดระวังในการใช้โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดี ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเรื้องรังรวมถึง ผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้มะลิบำบัดรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “มะลิ”.  หน้า 454.
  2. ภก.ชัยโย  ชัยชาญทิพยุทธ.มะลิ.คอลัมน์อื่นๆ.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 21. มกราคม 2524
  3. ภูริพันธุ์ สุวรรณเมฆ.มะลิ ดอกไม้แห่งคุณค่า.กลุ่มส่งเสริมไม้ดอกและไม้ประดับ.สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  4. ธิดารัตน์ จันทร์ดอน.มะลิ สวย หอม มีคุณค่า.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  5. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  “มะลิ”.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  หน้า 639-641.
  6. ชยันต์ พิเชียรสุนทร.คู่มือเภสัชกรรมแผนไทย เล่ม 1 น้ำกระสายยา.กรุงเทพฯ.บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ จำกัด (มหาชน) 2556.94 หน้า
  7. สำนักยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา.คู่มือการใช้ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ.2555.โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.2555:140 หน้า
  8. กรมส่งเสริมการเกษตร.2556.องค์ความรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ.กรมส่งเสริมการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  9. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “มะลิลา Arabian Jasmine”.  หน้า 128.
  10. สุรัตน์วดี จีระจินดา.การสกัดน้ำมันหอมระเหยจากดอกไม้หอมไทย.วารสารเกษตรกรรมธรรมชาติ.กรุงเทพฯ.บริษัท รุ่งเรืองสาส์น การพิมพ์ 2549.2:72หน้า
  11. กนกพร อะทะวงษา,พิชานันท์ ลีแก้ว.ดอกไม้ในยาไทย.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  12. ฤทธิ์กระตุ้นอารมณ์ของน้ำมันจากดอกมะลิ.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  13. มะลิ.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=106
  14. มะลิลา.กลุ่มพืชหอม เป็นยาบำรุงหัวใจ.สรรพคุณสมุนไพร200ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.rspg.or.th/plant.data/nerbs/herbs_03_9.htm
  15. Kunhachan P, Banchonglikitkul C, Kajsongkram T, Khayungarnnawee A, Leelamanit W. Chemical composition, toxicity and vasodilatation effect of the flowers extract of Jasminum sambac (L.) Ait.“G. Duke of Tuscany”. Evid Based Complement Alternat Med 2012;2012:471312.