แอหนัง ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย
แอหนัง งานวิจัยและสรรพคุณ 20 ข้อ
ชื่อสมุนไพร แอหนัง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น เบญจมาศเงิน, มังกรเงิน, ปากหลาน (ทั่วไป), เหล่าเหยินฮวา, เหล่าหนึ่งฮวย, เซียนเหนียนไอ๋, เฮียงเก็ก, ฝูหนงจวี่, เซียงจี๋ (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Crossostephium chinense (A.Grey ex L.) Makino
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Kitam., Crossostephium artemisioides Less. ex Cham. & Schltr., Artemisia chinensis L., Chrysanthemum artemisioides (Less.) Tanacetum chinense L.
ชื่อสามัญ Roman iron wood
วงศ์ ASTERACEAE
ถิ่นกำเนิดแอหนัง
แอหนัง จัดเป็นพืชในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE) ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในถิ่นอบอุ่นบริเวณภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น ในประเทศจีน บริเวณมณฑลเจ้อเจียง กวางตุ้ง และฝูเจี้ยน ไต้หวัน เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยมีรายงานว่าแอหนัง ถูกนำเข้ามาปลูกเมื่อสมัยรัชกาลที่ 2 ของกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง โดยชื่อแอหนัง เป็นชื่อที่รัชกาลที่ 2 พระราชทาน ซึ่งเป็นชื่อของบุษบา ขณะบวชเป็นชีในวรรณคดีเรื่องอิเหนา ปัจจุบันแอหนังถูกนำมาปลูกเป็นไม้ประดับทั่วประเทศไทย
ประโยชน์และสรรพคุณแอหนัง
- แก้ไข้หวัด แก้ไข้หวัดลมเย็น
- แก้เลือดคั่ง
- ช่วยขับระดูในสตรี
- แก้ปวดท้องในเด็ก
- แก้อาการหัด
- แก้แผลสด แผลเปื่อย
- แก้ฟกช้ำบวม แก้ปวดบวม
- ใช้เป็นยาร้อนเล็กน้อยออกฤทธิ์ต่อปอดและกระเพาะ ใช้ขับลม ขับลมขึ้น
- แก้ไอ ไอเรื้อรัง
- ช่วยละลายเสมหะ
- แก้หลอดลมอักเสบ
- แก้เต้านมอักเสบ
- แก้ปวดกระเพาะ
- แก้ปวดข้อ ข้ออักเสบ
- แก้พิษต่างๆ
- แก้ฝีหนอง ฝีฝักบัว
- ช่วยทำให้เจริญอาหาร
- ช่วยขับพยาธิ
- แก้อาการปวดท้องในเด็ก
- ใช้แก้หัด
ในปัจจุบันมีการนิยมนำแอหนัง มาใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ เป็นกลุ่มใหญ่ตามสวนสาธารณะ สวนหย่อมตามสถานที่ต่างๆ หรือ บริเวณในอาคารโดยใช้ปลูกเป็นไม้กระถาง หรือ แต่งเป็นสวนบอนไซ เนื่องจากใบและดอกมีสีเทา หรือ สีเงินที่มีความสวยงามแปลกตา

รูปแบบและขนาดวิธีใช้
- ใช้เป็นยาแก้ไข้หวัด แก้ไข้หวัดลมเย็น โดยนำใบแอหนังแห้งประมาณ 20 กรัม นำมาต้มกับน้ำ ใส่น้ำตาลเล็กน้อยแล้วใช้ดื่ม
- ใช้เป็นยาขับลม ขับลมขึ้น แก้ไอ แก้ไอเรื้อรัง ละลายเสมหะ แก้หลอดลมอักเสบ แก้ปวดกระเพาะ แก้ปวดข้อ ข้ออักเสบ แก้ปวดบวม แก้พิษต่างๆ โดยนำใบและรากแอหนังแห้ง 15-20 กรัมมาต้มกับน้ำดื่ม หากใช้สดให้ใช้ 20-35 กรัม มาคั้นเอาน้ำกิน
- ใช้เป็นยาบำรุงช่วยทำให้เจริญอาหาร ช่วยขับพยาธิ โดยนำใบและเมล็ดแอหนัง แห้งประมาณ 15-20 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หากรับประทานสดให้ใช้ครั้งละประมาณ 20-35 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือ ใช้ตำคั้นเอาแต่น้ำมารับประทาน
- ใช้แก้เลือดคั่งในอวัยวะต่างๆ ใช้ขับระดูในสตรี โดยนำใบแอหนังแห้ง 15-20 กรัมมาชงกับน้ำร้อนดื่ม
- ใช้แก้อาการปวดท้องในเด็ก โดยนำใบแอหนังสด 20-35 กรัมมาตำทารอบสะดือ
- ใช้แก้หัด โดยนำใบแอหนัง สดมาต้มน้ำอาบ
- ใช้รักษาฝีฝักบัว แก้ฝีหนองภายนอกร่างกาย โดยนำใบและรากแอหนังสดมาตำพอก
- ใช้รักษาแผลสด แผลเน่าเปื่อยเรื้อรัง แก้ฟกช้ำบวม โดยนำใบแอหนังสดมาตำพอก
ลักษณะทั่วไปของแอหนัง
แอหนัง จัดเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุหลายปี ลำต้นตั้งตรง หรือ อาจเลื้อยทอดตามพื้นดินมีความสูงของต้น 10-50 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเรียบเป็นสีเขียว แตกกิ่งก้านมาก
ใบแอหนัง เป็นใบเดี่ยวออกแบบเรียงสลับกันบริเวณส่วนยอดของลำต้น ก้านช่อใบมีความยาว 3 เซนติเมตร ส่วนใบมีลักษณะรูปทรงไม่ค่อยแน่นอน อาจมีลักษณะเป็นรูปช้อน หรือ รูปไข่กลับ หรือ รูปใบหอก หรือ อาจมีลักษณะคล้ายปะการัง โคนใบมักสอบเป็นรูปไข่ ปลายใบอาจแหลมหรือมน ใบมีขนาดกว้าง 3 เซนติเมตร ยาว 5.5 เซนติเมตร ส่วนมากมักแยกออกเป็นแฉก 3-5 แฉก แต่ใบที่ยอดต้นจะไม่แยกเป็นแฉก แผ่นใบมีสีเขียวอมเทาถึงเทาเงิน ลักษณะใบและก้านใบมีขนสีขาวอมเทาขึ้นปกคลุม
ดอกแอหนัง ออกเป็นช่อบริเวณส่วนยอด หรือ ตามง่ามใบปลายกิ่ง โดยช่อดอกแอหนัง มีขนาดเล็ก มีความยาว 4-9 เซนติเมตร ซึ่งในแต่ละช่อจะมีดอกย่อยเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ลักษณะทรงกลมสีเหลือง หรือ บางสายพันธ์ุอาจเป็นรูปทรงกระบอกสีเหลืองอมสีเขียว โดยที่บริเวณโคนดอกจะมีกลีบเลี้ยงสีเขียวลักษณะเป็นรูปถ้วย
ผลแอหนัง เป็นผลแห้งรูปเหลี่ยมคล้ายห้าเหลี่ยมขนาดเล็กมากมีความยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร มีรยางค์เป็นเกล็ดยาว 0.5 มิลลิเมตร เปลือกผลแข็ง เมื่อผลแห้งจะแตกออก ด้านในมีเมล็ดรูปทรงรี ผิวมันสีน้ำตาลอยู่ด้านใน


การขยายพันธุ์แอหนัง
แอหนังสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ดและการปักชำ โดยมีวิธีการเพาะเมล็ดและการปักชำเช่นเดียวกันกับไม้ล้มลุกชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ ทั้งนี้แอหนัง เป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุยที่มีการระบายน้ำได้ดี ชอบความชื้น แสงแดดปานกลางแบบเต็มวัและชอบอากาศเย็น เช่น "ทานตะวัน "
องค์ประกอบทางเคมี
มีรายงานผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดทั้งต้นของแอหนัง ระบุว่าพบสารออกฤทธิ์ที่สำคัญหลายชนิดอาทิเช่น พบสารกลุ่ม ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) เช่น luteolin, apigenin, hispidulin และ ruting เป็นต้น สารกลุ่มคูมาริน (coumarins) เช่น scopoletin สารกลุ่มเซสควิเทอร์ปีน (sesquiterpene) เช่น crossoseamine A-B สารกลุ่มเพนทาไซคลิกไตรเทอร์พีน (pentacyclic Triterpene) เช่น taraxerol, taraxeryl acetate และ taraxerone เป็นต้น
นอกจากนี้ในน้ำมันหอมระเหย (volatile components) จากส่วนใบของแอหนัง ยังพบสารต่างๆ หลายชนิด ได้แก่ eucalyptol, santolina triene, germacrene B, germacrene D, cubebol, caryophyllene และ α-cadinol เป็นต้น

การศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของแอหนัง
มีรายงานผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของสารสกัดจากน้ำและเมทานอลจากทุกส่วนของแอหนังในต่างประเทศระบุว่า มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่างๆ ดังนี้
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) มีรายงานการศึกษาวิจัยสารสกัดน้ำ CCW และเมทานอล CCM จากทั้งต้นของแอหนัง พบว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในหลายแบบทดสอบ เช่น DPPH, ABTS, nitric oxide, superoxide โดยสารสกัดน้ำ (CCW) แสดงฤทธิ์ได้ดีกว่าสารสกัดเมทานอล (CCM) และเชื่อมโยงกับปริมาณของสารโพลีฟีนอล และฟลาโวนอยด์ที่พบในสารสกัดดังกล่าว
ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง (Antiproliferative/Cytotoxic) มีรายงานการวิจัยระบุว่าสารสกัดแอหนัง จากทุกส่วนของแอหนัง แสดงผลยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งตับของมนุษย์ (HepG2) ได้ อีกทั้งสารบริสุทธิ์ในกลุ่ม flavonoids ที่พบในสารสกัดดังกล่าวยังแสดงฤทธิ์ต่อต้านเซลล์มะเร็งปอด A549 (lung cancer) และต่อต้านปรสิตที่นำโรคบางชนิดได้ เช่น Leishmania, Plasmodium และ Trypanosoma ในหลอดทดลองได้อย่างมีนัยสำคัญ
การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของแอหนัง
ไม่มีข้อมูล
ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้แอหนังเป็นยาสมุนไพรโดยเฉพาะในรูปแบบการรับประทาน เนื่องจากแอหนังมีสรรพคุณขับระดูในสตรี ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแท้งบุตรได้ สำหรับผู้ที่มีสุขภาพดี กลุ่มอื่นๆ หากจะใช้แอหนัง เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคก็ควรใช้แอหนังในขนาดและปริมาณที่เหมาะสมที่ได้กำหนดไว้ในตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในขนาดที่มากจนเกินไป หรือ ใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้
เอกสารอ้างอิง แอหนัง
- ก่องกานดา ชยามฤต.สมุนไพรไทย ตอนที่ 4.ชุติมาการพิมพ์. กรุงเทพ. 2528
- วิทยา บุญวรพัฒน์.แอหนัง. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. หน้า 654
- เต็ม สมิตินันทน์, ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย, ส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้ ฉบับที่ 2, 2544
- Wang, Z., Chitama, B.-Y. A., Suganuma, K., Yamano, Y., Sugimoto, S., Kawakami, S., Kaneko, O., Otsuka, H., & Matsunami, K. (2023). Two New Cytotoxic Sesquiterpene-Amino Acid Conjugates and a Coumarin-Glucoside from Crossostephium chinense. Molecules, 28(12), 4696.6.
- Chang, T.-N., Huang, G.-J., Ho, Y.-L., Huang, S.-S., Chang, H.-Y., & Chang, Y.-S. (2009). Antioxidant and antiproliferative activities of Crossostephium chinensis (L.) Makino. The American Journal of Chinese Medicine, 37(4), 797-814.
- Wang, S.-W., Kuo, H.-C., Hsu, H.-F., Houng, J.-Y. (2014). Inhibitory effect of Crossostephium chinense extract on RANKL-activating osteoclastogenesis in patients with tophaceous gout. Bone Abstracts, 3, PP167.
- Uehara, A., Kitajima, J., Kokubugata, G., & Iwashina, T. (2014). Further characterization of foliar flavonoids in Crossostephium chinense and their geographic variation. Natural Product.
- Lin, C.-H., et al. (2024). Composition Characterization of Crossostephium chinense (essential oil) and anti-inflammatory activity mechanisms.
