โพลิโคซานอล

โพลิโคซานอล

ชื่อสามัญ  Policosanol

ประเภทและข้อแตกต่าง

โพลิโคซานอล (policosanol) คือกลุโมของแอลกอฮอล์สายตรงยาว  (long chain aliphatic alcohols) ที่มีความยาวคาร์บอน 20-36 อะตอมซึ่ง พบได้ในไขจากสัตว์และพืชบางชนิด มีสูตรทางเคมี คือ CH3 –(CH2)n –OH2 OHn=24-34 โดยมีองค์ประกอบหลัก ได้แก่ docosanol (C22) tetracosanol (C24) hexacosanol (C26) octacosanol (C28) และ triacosanol (C30) ส่วนประเภทของโพลิโคซานอลนั้น จะแตกต่างกันตามไขที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการสกัด กล่าวคือ ปริมาณและองค์ประกอบของโพลิโคซานอลในไขแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน โดยจะขึ้นอยู่กับวัตถุดิลที่นำมาสกัด เช่นไชอ้อยมีโพลิโคซานอลที่มีความยาวคาร์บอน 24-34 อะตอม และมีออกตะโคซานอล (octacosanol ; C28) มากที่สุด 66% ส่วนในไขผึ้งมีโพลิโคซานอลที่มีความยาวคาร์บอน 18-34 อะตอม โดยมีไตรอคอนทานอล (triacontanol ; C30) มากที่สุด  30.2% และโพลิโคซานอลที่พบในไขรำข้าวมีความยาวคาร์บอน 22-36 อะตอม โดยมีไตรอคอนทานอลมากที่สุด 30% เป็นต้น

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

โพลิโคซานอลเดิมที่สกัดมาจากอ้อยแต่ในเวลาต่อมาพบว่ายังสามารถสกัดได้จากแหล่งต่างๆ ได้อีกหลายชนิด เช่น ไขจากผึ้ง รำข้าว ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี มันเทศและถั่ว เป็นต้น ซึ่งจำนวนปริมาณและองค์ประกอบของโพลิโคซานอลที่ได้จากแหล่งวัตถุดิบต่างๆ จะมีความต่างกันดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่ในปัจจุบันนี้การผลิตและการสกัดโพลิโคซานอลในเชิงพาณิชย์ เพื่อนำมาใช้ทำผลิตภัณฑ์ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆนั้นจะเป็นการสกัดจากไขอ้อยและไขผึ้งเป็นส่วนใหญ่

โพลิโคซานอล

 

ปริมาณที่ควรได้รับ

ในปัจจุบันยังไม่มีเกณฑ์การกำหนดขนาดและปริมาณการรับประทานโพลิโคซานอลที่แน่ชัด แต่มีการศึกษาวิจัยถึงขนาดการรับประทานโพลิโคซานอล เพื่อประโยชน์ในการลดโคเลสเตอรอลในเลือดได้ พบว่าการบริโภคโพลิโคซานอลที่มีความยาวคาร์บอน 24-34 อะตอม 5-20 มิลลิกรัม/วัน สามารถลดโคเลสเตอรอลที่ไม่ดี (Low Den-sity Lipoprotein Cholesterol; LDL-C) ได้ 21-29% และยังทำให้มีโคเลสเตอรอลที่ดี (High Density Lipoprotein Cholesterol ; HDL-C) เพิ่มขึ้น 8-15%

            นอกจากนี้องค์การอาหารและยาของไทยยังมีการอนุญาตให้ใช้สารโพลิโคซานอลได้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการสำนักงานอาหารและยา เรื่อง รายชื่อพืชที่ใช้ได้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2560 โดยระบุถึงรายชื่อพืช กรรมวิธีการผลิตสารสำคัญและขนาดการใช้ว่าอนุญาติให้ใช้อ้อยเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยผ่านกรรมวิธี การสกัดด้วยน้ำและเอทานอล ซุปเปอร์คลิทิคอลคาร์บอนไดออกไซด์ โดยให้มีปริมาณโพลิโคซานอลไม่เกิน 5 มิลลิกรัม/วัน เช่นเดียวกับข้าวที่อนุญาตให้ใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยผ่านกรรมวิธีการบดผง บีบอัดและสกัดด้วยเฮกเซน น้ำและเอทานอลโดยให้มีปริมาณโพลิโคซานอลไม่เกิน 5 มิลลิกรัม/วัน

ประโยชน์และโทษ

โพลิโคซานอลถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ  เช่น ในด้านอุตสาหกรรมความงาม มีการนำโพลิโคซานอลมาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทนไขคาร์นูบา (Carnubawax)  โดยอาศัยคุณสมบัติการควบคุมความมันยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์และเพิ่มความชุ่มชื้นอ่อนโยนต่อผิวได้ดี โดยทั่วไปในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางปกติจะใช้โพลิโคซานอลเป็นส่วนผสมประมาณ 1% - 5% ของน้ำหนักรวม เช่นในครีมทาผิว โลชั่น ลิปสติก หรือเจลแต่งผม  ด้านการแพทย์มีการนำโพลิโคซานอลมาใช้ผลิตยาที่เกี่ยวกับการลดความดันโลหิต ลดไขมันแอลดีแอล ลดไตรกลีเซอไรด์ลดปริมาณคลอเรสเตอรอลในกระแสเลือด โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ ลดการรวมตัวของเกล็ดเลือด (Platelet aggregation) ลดอันตรายของเยื่อบุหลอดเลือด (Endothelial damage) และลดการสร้าง โฟมเซลล์ 

            นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการนำโพลิโคซานอลมาใช้เป็นองค์ประกอบในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆที่ระบุถึงสรรพคุณการป้องกันโรคและอาการต่างๆดังนี้

           ลดปริมาณไขมันโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-Cholesterol) และช่วยกระตุ้นการสร้างไขมันโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-Cholesterol) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวนำพาไขมันที่สะสมและอุดตันตามผนังหลอดเลือดกลับไปทำลายที่ตับ ช่วยลดการอุดตันและลดการจับตัวกันของเกล็ดเลือด ช่วยป้องกันภาวะความหนาตัวของผนังหลอดเลือด ฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของหัวใจและตับ ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของเลือดที่บริเวณผิวหนังหลอดเลือด และการยับยั้งการเกิดของสิว

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่างๆ ของโพลิโคซานอลหลายฉบับ อาทิเช่น ได้มีการวิจัยถึงผลโพลิโคซานอลทางการแพทย์ครั้งแรกในปี 1984 เนื่องจากพบว่าไขอ้อยสามารถลดระดับไขมันในสัตว์จำพวกหนูได้ จากนั้นจึงมีการทำการศึกษาวิจัยทางการแพทย์มากกว่า 60 การวิจัย จนกระทั่งมีการตีพิมพ์ผลการวิจัยลงในวารสารทางการแพทย์ American Heart Journal ปี 2002 ถึงคุณประโยชน์ของสารสกัดโพลีโคซานอล (Policosanol) ในการลดระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญ คือ ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายแม้ใช้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ยาลดไขมันในเลือด

           ฤทธิ์ลดคลอเรสเตอรอลในเลือด ได้มีการศึกษากับผู้ที่มีภาวะไขมันโคเลสเตอรอลสูง มากกว่า 3,000 คน เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ซึ่งมีผลการศึกษาดังนี้ โพลิโคซานอลสามารถช่วยลดระดับของไขมันโคเลสเตอรอลชนิดรวม (TC)และไขมันโคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL-Cholesterol) โดยปรับสมดุลการสร้างไขมันโคเลสเตอรอล และเสริมการทำงานของตับในการเผาผลาญไขมัน ส่งผลให้ระดับของไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดลดลงและช่วยบำรุงตับให้สร้างไขมันโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-Cholesterol) มากขึ้น ซึ่งโดยปกติไขมันโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-Cholesterol) จะมีหน้าที่นำพาไขมันที่สะสมและอุดตันตามผนังหลอดเลือดกลับไปทำลายที่ตับ แต่ก็มีบางรายงานที่ขัดแย้งในการลดคลอเรสเตอรอลนี้ เช่น

           มีการศึกษาวิจัยสาร policosanols เป็นสารให้ความหวานในอ้อย ซึ่งการศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบ Randomized double blind crossover ในชายและหญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีคอเลสเตอรอลสูง จำนวน 21 คน สุ่มให้รับประทาน policosanols 10 มิลลิกรัม/วัน หรือยาหลอกโดยผสมอยู่ในมาการีน เป็นเวลา 28 วัน ทิ้งช่วงล้างยา 28 วัน แล้วสลับมารับประทานมาการีนอีกสูตรที่เหลือ เมื่อจบการทดลองไม่พบความแตกต่างของ LDL oxidation ระหว่างการรับประทาน policosanols และยาหลอก รวมไปถึงปริมาณไขมันในเลือดทั้ง LDL, HDL, ไตรกลีเซอร์ไรด์ และน้ำหนักของผู้ร่วมการทดลอง

           ฤทธิ์ป้องกันภาวะเส้นเลือดอุดตัน มีรายงานการศึกษาวิจัยโพลิโคซานอลสามารถช่วยปรับลดการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด จึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน ป้องกันภาวะหัวใจ และสมองขาดเลือดเฉียบพลันได้

           นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในระดับคลินิก และปรีคลินิกซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์และทางวิทยาศาสตร์หลายฉบับแสดงให้เห็นถึงประโยชน์และข้อดีของสารประกอบโพลิโคซานอลจากไขอ้อยที่ช่วยลดจับตัวกันของเกล็ดเลือดได้ช่วยป้องกันภาวะความหนาตัวของผนังหลอดเลือดและฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของหัวใจและตับ ส่วนการศึกษาด้านความปลอดภัยในการใช้โพลิโคซานอลนั้น พบว่าการรับประทานโพลิโคซานอลในประมาณ 20 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นระยะเวลาต่อเนื่องนานมากกว่า 3 ปี จะมีความปลอดภัยสูงและไม่พบผลข้างเคียงจากการศึกษาในครั้งนี้ต่อผู้ป่วย

โครงสร้างโพลิโคซานอล

 

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

ถึงแม้ว่าในการศึกษาวิจัยจะบ่งบอกถึงสรรพคุณต่างๆ ของโพลิโคซานอล และยังมีการศึกษาด้านความปลอดภัยในการใช้ที่ระบุว่ามีความปลอดภัยสูง แต่ในการใช้โพลิโคซานอลก็ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกับการใช้สารสกัดชนิดอื่นๆ คือ ควรใช้ในขนาดที่พอดีไม่ควรใช้เกินปริมาณที่กำหนด หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ อีกทั้งผู้ที่แพ้ผึ้งหรือส่วนประกอบของผึ้งก่อนจะใช้โพลิโคซานอล ควรศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และยา ที่มีโพลิโคซาอนลเป็นส่วนประกอบให้ดีเสียก่อน เพราะโพลิโคซานอลที่ใช้อยู่อาจเป็นประเภทที่สกัดมาจากไขผึ้งซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ที่แพ้ผึ้งได้

อ้างอิงโพลิโคซานอล

  1. จิราภรณ์ พึ่งธรรม และคณะ.การสกัดการทำให้บริสุทธิ์และการวิเคราะห์องค์ประกอบของโพลิโคซานอลจากไขรำข้าวของไทย.วารสารวิจัยและพัฒนา มจธ.ปีที่31.ฉบับที่2เมษายน-มิถุนายน2551.หน้า305-317
  2. ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเรื่อง รายชื่อพืชที่ใช้ได้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ลงวันที่7สิงหาคม2560
  3. Policosanol จากอ้อย ไม่มีส่วนช่วยลด LDL oxidation ในผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง.ข่าวความเคลื่อนไหว.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  4. Jimenez, J. J., Bernal, J. L., Aumente, S., Toribio, L., and Bernal, J., 2003, “Quality Assurance of Commercial Beeswax: II Gas ChromatographyElectron Impact Ionization Mass Spectrometry of Alcohols and Acids,” Journal of Chromatography A, Vol. 1007, pp. 101-116.
  5. Valdes S. Arruzazabala MI, Fernandez L. et al., Effect of policosanol on platelet aggregation in Healthy volunteers, Int J Clin Pharmacol Res, 1996 :16, 67-72.
  6. Varady, K. A., Wang, Y., and Jones, P. J. H., 2003, “Role of Policosanols in the Prevention and Treatment of Cardiovascular Disease,” Nutrition Reviews, Vol. 61, pp. 376-383.
  7. Pons P et al. Effects of successive dose increases of policosanol on the lipid profile of patients with type II hypercholesterolemia and tolerability to treatment. Int J Clin Pharm Res 1994;XIV(1);27-33
  8. Irmak, S., Dunford, N. T., and Milligan, J., 2006, “Policosanol Contents of Beeswax, Sugar Cane and Wheat Extracts,” Food Chemistry, Vol. 95, pp. 312-318
  9. Policosanol Monograph, Alternative Medicine Review, Volume 9, Number 3, 2004: 312-317.
  10. Rendon, A., Rodriguez, M. D., Lopez, M., Garcia, H., de la Cajigas, A., and Mas, R., 1992, “Policosanol : A Study of its Genotoxicity and Teratogenicity in Rodents,” Toxicology Letters, Vol. 63, pp. 249
  11. Zardoya R et al. Effects of policosanol on hypercholesterolemic patients with abnormal serum biochemical indicators of hepatic function. Current therapeutic research 1996;57(7);568-577
  12. Hargrove, J. L., Greenspan, P., and Hartle, D. K., 2004, “Nutritional Significance and Metabolism of Very Long Chain Fatty Alcohols and Acids fromDietary Waxes,” Experimental Biology and Medicine, Vol. 229, pp. 215-226
  13. Gouni I. Berthold and Berthold H. K. , Policosanol/clinical pharmacology and therapeutic significance of a new lipid- lowering agent, American Heart Journal, 2002 :143, 356–365.
  14. Arruzazabala, M. L., Carbajal, D. R. M., Garcia, M., and Fraga, V., 1993, “Effects of Policosanol on Platelet Aggregation in Rats,” Thrombosis Research, Vol. 69, pp. 321-327.
  15. Mas R et al. Effect of policosanol in patients with type II hypercholesterolemia and additional coronary risk factors. Clinical pharmacology & therapeutics 1999;65(4); 439-447
  16. Stuchlik, M. and Zak, S., 2002, “Vegetable Lipids as Components of Functional Foods,” Biomedical Papers, Vol. 146, pp. 3-10