ว่านนางคำ ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

ว่านนางคำ

ชื่อสมุนไพร  ว่านนางคำ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  พญาว่าน (ทั่วไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Curcuma aromatica Salisb.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Curcuma zedoaria Roxb.
ชื่อสามัญ  Wild Turmeric
วงศ์  ZINGIBERACEAE

 

ถิ่นกำเนิดว่านนางคำ

ว่านนางคำเป็นพืชล้มลุกมีเหง้าที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยมีถิ่นกระจายพันธุ์อยู่บริเวณประเทศไทย พม่า อินเดีย กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น โดยมักจะพบตามบริเวณป่าเบญจพรรณ ป่าดิบชื้น ป่าดงดิบ รวมถึงบริเวณชายป่าทั่วๆไปด้วย สำหรับในประเทศไทยพบมากทางภาคเหนือ ส่วนภาคอื่นๆ พบได้ประปราย

ประโยชน์และสรรพคุณว่านนางคำ

เหง้าของว่านนางคำสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน เช่น ผงของเหง้าว่านนางคำใช้ผสมในอาหารเพื่อให้อาหารมีสีเหลือง ดับกลิ่นคาว และมีกลิ่นหอม หรือใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางต่างๆรวมถึง แชมพู ครีมบำรุงผิว หรือ น้ำมันนวดในสปาต่างๆ

            นอกจากนี้ยังมีการนำมาปลูกเป็นไม้ประดับตามสวนสาธารณะ หรือตามอาคารสถานที่ต่างๆ เนื่องจากดอกมีสีสวยงาม สำหรับสรรพคุณทางยาของว่านนางคำนั้น ตามตำรายาหลายๆตำราระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ส่วนในสมัยก่อนเหง้าของว่านนางคำยังสามารถนพมาใช้ย้อมสีผ้า ซึ่งสมัยก่อนนิยมใช้ย้อมทำจีวรพระ โดยจะให้สีเหลืองขี้ม้า

ลักษณะทั่วไปว่านนางคำ

ว่านนางคำจัดเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นแท้เป็นหัวใต้ดินแตกออกเป็นแง่ง ส่วนลำต้นเหนือดินที่มองเห็นจะเป็นลำต้นเทียมซึ่งเป็นส่วนของกาบใบ และใบ ที่โอบซ้อนกันจนแน่น ทำให้เข้าใจกันทั่วไปว่า ลำต้น โดยหัวหรือลำต้นแท้มีลักษณะค่อนข้างกลมเป็นแง่งยาว มีเปลือกหุ้มสีน้ำตาลอมเทา เนื้อด้านในมีเหลืองเข้มหรือเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม รสฝาด โดยหัวว่านนางคำมักจะแตกแง่งออก 2-5 แง่ง เพื่อเติบโตเป็นลำต้นใหม่ในฤดูฝนของปีถัดไป  ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว แตกออกจากหัวใต้ดินใน 1 ต้นจะแตกออกมา โดยมี 5-8 ใบ มีสีเขียวสด กาบที่ใบยาวประมาณ 20-30 ซม. เรียงซ้อนกันแน่นเป็นลำต้นเทียม มีสีเขียวอมขาว ส่วนใบมีลักษณะเป็นรูปหอก กว้างประมาณ 10-15 ซม. ยาวประมาณ 40-70 ซม. แผ่นใบเรียบ ปลายใบเรียวแหลม คล้ายใบขมิ้นชัน และ ใบขมิ้นอ้อยแต่จะใหญ่กว่า ท้องใบด้านล่างมีขนปกคลุม มีเส้นใบมองเห็นชัดเจน ส่วนมีเส้นกลางใบ และขอบใบออกสีแดงมองเห็นชัดเจนเช่นกัน  ดอกออกเป็นช่อเชิงลดคล้ายดอกกระเจียว  ช่อดอกยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร มักมี ดอกงอกจากเหง้าก่อนใบ กลีบดอกมีสีขาวแกมชมพู แฉกกลางเป็นรูปไข่กว้าง แฉกข้างเป็นรูปขอบขนาน กลีบปากเป็นรูปโล่แยกเป็น 3 แฉก สีเหลืองเข้ม ในประดับที่รองรับมีดอกสีขาวแกมสีเขียว ส่วนในประดับที่ปลายช่อมีสีชมพู ใบประดับย่อยมีสีขาว ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร และมีกลีบเลี้ยงยาว 2 เซนติเมตร ทั้งนี้ดอกว่านนางคำจะเริ่มแทงออกในช่วงต้นฤดูฝน และหลังจากแทงดอกออกแล้ว ส่วนของใบก็จะเริ่มแทงขึ้นมาแทน ก่อนดอกจะเหี่ยวลง และใบเริ่มแทงออกมาจำนวนมากขึ้นแทนแล้วใบจะเหี่ยวลงในฤดูแล้ง

การขยายพันธุ์ว่านนางคำ

ว่านนางคำสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการแยกเหง้าปลูกโดยเลือกเหง้าพันธุ์จากต้นที่มีความสมบูรณ์ มีขนาดเหง้าที่ใหญ่ ส่วนการเตรียมดินก่อนปลูกจะเตรียมดิน ดังนี้

ต้องทำการไถพรวนดิน 2 ครั้ง ก่อนไถครั้งที่ 2 ให้รองพื้นด้วยปุ๋ยคอก 2-4 ตัน/ไร่ และปุ๋ยสูตร 15-15-15 จำนวน 20 กิโลกรัม/ไร่ จากนั้นไถขุดร่องตามแนวยาวของแปลง ลึก 8-12 ซม. ระยะห่างระหว่างแถว 60 ซม. สำหรับวิธีการปลูกให้ปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน โดยนำแง่งวางเรียงในร่อง ให้มีระยะห่างระหว่างหัว ประมาณ 30-40 ซม. จากนั้นเกลี่ยกลบดินด้วยจอบให้คลุมทั่วหัว แล้วรดน้ำตามแนวปลูกให้ชุ่ม ทั้งนี้หัวว่านนางคำจะสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 8-10 เดือน หรือจะเก็บเกี่ยวหัวได้เมื่อใบเริ่มเหี่ยวแล้ว ซึ่งจะอยู่ในช่วงหน้าแล้งประมาณเดือนธันวาคม-มีนาคม

องค์ประกอบทางเคมี 

มีผลการศึกษาองค์ประกอบทางของเคมีของเหง้าว่านนางคำพบสาระสำคัญหลายชนิด เช่น germacrone, curzerenone, furanodienone , sirtlin, curcumenone, curcumalactone, curdione, (1R,10R)-epoxycurdione, zederone, curcumolide , procurcumenol ,zedoarondiol, epiprocurcumenol, isoprocurcumenol , neoprocurcumenol , acetoxyneocurdione , β-elemene , curcumadione และisocurcumadione

            นอกจากนี้ในน้ำมันหอมระเหยของว่านนางคำยังพบสารสำคัญอีกหลายชนิด เช่น  Curcumene , Sabinene ,Linalool ,Caryophyllene,α-phellandrene, 1,8-cineole ,Methyl hatanone ,Cucuminoid ,  Camphor ,  Borneol และIsoborneol ,Geranoil ,Curzerenone ,Myrcene ,Xanthorrhizol

 

 

ที่มา : wikipedia

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้คุมธาตุในร่างกาย แก้ท้องเสีย ขับเสมหะ ช่วยเจริญอาหาร แก้หนองใน ช่วยสมานแผล โดยใช้รากต้มกับน้ำดื่มใช้แก้ปวดบวมในร่างกาย ช่วยเจริญอาหาร แก้ปวดท้องแน่นท้อง ลดกรดในกระเพาะ แก้มะเร็ง โดยใช้เหง้ามาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ถ่ายท้อง แก้ปวดท้อง ท้องเดิน โดยใช้เหง้าสดมาฝนกับน้ำปูนใส กินหรือจะใช้เหล้าขาวแทนน้ำปูนใสได้ ใช้แก้พิษผื่นคัน จากโรคผิวหนัง แก้เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำโดยใช้เหง้าสดมาตำผสมกับเหล้าขาวแล้วนำมาพอกหรือทาบริเวณที่เป็น ใช้แก้แมลงสัตว์กัดต่อย แก้โรคผิวหนัง แก้แผลติดเชื้อ แผลหนอง โดยใช้เหง้าสดมาตำให้แหลกแล้วนำมาประคบหรือทาบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

            ฤทธิ์ยับยั้งจุลินทรีย์และแบคทีเรีย มีรายงานผลการศึกษาวิจัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พบว่าสารสกัดจากว่านนางคำสามารถยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ก่อโรคได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรียแกรมบวก Staphylococccus aureus, แบคทีเรียแกรมลบEscherichia coli, ยีสต์ Candida albicansและเชื้อรา Aspergillus flavus ซึ่งจุลินทรีย์บางตัวเป็นสาเหตุของการเกิดโรคผิวหนัง โรคท้องเสีย และเป็นเชื้อที่ฉวยโอกาสในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง

            ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์แอลฟากลูซิเดส มีผลการศึกษาวิจัยในสารสกัดจากเหง้าว่านนางคำโดย นำมาทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส พบว่า 1,5-bis(4-hydroxy-3-methoxyphenyl)-1,4-pentadien-3-one แสดงฤทธิ์ในการยับยั้งได้ดี โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 0.20±0.01 mM ซึ่งดีกว่า acarbose (IC50=2.52±0.12 mM) ถึง 12.6 เท่า ส่วนสาร furanodienone และ zedoarondiol แสดงฤทธิ์ในการยับยั้งในระดับดี คือมีค่า IC50 เท่ากับ 0.87±0.01 และ 0.89±0.03 mM.และสาร germorone , (R,10R) –epoxycuurdione และ curcumenone แสดงฤทธิ์ในการยับยั้งในระดับปานกลางคือมีค่า IC50 เท่ากับ 1.53±0.08, 1.60±0.08 และ 1.68±0.13 mM ตามลำดับ

            นอกจากนี้ยังมีรายงานผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาอื่นๆของว่านนางคำระบุไว้ว่า มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ , ฤทธิ์ต้านการอักเสบ และมีฤทธิ์ช่วยชะลอวัยได้อีกด้วย

การศึกษาทางพิษวิทยา

ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่าการใช้ว่านนางคำเพื่อเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ จะมีมาตั้งแต่อดีตและยังไม่เคยพบอันตรายจากการใช้ แต่อย่างไรก็ตามในการใช้ว่านนางคำเป็นสมุนไพรก็ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดที่พอเหมาะที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากหรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้ว่านนางคำเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. บุญชู ธรรมทัศนานนท์.ว่านรักษาโรค.คอลัมน์ การรักษาพื้นบ้าน.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่20.ธันวาคม 2523
  2. วิชยา ไตรบุญ.การศึกษาโครงสร้างและฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดสจากองค์ประกอบทางเคมีของเหง้าว่านนางคำ.วิทยานิพนธ์ปรัญญาวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาเคมีศึกษา ภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยศิลปกร ปีการศึกษา2558.95หน้า
  3. ว่านนางคำ และสรรพคุณว่านนางคำ.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพื่อพืชเกษตรไทย(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.puechkaset.com
  4. Chokchaisiri, R.; Chaneiam, N.; Svasti, S.; Fucharoen, S.; Vadolas, J.; Suksamrarn, A. J. Nat. Prod. 2010, 73, 724–728
  5. Kuroyanagi, M.; Ueno, A.; Koyama, K.; Natori, S. Chem.Pharm.Bull. 1990, 38, 55–58.