หญ้าคา ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

หญ้าคา งานวิจัยและสรรพคุณ 29ข้อ

ชื่อสมุนไพร หญ้าคา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  หญ้าหลวง , คา , แผกคา (ทั่วไป) , สาแล , ลาลาง (ปัตตานี,ยะลา) , เก้อฮี (กะเหรี่ยง) , ไป่เหมาเกิน เตียมเซาถึง (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Imperata cylindrica (Linn.) Beauv.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Imperata cylindrica (Linn.) Rarusch, Imperata cylindrica Beauv. Var major (Neec) C.E.Hubb.
ชื่อสามัญ   Cogon grass,blady grass ,Thatch Grass.
วงศ์  Gramineae

ถิ่นกำเนิดหญ้าคา 

หญ้าคาเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมบริเวณแนวชายฝังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แล้วได้แพร่กระจายพันธ์ไปยังเขตร้อนต่างๆ ทั่วโลก ในปัจจุบันพบว่าหญ้าคาได้แพร่กระจายพันธุ์ไปทั่วทุกทวีปที่มีภาวะอากาศแบบร้อนชื้น และยังถูกจัดให้เป็นวัชพืชที่สร้างปัญหาให้กับพื้นที่เพาะปลูกเป็นอย่างมาก สำหรับในประเทศไทย สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศโดยเฉพาะพื้นที่รกร้าง ตามภูเขาหินปูนและตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง รวมถึงตามริมทางทั่วๆไป

ประโยชน์และสรรพคุณหญ้าคา

  • ใช้ห้ามเลือด
  • แก้ปวด
  • แก้ไอ
  • แก้อาเจียนเป็นเลือด
  • แก้ร้อนใน
  • ช่วยรักษาบาดแผลจากของมีคม
  • ใช้ห้ามเลือดกำเดาออก
  • แก้ปัสสาวะเป็นเลือด
  • แก้อุจจาระเป็นเลือด
  • แก้แผลบวมอักเสบ
  • แก้ฝีหนอง
  • ใช้ขับปัสสาวะ
  • แก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ
  • แก้ไข้
  • แก้ร้อนในกระหายน้ำ
  • แก้ความดันเลือดสูง
  • แก้บวมน้ำ
  • แก้ดีซ่าน
  • ช่วยบำรุงไต
  • แก้อ่อนเพลียเบื่ออาหาร
  • แก้ประจำเดือนมามากเกินไป
  • แก้ลมพิษ
  • แก้ผื่นคัน
  • แก้ปวดเมื่อยหลังคลอด
  • ทำให้เลือดเย็น
  • ใช้รักษาอาการเลือดออกจากภาวะเลือดร้อน
  • มีฤทธิ์ระบายความร้อน
  • ใช้เป็นยารม
  • แก้ริดสีดองทวาร

           สำหรับประโยชน์ของหญ้าคามีการนำหญ้าคามาใช้ประโยชน์ คือ นำลำต้นและใบมามัดรวมกันหรือนำมาทำเป็นไพ ใช้สำหรับมุงเป็นหลังคาบ้าน หลังคากระท่อม ส่วนหญ้าคาถ่าน ที่ได้จากการนำไปฟัดให้ผิวนอกกรอบผิวในเป็นสีเหลือง

 

หญ้าคา

 

ลักษณะทั่วไปหญ้าคา 

หญ้าคาจัดเป็นพวกพืชจำพวกหญ้าที่เป็นพืชล้มลุกที่มีใบสั้นเดี่ยว มีเหง้าใต้ดินเป็นเส้นกลม สีขาวทอดยาว มีข้อชัดเจน ผิวเรียบ โดยจะแตกกิ่งก้านสาขาและงอกขึ้นเป็นกอใหม่และมีความสูงได้ประมาณ 50-100 เซนติเมตร ใบออกเป็นเดี่ยวแทงออกจากเหง้าใต้ดินรูปแถบยาว มีลักษณะแบนเรียวยาว ปลายแหลม โคนสอบเรียว กว้าง 1 - 2 ซม. ยาว 0.5-1 ม. ขอบใบคม ผิวใบมีขนสั้นอยู่จำนวนมาก ดอกออกเป็นช่อแทงออกมาจากเหง้าใต้ดิน เป็นรูปทรงกระบอก ยาว 10-20 ซ.ม. มีดอกย่อยคล้ายขนนกเวียนเกาะ  อยู่ตลอดปลายช่อ  เมื่อแก่จะเป็นขนฟูสีขาว ผล เป็นผลแห้งสีดำรูปกลมรี ส่วนเมล็ดเป็นรูปกลมเล็กๆ มีสีเหลือง โดยใน 1 ต้น อาจสร้างเมล็ดมากถึง 2000 เมล็ดเลยทีเดียว


การขยายพันธุ์หญ้าคา

หญ้าคาสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด และการแยกเหง้า ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการขยายพันธุ์โดยธรรมชาติมากกว่าถูกนำมาปลูก เพราะในประเทศไทยจัดให้หญ้าคาเป็นวัชพืชต่างถิ่นรุกรานที่สร้างปัญหาให้กับพื้นที่เพาะปลูกอย่างมาก สำหรับการขยายพันธุ์ทางธรรมชาตินั้นเกิดจากการที่เมล็ดแก่ถูกลมพัดพาไปตกยังบริเวณต่างๆ จึงทำให้หญ้าคางอกขึ้นมา นอกจากนี้เหง้าใต้ดินยังสามารถงอกขยายไปเป็นต้นใหม่ได้อีกด้วย จึงทำให้หญ้าคาเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว และยังเป็นพืชที่ชอบแดด และทนแล้งได้เป็นอย่างดี แม้การเผาก็ยังไม่ทำให้เหง้าใต้ดินตายได้

องค์ประกอบทางเคมีหญ้าคา

มีการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีในส่วนต่างๆของหญ้าคาพบว่ามีสารกลุ่ม ฟินอลิก , โครโมน , ไตรเทอร์ปินอยด์ , เซลควิสปินอยด์ และ โพลีแซคคาไรด์ เช่น Arundoin  , Cyindol A , Imperanene , Cylindrin , Graminone B , Cylindrene เป็นต้น

รูปภาพองค์ประกอบทางเคมีของหญ้าคา

     โครงสร้างหญ้าคา

ที่มา : pubchem.ncbi.nlm

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

แก้ปัสสาวะเป็นหนอง ใช้รากแห้ง ประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำใส่น้ำ 250 ม.ล. แล้วต้มให้เหลือ 50 ม.ล. กินตอนอุ่นหรือเย็น วันละ 3 ครั้ง

แก้อาเจียนเป็นเลือด ใช้รากแห้ง ประมาณ 30 กรัม ต้มน้ำกินหรือจะใช้ผสมรากบัว 15 กรัม ต้มน้ำกินก็ได้

แก้ปัสสาวะขัด ตัวบวมน้ำ ใช้รากหญ้าคาสด 500 กรัม หั่นให้เป็นฝอยใส่น้ำ 4 ถ้วย ต้มให้เดือด จนรากจมน้ำรินกินตอนอุ่นๆ ประมาณครั้งละครึ่งถ้วย กลางวัน 5-6 ครั้ง กลางคืนอีก 2-3 ครั้ง ต่อเนื่องกันจนครบ 12 ชั่วโมง

แก้ปัสสาวะเป็นเลือด ใช้รากสด 1 กำมือ ใส่น้ำ 1 ถ้วย ต้มให้เหลือ  15 มิลลิลิตร รินกินตอนอุ่นๆ หรืออาจจะใช้รากแห้งกับ เมล็ดผักกาดน้ำ อย่างละ 30 กรัม และน้ำตาลทราย 15 กรัม ต้มร่วมกันแล้วรินน้ำกิน

แก้ปัสสาวะขุ่นเหมือนน้ำนม ใช้รากสด 250 กรัม ใส่น้ำ 2 ลิตร แล้วต้มต่อไปให้เหลือ 1.2 ลิตร ใส่น้ำตาลนิดหน่อยแล้วรินเอาน้ำแบ่งกิน 3 ครั้ง ให้หมดใน 1 วัน หรือใช้รากแห้งชงกินแทนชาติดต่อกัน 5-15 วัน

แก้ออกหัด ร้อนในกระหายน้ำ โดยรากแห้ง 30 กรัม ต้มเอาน้ำดื่มบ่อยๆ

แก้เลือดกำเดาออกใช้ดอกแห้ง 15 กรัม ต้มกับน้ำกินหลังอาหาร หรือใช้ดอกแก่ 15 กรัม ต้มน้ำกินแทนก็ได้ หรือใช้รากแห้งบดเป็นผง 2.6 กรัม ผสมน้ำซาวข้าวกินก็ได้เช่นกัน และสำหรับขณะที่เลือดกำเดาออก ให้ใช้ช่อดอกแห้งหรือขนตำอุดรูจมูกไว้เพื่อห้ามเลือด

แก้หอบให้ใช้รากสด กับเปลือกต้นหม่อน อย่างละเท่าๆ กัน (ประมาณ 1 กำมือ) ใส่น้ำ 2 ชาม ต้มจนให้เหลือน้ำ 1 ชามรินออก กิน เช้า-เย็น

แก้ไตอักเสบ โดยใช้รากแห้งกับดอกเจ๊กกี่อึ้ง อย่างละ 30 กรัม เปลือกลูกน้ำเต้า 15 กรัม เหล้าขาว 3 กรัม ต้มน้ำกิน วันละ 2 ครั้ง หรือใช้รากสด 60-120 กรัม ต้มน้ำกิน วันละ 2-3 ครั้ง ก็ได้

แก้ดีซ่าน จากพิษสุรา ใช้รากสด 1 กำมือ หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มกับเนื้อหมู 500 กรัม กิน

ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อักเสบในทางเดินปัสสาวะ บำรุงไต แก้น้ำดีซ่าน แก้อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร

ส่วนการใช้ในสรรพคุณตามตำราแพทย์แผนจีนตามที่ได้กล่าวมาให้ใช้ รากหญ้าคา 9-30 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม โดยใช้ราก 1 กำมือ (สด 40-50 กรัม หรือแห้ง 10-15 กรัม) หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ต้มน้ำ รับประทานวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 มิลลิลิตร)

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ปกป้องเซลล์ประสาท มีการศึกษาวิจัยในต่างประเทศพบว่า สารสกัดเมทานอลจากรากหญ้าคา ได้แก่ สาร 5-hydroxy-2-(2-phenylethyl) chromone, 5-hydroxy-2-[2-(2-hydroxyphenyl) ethyl] chromone, flidersiachromone และ hydroxy-2-styrylchromone ที่ความเข้มข้น 10 mM (ไมโครโมล) เมื่อนำไปทดสอบกับเซลล์เยื่อหุ้มเซลล์ประสาทของหนูขาวที่เหนี่ยวนำให้เกิดพิษด้วยสาร glutamate พบว่าสาร 5-hydroxy-2(2-phenylethy) chromone และ 5-hydroxy-2-[2-(2-hyroxyphenyl) ethyl] chromone สามารถป้องกันการเกิดพิษต่อเซลล์เยื่อหุ้มเซลล์ประสาทได้

           ฤทธิ์ขับปัสสาวะ มีการศึกษาวิจัยโดยให้กระต่ายทดลองกิน น้ำต้มจากรากโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม พบว่า กลุ่มที่ให้กิน 5-10 วัน มีการขับปัสสาวะได้ดี ส่วนกลุ่มที่ให้กินติดต่อกัน 20 วัน ไม่เห็นผลเด่นชัดนัก แต่ในการทดลองมิได้ควบคุมการให้น้ำ จึงนำมาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มไม่ได้ ทั้งนี้มีการสันนิษฐานว่าในรากหญ้าคามีโปแตสเซียมมาก อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ

           นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยอีกหลายฉบับทั้งในและต่างประเทศ  เช่นฤทธิ์ขยายหลอดเลือดและลดความดันโลหิต สาร graminone B และสาร cylindrene ที่พบในรากหญ้าคามี ฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือด สามารถยับยั้งการหดรั้งของหลอดเลือดแดงในกระต่ายได้ ซึ่งมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิตได้

           ฤทธิ์ต้านการเกาะตัวของเกร็ดเลือด พบว่าสารประกอบฟินอลิกที่มีชื่อว่า อิมพิรานิน (imperanene) ที่พบในรากหญ้าคา สามารถยับยั้งการเกาะตัวกันของเกร็ดเลือดได้ และยังมีข้อมูลการวิจัยพบว่าสารสกัดด้วยน้ำจากเหง้าแห้ง รวมถึงสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากเหง้าสดและเหง้าแห้ง แสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ HIV-1 protease โดยสารสกัดที่แสดงฤทธิ์มากที่สุด คือสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากเหง้าสด สามารถยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าวได้ร้อยละ 98 ที่ความเข้มขันของตัวอย่าง 66.67 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร และสารสกัดน้ำร้อนจากเหง้าสามารถลดอาการของแผลในกระเพาะอาหารและสามารถยับยั้งการหลั่งฮีสตามินในหนูขาวที่ถูกกระตุ้นด้วย สาร 48/80 และไม่พบฤทธิ์ในการก่อกลายพันธุ์แต่อย่างใด

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาความเป็นพิษโดยให้สารสกัดน้ำจากรากหญ้าคาป้อนทางปากหนูขาว โดยแบ่งเป็นตัวผู้ และตัวเมียอย่างละ 5 ตัว ในปริมาณ 5000 มก. /น้ำหนักตัว 1 กก. ไม่พบพิษและเมื่อป้อนทางปากหนูขาวในปริมาณ 300 , 600 และ 900 มก./น้ำหนักตัว 1 กก. เป็นระยะเวลา 90 วันก็ไม่พบความเป็นพิษเช่นกัน ส่วนอีกการศึกษาวิจัยหนึ่งระบุว่า เมื่อป้อนน้ำต้มจากหญ้าคาให้กระต่ายในขนาด 25 กรัม/น้ำหนักตัว  กิโลกรัม ต่อมา  16 ชั่วโมง หลังจากการป้อนสารสกัดพบว่ากระต่ายเคลื่อนไหวช้าลง หายใจเร็วขึ้น แต่จะคืนสู่ปกติในเวลาไม่นานนัก และเมื่อฉีดเข้าหลอดเลือดดำในขนาด 10-15 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม การหายใจจะเร็วขึ้น การเคลื่อนไหวช้าลง หลังจากนั้น 1 ชั่วโมง จะกลับสู่ปกติ แต่ถ้าฉีดในขนาด 25 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม พบว่าหลังจากฉีด 6 ชั่วโมง สามารถทำให้กระต่ายตาย

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

  1. ผู้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของเกร็ดเลือดและผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเกร็ดเลือดไม่ควรใช้หญ้าคาเป็นสมุนไพร เพราะมีการศึกษาวิจับพบว่าสาร Imperanene ที่พบในหญ้าคามีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเกร็ดเลือด ซึ่งอาจจะไปเสริมฤทธิ์ของยาได้
  2. ในการใช้หญ้าคาเป็นสมุนไพรควรระมัดระวังในการใช้โดยควรใช้ตามขนาดที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็กสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้หญ้าคาเป็นสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

เอกสารอ้างอิง

  1. ส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้.  ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันทน์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2544.  ส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้ พิมพ์ครั้งที่ 2 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม).  พิมพ์ที่ บริษัทประชาชน จำกัด. 2544
  2. ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ.หญ้าคา.คอลัมน์ อื่นๆ.นิตยสารหมอชาวบ้านเล่มที่ 18.ตุลาคม.2523
  3. ลีนา ผู้พัฒนพงศ์,ก่องกานดา ชยามฤต.ธีรวัฒน์ บุญทวีคูน (คณะบรรณาธิการ) ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศง2544) สำนักงานวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้ พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร บริษัท ประชาชน จำกัด 2544
  4. เสงี่ยม พงษ์บุญรอด.ไม้เทศ เมืองไทย.กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์ประเสริฐศิริ,2493
  5. กรมพัฒณาการแพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (2551) หญ้าคา ในคู่มือการใช้สมุนไพร ไทย-จีน (เย็นจิตร เดชะดำรงสิน, บรรณาธิการ) หน้า 182-184 กรุงเทพ สำนักงานกิจกรรมโรงพิม องค์การทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์
  6. พนิดา กาญจนภี.การศึกษาทางด้านเคมีและเภสัชวิทยา ของ Rhizomes ของหญ้าคา (Empcrata Cylindrica Beauv).วารสารของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ปีที่8.ฉบับที่ 4 ตุลาคม 2509.หน้า 184-192
  7. ดรุณ เพ็ชรพลาย และคณะ สมุนไพรพื้นบ้าน (ฉบับรวม) สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรุงเทพมหานคร ห้างหุ้นส่วนจำกัด รุ่งเรืองสาสน์การพิมพ์ 2541.
  8. ฤทธิ์ปกป้องเซลล์ประสารทจากสารสกัดจากหญ้าคา.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  9. เย็นจิตร เดชะดำรงสิน บุษราวรรณ ศรีวรรธนะ จันทร์เพ็ญ วิวัฒน์ สะน วงษ์ขีรี จารีย์ บันสิทธิ์ และประถม ทองศรีรักษ์ หญ้าคา ใน ปราณี ชวลิตธำรง (บรรณาธิการ) รายงานการศึกษาวิจัยโครงการสมุนไพรด้านเอดส์ กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก 2546