โซเดียม

โซเดียม

ชื่อสามัญ Sodium

ประเภทและข้อแตกต่าง

โซเดียม (Na+ ) เป็นแร่ธาตุธรรมชาติที่ร่างกายต้องการที่ร่างกายไม่สามารถผลิตโซเดียมได้เองได้จำเป็นต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น โดยโซเดียมจัดเป็นแร่ธาตุที่แตกตัวเป็นอิเล็กโทรไลต์ที่สำคัญของของเหลวภายนอกเซลล์ เป็นไอออนที่มีประจุบวก (cation)* และมีอิทธิพลต่อการกระจายของน้ำในร่างกาย ซึ่งโซเดียมในร่างกายส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะที่เป็นอิเล็กโทรไลต์ เป็นไอออนประจุบวก (cation) ที่มีอยู่มากที่สุดในของเหลวภายนอกเซลล์ (พลาสมา) โดยมีแรงดึงน้ำหรือมีค่าออสโมลาริตีอยู่ระหว่าง 280 ± 10 มิลลิออสโมล แต่ทั้งนี้เมื่อพูดถึงโซเดียมหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นสารชนิดเดียวกับเกลือ แต่ความจริงแล้ว เกลือคือสารประกอบโซเดียมคลอไรด์ (sodium chloride) ที่มีองค์ประกอบของโซเดียมร้อยละ 40 และคลอไรด์ร้อยละ 60 โดยน้ำหนัก ดังนั้นการพูดถึงเกลือ 1 กรัม หมายถึงโซเดียม 0.4 กรัม หรือเกลือ 2.5 กรัม มีโซเดียม 1 กรัม สำหรับประเภทของโซเดียมนั้นหากจะแบ่งเป็นประเภทของโซเดียมที่อยู่ในร่างกายจะสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ โซเดียมที่สามารถการแลกเปลี่ยนได้ (exchangeable sodium)ซึ่งโซเดียมประเภทนี้จะมีอยู่ ร้อยละ 71 ของโซเดียมทั้งหมดโดยอยู่ในน้ำเลือด น้ำภายนอกเซลล์ที่ไม่ใช่น้ำเลือด น้ำที่อยู่ระหว่างเซลล์ เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และเนื้อเยื่อกระดูก  ส่วนอีกชนิดหนึ่งคือ โซเดียมที่ไม่มีการแลกเปลี่ยน (Nonexchangeable sodium)ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 29 ของโซเดียมทั้งหมดโดยส่วนใหญ่อยู่ที่กระดูก นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งประเภทของโซเดียมจากสารประกอบโซเดียมอื่นๆ ที่ร่างกายได้รับจากกระบวนการเติมในกระบวนการผลิตอาหารได้อีกด้วย ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

โซเดียมที่มีอยู่ในสารประกอบต่างๆ

  สารประกอบโซเดียม

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

จากที่กล่าวมาข้างต้นว่าโซเดียมเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องได้รับจากแหล่งอาหารซึ่งโดยทั่วไปแล้ว อาหารเกือบทุกชนิดจะมีโซเดียมเป็นองค์ประกอบ แต่จะมีปริมาณมากน้อยแตกต่างกันขึ้นกับชนิดอาหารและการปรุงแต่ง ดังนั้นจึงสามารถแบ่งลักษณะแหล่งอาหารที่มีโซเดียมที่ร่างกายจะได้รับเป็น 3 ลักษณะ คือ

  1. อาหารตามธรรมชาติ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว นม ผัก และผลไม้ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งอาหารแต่ละชนิดมีปริมาณโซเดียมที่แตกต่างกัน โดยอาหารประเภทน้ำนม และเนื้อสัตว์จะมีโซเดียมมากกว่าอาหารประเภทผักและผลไม้
  2. การบริโภคอาหารสำเร็งรูปและอาหารที่ใช้เกลือในการถนอมอาหาร เช่น ปลากระป๋อง ปลาเค็ม ไข่เค็ม อาหารแปรรูปต่างๆ เช่น เบคอน ลูกชิ้น แฮม ไส้กรอก แหนม อาหารสำเร็จรูปจำพวกบะหมี่ โจ๊ก รวมทั้งขนมขบเคี้ยวต่างๆ
  3. การเติมเครื่องปรุงรสต่างๆ ในอาหาร เช่น เกลือ น้ำปลา ซีอิ้วดำ ซีอิ้วขาว เต้าเจี้ยว ผงปรุงรส น้ำมันหอย และซอสปรุงรสชนิดต่างๆ เป็นต้น

ปริมาณพลังงาน สารอาหารหลักรวมทั้งโซเดียมในอาหารตามหลักการอาหารแลกเปลี่ยน

โซเดียม

ปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงรสต่างๆ

ปริมาณโซเดียม

           ทั้งนี้อาหารตามธรรมชาติ อาหารที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปจะมีโซเดียมอยู่น้อยกว่าอาหารที่ผ่านการแปรรูปแล้วอาหารประเภทธัญพืช ผัก ผลไม้ มักมีโซเดียมน้อยกว่าอาหารประเภทเนื้อสัตว์

โซเดียม

ปริมาณที่ควรได้รับ

ในการกำหนดปริมาณสารอาหารโซเดียมอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทยที่ ในแต่ละช่วงอายุจะคล้ายคลึงกับที่รายงานโดย Food and Nutrition Board, Institute of Medicine ซึ่งระบุว่าการศึกษาในเรื่องความต้องการโซเดียมของร่างกายยังมีไม่มากพอที่จะกำหนดเป็นค่าความต้องการ {(Recommended Dietary Allowance (RDA)} จึงได้กำหนดเป็นค่าประมาณของโซเดียมที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย {(Adequate Intake (AI)} แทน ค่า AI ของโซเดียมแบ่งตามกลุ่มอายุได้ดังนี้

ปริมาณโซเดียมอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับกลุ่มบุคคลวัยต่างๆ

โซเดียม

          ทั้งนี้ยังมีการศึกษาวิจัยในประเทศบราซิล พบว่ามนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้ตั้งแต่ระดับการบริโภคโซเดียมเพียง 0.2 กรัมต่อวัน (10 มิลลิโมลต่อวัน)จนถึงการบริโภคโซเดียมที่สูงมากถึง 10.3 กรัมต่อวัน (450 มิลลิโมลต่อวัน) ในประเทศญี่ปุ่นตอนเหนือจากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของร่างกายในการปรับให้มีการสูญเสียโซเดียมมากน้อยตามปริมาณที่ได้รับ

ประโยชน์และโทษ

หน้าที่ที่สำคัญของโซเดียม คือ รักษาระดับความเข้มข้นของออสโมลาริตีในของเหลวภายนอกเซลล์ ในขณะที่โปตัสเซียมรักษาระดับของออสโมลาริตีของของเหลวภายในเซลล์ออสโมลาริตีของของเหลวภายนอกและภายในเซลล์จะเท่ากันด้วยความสมดุล โดยการให้น้ำผ่านเข้าหรือออกจากเซลล์ ปริมาณน้ำภายนอกเซลล์จะต้องมีเพียงพอ โดยเฉพาะส่วนของของเหลวในหลอดเลือดเพื่อให้เลือดไหลเวียนนำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ในอวัยวะต่าง ๆ ได้

           สำหรับในภาวะปกติร่างกายจะรักษาความสมดุลของการครองธาตุโซเดียม เช่น เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการ ร่างกายจะขับออกทางไต และเมื่อร่างกายได้รับโซเดียมน้อยเกินไปจะมีการดูดซึมกลับของโซเดียมเข้าสู่ร่างกายเพื่อรักษาสมดุล แต่ในบางภาวะร่างกายอาจมีปริมาณของโซเดียมน้อยหรือมากเกินไปดังนี้

           ภาวะที่ร่างกายขาดโซเดียม  โดยปกติกลไลของร่างกายจะรักษาความเข้มข้นของโซเดียมภายในเซลล์ไว้ที่ 10 มิลลิอีควิวาเลนท์ต่อลิตร ส่วนภายนอกเซลล์(ในเลือด)จะมีความเข้มข้นที่135-145 มิลลิอีควิวาเลนท์ต่อลิตร แต่หากระดับโซเดียมในเลือดน้อยกว่า 135 มิลลิอีควิวาเลนท์ต่อลิตร จะเรียกภาวะนี้ว่าภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ (hyponatremia)สำหรับค่าที่น้อยกว่า 100 มิลลิอีควิวาเลนท์ต่อลิตร จะทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้นจากสาเหตุดังนี้

  1. ร่างกายมีการสูญเสียโซเดียมไปพร้อมกับการสูญเสียน้ำโดยการสูญเสียทางผิวหนัง เช่น การเสียเหงื่อมาก การถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก การสูญเสียทางระบบทางเดินอาหาร เช่น อาเจียนอย่างรุนแรง อุจจาระร่วง หรือกินยาระบายติดต่อกันเป็นเวลานาน การสูญเสียทางไต เช่น การได้รับยาขับปัสสาวะเป็นเวลานาน โรคไตที่เกิดจากประสิทธิภาพการทำงานลดลงหรือต่อมหมวกไตทำงานน้อยลง หรือความผิดปกติของระบบปัสสาวะ
  2. ระดับโซเดียมในเลือดลดลงเนื่องจากการได้รับน้ำเพิ่มขึ้น โดยสามารถแบ่งได้เป็น
  • ทางปาก ดื่มน้ำมาก มักร่วมกับความบกพร่องในการขับถ่ายน้ำโดยเฉพาะภาวะไตวายเฉียบพลัน
  • ทางทวารหนัก เช่น การสวนด้วยน้ำ
  • ทางหลอดเลือดดำ เมื่อมีการให้อาหารทางหลอดเลือดดำ หรือให้สารละลายทางเส้นเลือด
  • ทางการหายใจ เช่น ทารกที่ต้องบริบาลในตู้อบที่มีความชื้นสูงเป็นเวลานาน

นอกจากนั้นการเพิ่มขึ้นของเมตาบอลิสม เนื่องจากการอักเสบทางร่างกายมีผลทำให้น้ำในร่างกายเพิ่มขึ้นส่งผลให้ตรวจพบระดับของโซเดียมในเลือดลดลงด้วย

  1. ร่างกายมีระดับโซเดียมในเลือดลดลงเนื่องจากร่างกายไม่สามารถขับถ่ายน้ำออกได้ตามปกติ เช่นโรคหัวใจล้มเหลวอย่างรุนแรง โรคไตวาย และโรคตับ เป็นต้น

ภาวะร่างกายมีโซเดียมสูงในภาวะนี้ค่าของโซเดียมในเลือดสูงกว่าค่าปกติมากกว่า 145 มิลลิอีควิวาเลนท์ต่อลิตร เรียกว่าภาวะโซเดียมในเลือดสูง (hypernatremia) มักพบในเด็กเล็กที่มีความผิดปกติในการควบคุมระดับน้ำภายในร่างกาย เช่น ทารกคลอดก่อนกำหนด การได้รับอาหารที่มีโซเดียมหรือเกลือมากแต่รับน้ำไม่เพียงพอ การเสียน้ำมากทางการหายใจขณะหอบหรือเกิดจากความผิดปกติของต่อมไฮโปทัลลามัส (hypothalamus) เป็นต้น

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

            มีผลการศึกษาวิจัยกลไกการรักษาปริมาณโซเดียมและการขับโซเดียมในร่างกายพบว่ากลไกของร่างกายในการรักษาปริมาณของโซเดียมในร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยเซลล์จะรักษาความเข้มข้นของโซเดียม (Na+ ) ภายในเซลล์ไว้ที่ 10 มิลลิอีควิวาเลนต์ต่อลิตร และจะไม่ยอมให้ผ่านเข้ามาอีกส่วนภายนอกเซลล์ จะมีความเข้มข้นอยู่ที่ 135 - 150 มิลลิอีควิวาเลนต์ต่อลิตร อีกทั้งการควบคุมปริมาณของโซเดียมให้อยู่ในภาวะสมดุลจึงขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่ของไตและกลไกการทำงานที่เกิดจากฮอร์โมนของต่อมหมวกไตและต่อมพิทุอิทารี (pituitary gland) ซึ่งไตทำหน้าที่ขับถ่ายโซเดียมโดยกรองผ่านโกลเมอรูลัส (glomerulus) ปริมาณของโซเดียมส่วนเกินจะถูกกรองผ่านออกไปพร้อมกับน้ำ ขณะเดียวกันบริเวณท่อไตจะมีการดูดกลับของโซเดียมพร้อมกับน้ำเข้าสู่ร่างกายใหม่ตลอดความยาวของท่อไต การดูดกลับจะเกิดมากที่สุดบริเวณส่วนต้นของท่อไต ฮอร์โมนอัลโดสเตอโรน (aldosterone) จะออกฤทธิ์ที่ท่อไตช่วยให้มีการดูดกลับของโซเดียมและขับโปตัสเซียมออกที่ท่อไตส่วนปลายฮอร์โมนอัลโดสเตอโรนและฮอร์โมนที่ยับยั้งการขับปัสสาวะ (antidiuretic hormone) ควบคุมปริมาณของโซเดียมและรักษาภาวะสมดุลระหว่างโซเดียมและน้ำโดยวิธีการง่าย ๆ ดังนี้ คือ เมื่อปริมาณของโซเดียมในของเหลวภายนอกเซลล์ลดลง ต่อมอะดรีนัล (adrenal gland) จะส่งฮอร์โมนอัลโดสเตอโรนไปที่ไต เพื่อให้มีการดูดกลับของโซเดียม เมื่อปริมาณของโซเดียมภายนอกเซลล์เพิ่มขึ้น อัลโดสเตอโรนจะลดลง มีผลทำให้โซเดียมถูกขับออกมาทางปัสสาวะ นอกจากนี้เมื่อโซเดียมในของเหลวภายนอกเซลล์สูงขึ้น ค่าออสโมลาริตีของน้ำภายนอกเซลล์จะสูงขึ้นด้วย กระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมนที่ยับยั้งการขับปัสสาวะ ดังนั้นเมื่อโซเดียมในของเหลวภายนอกเซลล์ลดลง จะมีผลทำให้ออสโมลาริตีของน้ำภายนอกเซลล์ลดลงด้วย

           นอกจากนี้ร่างกายยังสามารถกำจัดโซเดียม ส่วนเกินได้ 3 รูปแบบคือ เหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ (ส่วนใหญ่จะขับออกทางปัสสาวะ) โดยการขับออกเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมปริมาณของโซเดียม (Na+ ) ที่บริโภคเข้าไป

           การขับโซเดียม (Na+ ) ในรูปแบบเหงื่อร่างกายจะสูญเสียโซเดียม (Na+ ) ทางเหงื่อวันละประมาณ 25 mmol การขับโซเดียม (Na+ ) ออกทางเหงื่อนั้นเป็นผลจากร่างกายต้องการขับความร้อนออกมา (โดยใช้น้ำเป็นตัวนำความร้อน) เพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกายให้ปกติ การที่โซเดียม (Na+ ) ถูกขับออกมากับเหงื่อจึงไม่มีผลต่อการควบคุมจำนวนโซเดียม (Na+ ) ในร่างกาย

           การขับโซเดียม (Na+ ) ในรูปแบบปัสสาวะผ่านทางไตการขับโซเดียม (Na+ ) ออกทางไตเป็นทางสำคัญและร่างกายมีกลไกควบคุมการขับถ่ายอย่างมีประสิทธิภาพดีที่สุด โดยจะขับโซเดียม (Na+ ) ออกในรูปของปัสสาวะ ซึ่งโซเดียม (Na+ ) ประมาณร้อยละ 50 ของโซเดียม (Na+ ) ส่วนเกินจะถูกขับถ่ายออกทางปัสสาวะทันทีในวันแรก ส่วนที่เหลือจะถูกขับถ่ายออกหมดใน 3 - 4 วันต่อมา ในทางตรงข้ามถ้าร่างกายไม่ได้รับโซเดียม  ติดต่อกันนานถึง 7 วันไตจะสงวนโซเดียมไว้ จนปริมาณที่ออกมาทางปัสสาวะลดลงเหลือวันละ 5 - 10 mmol ได้

          ในคนปกติทั่วไปจะมีปริมาณโซเดียม ในร่างกายคงที่ การกินเกลือในปริมาณระหว่าง 0 - 23 กรัม จะทำให้น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อย ประมาณไม่เกินร้อยละ 10 และในทุก 140 มิลลิโมลของโซเดียม ที่เพิ่มขึ้น ร่างกายจะเก็บน้ำไว้ได้ประมาณ 1 ลิตร ดังนั้นไตจึงเป็นอวัยวะที่มีสำคัญมากต่อการรักษาสถานภาพปกติของโซเดียม ในร่างกาย

           การขับโซเดียมในรูปแบบอุจจาระปกติร่างกายขับโซเดียมไอออน ออกทางอุจจาระน้อยมาก ประมาณวันละ 5 - 10 mmol แต่การเสียโซเดียมไอออนผ่านทางนี้ในจำนวนมากนั้น อาจเกิดได้ในรายที่มีอาการท้องเดินหรืออาเจียนอย่างรุนแรง เนื่องจากน้ำในระบบทางเดินอาหารมีความเข้มข้นของอิเล็คโตรไลท์ (electrolyte) สูงมากกว่าใน พลาสม่าและยังถูกขับออกมาจำนวนมากประมาณ 8 ลิตรต่อวัน ซึ่งการสูญเสียน้ำในทางเดินจำนวนมาก จะส่งผลให้มีการขับโซเดียมไอออนเพิ่มขึ้นด้วย

           นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับระดับโซเดียมต่อสุขภาพในด้านต่างๆ ดังนี้

           โซเดียมกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สำคัญ มีการศึกษาในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยติดตามทารกแรกเกิดจนถึง 6 เดือนแรก เมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่น โดยควบคุมปริมาณเกลือให้อยู่ในระดับที่ต่ำเท่ากับปริมาณในน้ำนมแม่ตลอดระยะเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่ในช่วงแรกเกิดจนถึง อายุ 6 เดือนแรก หลังจากนั้นติดตามกลุ่มตัวอย่างอีกครั้งเมื่ออายุ 15 ปี พบว่า กลุ่มตัวอย่างเด็กที่มีการควบคุมปริมาณเกลือที่ได้รับให้เท่ากับในนมแม่ในช่วง 6 เดือนนั้น มีระดับความดันโลหิตต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ควบคุม

           มีผลการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ในบริเวณตะวันออกของประเทศ โดยการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง จากผลการศึกษาพบว่ามีความสัมพันธ์กับระดับความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจ โดยผู้ที่มีปริมาณโซเดียมในปัสสาวะน้อยมีความดันโลหิตต่ำกว่าทั้งระยะบีบตัวและระยะคลายตัว รวมทั้งอัตราการเต้นของหัวใจก็จะช้าลงด้วยทั้งในกลุ่มเพศชายและหญิงส่วนในผู้ป่วยโรคเบาหวานซึ่งมีความบกพร่องของการทำงานของอินซูลินนั้น การลดปริมาณการบริโภคโซเดียมลง มีการศึกษาว่ามีผลต่อการเพิ่มระดับการทำงานของอินซูลินดีขึ้น

           นอกจากนี้ยังมีการศึกษาความสัมพันธ์ของการได้รับโซเดียมปริมาณสูงและการได้รับโพแทสเซียมปริมาณต่ำ ต่อโอกาสเสี่ยงในการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) ซึ่งในปัจจุบันมีหลักฐานการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการได้รับโซเดียมและโพแทสเซียมต่ออัตราการตายอยู่น้อย การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบ prospective cohort ในกลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นตัวแทนของประเทศ จำนวน 12,267 คน และติดตามกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดเฉลี่ย 14.8 ปี หากมีการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด (จากสถิติอัตราการตายตั้งแต่ปี 1988 – 2006) จะนำค่าอัตราส่วนของโซเดียมต่อโพแทสเซียม จากข้อมูลการตำรวจ NHANES มาร่วมวิเคราะห์ พบว่ามีกลุ่มตัวอย่างเสียชีวิตจำนวนทั้งหมด 2,270 คน โดยมีสาเหตุจากโรคหัวใจและหลอดเลือดจำนวน 825 คน และโรคหัวใจขาดเลือด (ischemic heart disease) จำนวน 443 คน และเมื่อพิจารณาร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นที่อาจมีผลต่อการเพิ่มโอกาสในการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเทคนิค Cox regression เพื่อกำหนดค่า Hazard ratio (HR) พบว่าอัตราส่วนค่า HR ของโซเดียมที่ 1.2 ช่วงความเชื่อมั่นที่ 95% และ อัตราส่วนค่า HR ของโพแทสเซียมที่ 0.80 ช่วงความเชื่อมั่นที่ 95% เมื่อทำการเปรียบเทียบค่า HR โซดียมต่อค่า HR โพแทสเซียม มีค่าเท่ากับ 1.46 ซึ่งเป็นค่าอัตราส่วนระหว่างโซเดียมต่อโพแทสเซียม ที่มีความสัมพันธ์ต่อการตายด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) และหากค่า HR โซดียมต่อค่า HR โพแทสเซียม เท่ากับ 2.15 ที่มีความสัมพันธ์ต่อการตายด้วยโรคหัวใจขาดเลือด (IHD) และในการศึกษานี้ พบว่า เพศ สัญชาติ ระดับการศึกษา ดัชนีมวลกาย ภาวะความดันโลหิตสูง และกิจกรรมทางกาย เป็นปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์กับอัตราการตายของโรคหัวและหลอดเลือด การศึกษาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการได้รับโซเดียมในปริมาณสูงแต่ได้รับโพแทสเซียมในปริมาณต่ำ เพิ่มโอกาสในการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ

           โซเดียมปริมาณสูงต่อภาวการณ์ทำงานของไตมีการศึกษาในประเทศอิตาลีแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของปริมาณโซเดียมที่ส่งผลต่อระดับความดันโลหิต โดยศึกษาในคนที่มีสุขภาพดีจำนวน 47 คน มีความดันโลหิตปกติและสามารถรับประทานอาหารปกติได้ จะได้รับปริมาณโซเดียม 180 มิลลิโมลต่อวัน คิดเป็นปริมาณเกลือหรือโซเดียมคลอไรด์ 10.5 กรัมต่อวัน และลดปริมาณการรับโซเดียมลง 70 มิลลิโมลต่อวัน คิดเป็นปริมาณเกลือหรือโซเดียมคลอไรด์ 4.1 กรัมต่อวัน เป็นระยะเวลาสั้นๆ พบว่าหลังจากลดจำนวนเกลือที่รับประทานลง ระดับความดันโลหิตลดลงเฉลี่ย จาก 123/85 มิลลิเมตรปรอท เป็นเฉลี่ย 117/78 มิลลิเมตรปรอท และการบริโภคเกลือมากจะมีผลทำให้ไตเสื่อมเนื่องจากมีการกรองเพิ่มมากขึ้น ซึ่งความเสื่อมนั้นจะคงอยู่ตลอดไป

           ส่วนอีกการศึกษาพบว่าผู้ที่บริโภคโซเดียมมากกว่า 4,600 มิลลิกรัมต่อวัน (เกลือ 2 ช้อนชา) มีอัตราการขับครีเอตินิน (creatinine) ลดลงและภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่บริโภคโซเดียมน้อยกว่า 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน และการลดการบริโภคโซเดียมจาก 3,800 มิลลิกรัมต่อวันเป็น 2,500 มิลลิกรัมต่อวัน จะลดภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ ซึ่งจะลดโอกาสการเกิดภาวะไตวายได้

           โซเดียมกับปริมาณแคลเซียมและกลไกการเปลี่ยนแปลงของกระดูกการบริโภคโซเดียมสูงยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนจากการสูญเสียธาตุแคลเซียมผ่านปัสสาวะการศึกษาในผู้ชาย 410 คนและผู้หญิง 476 คน อายุ 20-79 ปี พบว่าการบริโภคโซเดียมสูงมีความสัมพันธ์กับการสูญเสียแคลเซียมและสารไฮดรอกซีโพรลีน (hydroxyproline) ทางปัสสาวะมากซึ่งแสดงว่ามีการสลายของเนื้อเยื่อที่กระดูก การบริโภคโซเดียมเพิ่มขึ้นวันละ 1.2 ช้อนชา (คิดเป็นเกลือโซเดียมคลอไรด์ 5.9 กรัม)จะทำให้แคลเซียมถูกขับออก 23-39 มิลลิกรัม ความสัมพันธ์นี้เกิดขึ้นทั้งเพศชายและเพศหญิง เด็กและผู้สูงอายุถ้ายังคงบริโภคโซเดียมปริมาณมากเป็นเวลานาน ๆ จะเกิดการสูญเสียแคลเซียมแบบสะสมเป็นผลให้เกิดภาวะกระดูกบางเพิ่มขึ้นและแตกร้าวได้ง่าย
 

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

  1. โซเดียมเป็นแร่ธาตุที่มีอยู่ในอาหารต่างๆทุกชนิด แต่ในแหล่งอาหารธรรมชาติจะมีน้อยกว่าอาหารสำเร็จรูป และอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งต่างๆ ดังนั้นในการเลือกรับประทานการเลือกอาหารจากธรรมชาติที่มีการปรุงแต่งแต่น้อยจะเป็นการช่วยป้องกันภาวะโซเดียมเกินได้
  2. โซเดียมแหล่งสำคัญที่ร่างกายได้รับส่วนใหญ่ มาจากเกลือ (โซเดียมคลอไรด์) ที่มีความเค็ม ซึ่งหากได้รับในปริมาณมากต่อเนื่องกันเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดภาวะเป็นพิษโดย
  3. มีผลทำให้เกิดอาการต่างๆดังนี้
  • ไตเสื่อมเนื่องจากมีการกรองเพิ่มขึ้นและอาการเสื่อมของไตจะยังคงอยู่ตลอดไป
  • การเกิดโรคความดันโลหิตสูง
  • โรคหัวใจ
  • ทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียม
  • มีการสลายของเนื้อเยื่อที่กระดูก และเกิดโรคกระดูกพรุนเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุได้

อ้างอิง โซเดียม

  1. วันทนีย์ เกรียงสินยศ: ลดโซเดียม ยืดชีวิต กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก กันยายน 2555
  2. คณะกรรมการและคณะทำงานปรับปรุงข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย.ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน สำหรับคนไทย พ.ศ.2563.กรุงเทพมหานคร ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ.วี.โปรเกรสชีพ 2563
  3. ธิดารัตน์ อภิญญา.รายงานผลการทบทวน รูปแบบการดำเนินงานป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อในวิถีชีวิตด้วยการลดการบริโภคเกลือ.สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค.กระทรวงสาธารณสุข.กรุงเทพมหานคร.โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก2556.
  4. สำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แนวทางการใช้วัตถุเจือปนอาหารและกฎหมายที่เกี่ยวข้องพิมพ์ครั้งที่ 2 นนทบุรี: สำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข 2556
  5. วันดี วราวิทย์ หลักการรักษาด้วยสารน้ำ ใน: อีเล็คโทรลัยต์ในเด็ก วันดี วราวิทย์ บรรณาธิการ กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ 2523
  6. ตารางการใช้วัตถุเจือปนอาหาร แนบท้ายประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ข้อกำหนดการใช้วัตถุเจือปนอาหาร ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547
  7. สำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข รายงานการสำรวจการบริโภคอาหารของประชาชนไทย การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552, มิถุนายน 2554
  8. คณะกรรมการจัดทำข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2546. กรุงเทพ: โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์; 2546
  9. Ferbes GB, Lowis AM. Total sodium, potassium and chloride in adult man. J Clin Invest 1956;35:596-600.
  10. Institute of Medicine. Dietary Reference Intakes for water, potassium, sodium, chloride and sulfate. Washington, D.C.: National Academy Press; 2004.
  11. Feldman RD, Logan AG, Schmidt ND. Dietary salt restriction increase vascular insulin resistance. Clin Pharmacol Ther 1996;60:444-51
  12. Wright JD, Wang C-Y, Kennedy-Stephenson J, Ervin RB. Dietary intake of ten key nutrients for public health. Adv Data Vital Health Stat 2003;334:1-4
  13. Newborg B, Kempner W. Analyses of 177 cases of hypertensive vascular disease with papilledema; one hundred twenty-six patients treated with rice diet. Am J Med 1955;19:33-47.
  14. Saggar-Malik AK, Markandu ND, MacGregor GA, Cappuccio FP. Moderate salt restriction for the management of hypertension and hypercalciuria. (Case report) J Hum Hypertens 1996;10:811-3.
  15. Dahl LK. Possible role of salt intake in the development of essential hypertension - An International Symposium. Berlin: Springe, 1960; 52-65.
  16. Hoffman A, Hazebrook A, Valkenburg HA. A randomized trial of sodium intake and blood pressure in newborn infants. JAMA 1983;250:370-3.
  17. He FJ, MacGregor GA. Salt reduction lowers cardiovascular risk: meta-analysis of outcome trials. Lancet 2011;378:380-2.
  18. Mallamaci F, Leonardis D, Bellizzi V, Zoccali D. Does high salt intake cause hyperfiltration in patients with essential hypertension?. J Hum Hypertens 1996;10:157-61.