มะขามเทศ ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

มะขามเทศ

ชื่อสมุนไพร  มะขามเทศ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  มะขามข้อง (แพร่)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Pithecellobium dulce (Roxb.) Benth.
ชื่อสามัญ   Manila Tamarind,  Manila tamarind
วงศ์  FABACEAE

 

ถิ่นกำเนิดมะขามเทศ 

มะขามเทศเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดและจัดเป็นพืชพื้นเมืองของไทยชนิดหนึ่ง แต่ก็มีแหล่งข้อมูลบางที่ระบุว่าเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วไปตามแหล่งรถร้างทั่วไปหรือที่สาธารณะต่างๆ ทั่วประเทศ เพราะเป็นพืชที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม โรคและแมลงต่างๆ นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีการปลูกมะขามเทศพันธุ์ที่มีรสหวานเพื่อการค้าอีกด้วย โดยแหล่งปลูกที่สำคัญของประเทศไทย คือ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี , จ.สมุทรสงคราม , จ.สมุทรสาคร , จ.สระบุรี เป็นต้น

ประโยชน์/สรรพคุณมะขามเทศ 

มะขามเทศถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆหลายด้าน ได้แก่ ด้านอาหาร มะขามเทศพันธุ์ที่มีรสหวานไม่รับประทานเป็นผลไม้ ซึ่งนับเป็นผลไม้ที่ให้ประโยชน์เป็นอย่างมากเพราะอุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ มากมาย ส่วนมะขามเทศพันธุ์ที่มีรสฝาดสามารถนำฝัก ดอก และใบอ่อนไปปรุงเป็นอาหารได้ เช่น แกงส้ม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการนำส่วนต่างๆของมะขามเทศไปใช้ประโยชน์อื่นๆ เช่น แก่นของเนื้อไม้มีลักษณะเหนียว และแข็ง จึงมีการนำไปแปรรูปเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ได้แก่ เครื่องมือเครื่องใช้ทางการเกษตร เครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เป็นต้น สำหรับสรรพคุณทางยาของมะขามเทศนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า  ใบมะขามเทศ เป็นยาระบาย รักษาบาดแผล แก้พิษแมลงป่อง ผลมะขามเทศ ช่วยในการขับถ่าย แก้ท้องผูก บำรุงผิวพรรณ เล็บ และเส้นผม ช่วยในการบำรุงประสาทและสมอง แก้ไอ ขับเสมหะในลำไส้ ขับพยาธิ  สมานแผลห้ามเลือด รักษาโรคปากเปื่อยหรือโรคปากนกกระจอก  ลดระดับคอเลสเตอรอล  เสริมสร้างกระดูกและฟัน ช่วยในการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ มีส่วนช่วยในการป้องกันอาการอ่อนเพลียรักษาโรคโลหิตจาง  เปลือก ป้องกันฟันผุ แก้ปวดฟัน แก้ปากเปื่อย แผลในปาก แก้ปวดฟัน แก้ท้องร่วง ท้องเสีย แก้อาเจียน หรือใช้ล้างแผล ราก แก้ท้องร่วง กระชับโลหิต และน้ำเหลือง เมล็ดแก่ ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิในท้องเด็ก

ลักษณะทั่วไปมะขามเทศ 

มะขามเทศจัดเป็นไม้ยืนต้นเนื้อแข็ง ไม้ผลัดใบ มีอายุนานหลายปี ลำต้นสูงได้ถึง 15เมตร กิ่งมักจะแตกออกมากในระดับต่ำ ลำต้นค่อนข้างกลมเปลือกเรียบ เปลือกมีสีเทาแกมขาว หรือเทาดำเป็นร่องเล็ก ตามลำต้น และกิ่งมีหนามแหลมคม ในตำแหน่งรอยก้านใบ  ใบเป็นใบประกอบเรียงสลับ แบบขนนก 2 ชั้น ใบย่อยรูปไข่กลับหรือรูปรี กว้าง 0.5-2.5 ซม. ยาว 1.5-4.5 ซม. โคนใบเบี้ยว ปลายใบมนขอบใบเรียบ ขอบใบ 2 ข้างโค้งไม่เท่ากัน ผิวใบมีสีเขียวลักษณะเรียบถึงมีขนเล็กน้อย ก้านใบอ่อนมีขนปกคลุม โคนก้านใบมีหูใบคล้ายหนาม โดยจะแทงออกบริเวณหนามของกิ่ง  ดอกออกเป็นช่อกระจุกแยกแขนง ที่บริเวณข้อติดกับก้านใบ และปลายกิ่ง โดยช่อดอกจะยาวได้ถึง 10 ซม. ส่วนก้านช่อดอกยาว 1-2 ซม. มีขนละเอียดปกคลุม ดอกย่อยสมบูรณ์เพศรวมเป็นกลุ่ม 15-20 ดอกในแต่ละช่อย่อย 

ในแต่ละดอกย่อยจะมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ สีเขียวแกมขาว ติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก ปลายกลีบมน เกสรเพศผู้จำนวนมาก ก้านชูอับเรณูเชื่อม ติดกันเป็นหลอด เกสรเพศเมีย 1 อัน  ผลมะขามเทศ มีลักษณะเป็นฝักค่อนข้างแบนถึงทรงกระบอกมีรอยคอดตามแนวสัน และเปลือกนูนตามจำนวนเมล็ด ผลขดเป็นวงหรือเป็นเกลียวกว้าง 1-2 ซม. ยาว 5-15 ซม. ฝักอ่อนมีสีเขียว และเมื่อแก่จัดจะมีสีชมพูหรือสีแดง โดยในแต่ละฝักจะมีเมล็ดประมาณ 2-10 เมล็ด เมล็ดมะขามเทศมีลักษณะแบน และนูนตรงกลาง มีรูปทรงคล้ายหยดน้ำ ขนาดเมล็ดกว้างประมาณ 5 มิลลิเมตร  ยาว 9 มิลลิเมตร หนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร เมล็ดอ่อนมีสีเขียว เมื่อฝักแก่ เมล็ดจะมีสีดำ

การขยายพันธุ์มะขามเทศ 

มะขามเทศ สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี อาทิ การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และการทาบกิ่ง  ส่วนวิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง โดยมีวิธีการดังนี้

การเตรียมดิน สำหรับการเพาะกล้า วัสดุที่ใช้เพาะมะขามเทศควรเป็นดินผสมระหว่างดินร่วนผสมกับวัสดุอินทรีย์ เช่น แกลบดำ ขุยมะพร้าว และปุ๋ยคอก โดยมีอัตราส่วนผสมประมาณ 1:2  และวิธีการเพาะ จะนิยมเพาะเมล็ดในถุงเพาะชำ เมื่อเมล็ดงอก และต้นกล้าโตประมาณ 20-30 ซม. ก็สามารถแยกปลูกในแปลงได้ 

ส่วนการตอนกิ่ง ควรเลือกกิ่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5-3 ซม. และเลือกตำแหน่งควั่นกิ่งที่ให้กิ่งตอนยาวประมาณ 50-100 ซม. ไม่ควรยาวมากกว่านี้ จากนั้นควั่นกิ่งใต้ตา และเอาเปลือกออก ให้ควั่นยาวประมาณ 1 นิ้ว โดยต้องขุดเยื่อเปลือกออกให้หมด หลังจากนั้น ใช้ขุยมะพร้าวที่บดละเอียด และผสมน้ำพอหมาดๆ ปั้นประกอบให้รอบรอยควั่น หนาประมาณ 1 นิ้ว แล้วใช้ถุงพลาสติกหุ้ม และรัดด้วยเชือกทั้งด้านบน ด้านล่างให้แน่น ปล่อยทิ้งไว้ไม่ต้องรดน้ำ หลังจากนั้น ประมาณ 20-30 วัน จะจะมีรากงอกออกมา จนรากมีสีน้ำตาลจึงค่อยตัดกิ่งลงปลูกในแปลง

สำหรับการปลูกก็สามารถทำการปลูกได้เหมือนไม้ยืนต้นทั่วๆ ไป โดยควรเว้นระยะปลูก สำหรับกล้าที่เพาะจากเมล็ดที่ 8-10 x 8-10 เมตร ส่วนระยะปลูกกล้าจากกิ่งตอนที่ 5-8 x 5-8 เมตร

องค์ประกอบทางเคมี

จากการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของมะขามเทศ พบว่าในเมล็ดประกอบไปด้วยสาร saponins,  polysaccharides, oleanolic acid, steroids,  lipids, echinocystic acid glycosides,   phospholipids, triterpene oligoglycosides,   glycosides, glycolipids และ ส่วนใบ ประกอบไปด้วย quercetin , dulcitol , kaempferol และ นอกจากนี้มะขามเทศยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของมะขามเทศ (100 กรัม)

-           พลังงาน                                          78                                แคลลอรี่

-           คาร์โบไฮเดรต                                   18.2                             กรัม

-           ใยอาหาร                                         1.2                               กรัม

-           ไขมัน                                              0.4                               กรัม

-           โปรตีน                                             3                                  กรัม

-           แคลเซียม                                        5.6                               มิลลิกรัม

-           ธาตุเหล็ก                                         1.3                               มิลลิกรัม

-           เบต้าแคโรทีน                                   15                                มิลลิกรัม

-           โคลีน                                              5.6                               มิลลิกรัม

-           แมกนีเซียม                                      7                                  มิลลิกรัม

-           ฟอสฟอรัส                                       42                                มิลลิกรัม

-           โพแทสเซียม                                     222                              มิลลิกรัม

-           โซเดียม                                           19                                มิลลกรัม

-           วิตามิน B1                                      0.24                             มิลลิกรัม

-           วิตามิน B2                                      0.1                               มิลลิกรัม

-           วิตามิน B3                                      0.6                               มิลลิกรัม

-           วิตามิน C                                        133                              มิลลิกรัม

-           วิตามิน E                                         0.19                             มิลลิกรัม

-           วิตามิน K                                         14.6                             มิลลิกรัม       ที่มา : Wikipedia

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้ 

ใช้แก้ไอ  ขับเสมหะ ถ่ายพยาธิ แก้ท้องผูก  บำรุงประสาทและสมอง  บำรุงผม  เล็บและฟัน แก้ปากนกกระจอก ขับเสมหะในลำไส้ ลดคลอเรสเตอรอล  โดยรับประทานเนื้อผลสุกของมะขามเทศเป็นประจำ  ใช้แก้ท้องเสีย ท้องร่วง  แก้อาเจียน  โดยใช้เปลือกต้น นำมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ท้องร่วง และขับโลหิตและน้ำเหลือง โดยนำรากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ขับพยาธิไส้เดือนในเด็ก โดยใช้เมล็ดแก้มาคั่วกะเทาะเปลือกกิน  ใช้แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้อาการอาหารไม่ย่อย โดยใช้ใบมากินกันเกลือ  แก้โรคปากเปื่อยหรือโรคปาก โดยนำเปลือกต้นมะขามเทศมาแล้วขูด  เปลือกชั้นนอกออก เหลือแต่เปลือกชั้นในประมาณ 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำใส่เกลือป่น 1 ช้อนชา รอจนน้ำอุ่นแล้วนำมาอมหลังจากแปรงฟันทุกครั้ง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา 

ฤทธิ์ฆ่าพยาธิตืดแคระ  มีการศึกษาวิจัยและการทดสอบฤทธิ์ต้านพยาธิตืดแคระ (Hymenolepis nana) ในหลอดทดลองของสารสกัดเมทานอลของผลมะขามเทศ (Pithecellobium dulce (Roxb.)) และสารสำคัญที่แยกได้ คือสาร N-malonyl-(+)-tryptophan (NMT) พบว่าสารสกัดเมทานอลและสาร NMT มีประสิทธิภาพดีกว่ายาฆ่าพยาธิ praziquantel (PZQ) เมื่อให้ในขนาดที่เท่ากันคือ 20 มก./มล. โดยพยาธิที่ได้รับสารสกัดเมทานอลเกิดภาวะอัมพาตและตายใช้เวลา 10 และ 25 นาที ตามลำดับ และพยาธิที่ได้รับสาร NMT เกิดภาวะอัมพาตและตายใช้เวลา 5 และ 7 นาที ตามลำดับ ในขณะที่พยาธิที่ได้รับยา PZQ เกิดภาวะอัมพาตและตายใช้เวลา 15 และ 30 นาที ตามลำดับ การทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดเมทานอลของผลมะขามเทศและสาร NMT พบว่ามีความปลอดภัย 

            นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัย ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของมะขามเทศอีกหลายฉบับพบว่า afzelin  ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ วัณโรค ฤทธิ์ยับยั้งน้ำย่อย ฤทธิ์ป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร ต้านพิษงู (Anti-venom) และ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้ออสุจิ

การศึกษาทางพิษวิทยา   ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. เนื้อมะขามเทศให้ความเป็นด่าง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการบริโภค ซึ่งหากรับประทานมากจะทำให้เกิดท้องอืด เพราะด่างจะไปขัดขวางการย่อยอาหารของกรดในกระเพาะอาหาร
  2. ในการใช้มะขามเทศ เป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ นั้น ควรระมัดระวังในการใช้โดยควรใช้ในขนาดที่พอดี ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้องรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้มะขามเทศเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. นิดดา หงส์วิวัฒน์ และทวีทอง หงส์วิวัฒน์. มะขามเทศ  ผลไม้ 111 ชนิด: คุณค่าอาหารและการกิน. กทม. แสงแดด. 2550 หน้า 144
  2. ฤทธิ์ฆ่าพยาธิตืดแคระจากผลมะขามเทศ.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  3. กิตติศักดิ์ แคล้ว จันทร์สุข.รายงานการวิจัยเรื่องข้อกำหนดทางเภสัชเวทและการประเทศฤทธิ์ทางชีวภาพของตำรับยาตรีธารทิพย์.วิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.55 หน้า
  4. มะขามเทศ สรรพคุณและการปลูกมะขามเทศ.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพื่อพืชเกษตรไทย (ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.puechkaset.com
  5. Samina, K. K., Amina, K. K., Wazir, S. and Syed, A. A. Phytochemical studies on Pithecellobium dulce Benth. a medicinal plant of Sindh, Pakistan. 2013.Pak. J. Bot. 45(2): 557-561.
  6. Dnyaneshwar, M. N. andArchana, R. J. In vitro inhibitory effects of Pithecellobium dulce (Roxb.) Benth. seeds onintestinal α-glucosidase and pancreatic α-amylase. 2013. J BiochemTech 4(3): 616-621.
  7. Pradeepa, S., Subramanian, S. and Kaviyarasan, V. Biochemical evaluation of antidiabetic properties of Pithecellobium dulce fruits studied in streptozotocin induced experimental diabetic rats. 2013. International Journal of Herbal Medicine 1 (4): 21-28.
  8. Mukesh, K., Kiran, N. and Duhan, J.S. Phytochemical analysis and antimicrobial efficacy of leaf extracts of Pithecellobium dulce. 2013. Asian J Pharm Clin Res 6(1): 70-76.