กุ่มน้ำ ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

กุ่มน้ำ

ชื่อสมุนไพร  กุ่มน้ำ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  ผักกุ่ม (ภาคเหนือ,ภาคอีสาน) กุ่ม (เลย) , อำเภอ (สุพรรณบุรี) ,เหาะเถาะ(กะเหรี่ยง , กาญจนบุรี) , ด่อต้า (ปะหล่อง)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Crateva religiosa G.Forst.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์     Crateva brownii Korth. ex Miq., Crateva macrocarpa Kurz
ชื่อสามัญ  Crateva
วงศ์  CAPPARACEAE

 

ถิ่นกำเนิดกุ่มน้ำ 

สำหรับถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของกุ่มน้ำนั้น เชื่อกันว่ากุ่มน้ำมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย แล้วได้กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณเขตร้อนใกล้เคียง เช่นใน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น โดยจะพบได้ตามบริเวณริมน้ำ หรืในที่ที่มีความชื้นสูงในป่าเบญจพรรณและป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง และป่าเต็งรัง สำหรับในประเทศไทยสามารถพบกุ่มน้ำได้ทั่วทุกภาคของประเทศตามริมน้ำลำธารในป่าที่มีความสูงระดับ 30-700 เมตร


ประโยชน์และสรรพคุณกุ่มน้ำ

กุ่มน้ำสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้ โดยนำใบอ่อน และดอกอ่อนมาดองเกลือไว้ประมาณ 2-3 วัน แล้วจึงนำไปรับประทานหรือนำไปปรุงเป็นผักอ่อนผักกุ่ม โดยนำดอกมาต้มคั้นน้ำทิ้งสัก 1-2 ครั้ง เพื่อลดรสขม แล้วปรุงด้วยข่าอ่อน ตะไคร้ น้ำปลาร้า น้ำปลา เกลือ ข้าวสาร(เล็กน้อย) ใบแมงมัก ผักชีฝรั่ง ชาวบ้านเล่าว่าถ้าใส่น้ำคั้นใบย่านางลงไปด้วยจะทำให้ผักกุ่มจืดเร็ว ส่วนชาวใต้นำผักกุ่มไปรับประทานกับขนมจีน้ำยา และชาวเหนือนำผักยอดกุ่มมาเผาทานแกล้มกับลาบปลา เป็นต้น

ส่วนสรรพคุณทางยาของกุ่มน้ำนั้น ตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ใบมีรสขมหอมใช้แก้ไข้ ขับเหงื่อ เจริญอาหาร บำรุงธาตุ ระบาย ขับพยาธิ แก้ปวดเส้น แก้โรคไขข้ออักเสบ แก้อัมพาต สะอึก แก้ลมขึ้นเลื้อยสูง ขับผายลม ดอกมีรสเย็น แก้เจ็บในตา แก้เจ็บคอ แก้ไข้ครั่นเนื้อครั่นตัว ผลมีรสขม แก้ไข้ เปลือกต้น มีรสขมหอม แก้ไข แก้สะอึก ขับผายลม ขับเหงื่อ แก้กระษัย แก้ในกองลม แก้อาเจียน แก้ริดสีดวงผอมแห้ง แก้ไข้ ระงับพิษที่ผิวหนัง ขับน้ำเหลืองเสีย เป็นยาบำรุง ขับน้ำดี ขับน้ำในทางเดินปัสสาวะ แก้ลมทำให้เรอ กระพี้ มีรสร้อน แก้ริดสีดวงทวาร แก่น รสร้อน แก้นิ่ว ราก บำรุงธาตุ และตำรายาพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี ระบุว่าใช้ แก่น ช่วยบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย เปลือกต้น แก้อัมพฤกษ์ อัมพาต

นอกจากนี้ในบัญชียาจากสมุนไพร ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ยังระบุการใช้กุ่มน้ำในตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” โดยมีส่วนประกอบของเปลือกต้นกุ่มน้ำร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า ตึงหรือชา และยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณใช้เป็นตัวยาตรงเป็นยาขับลม (แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ) และเป็นตัวยาคล้ายกับแมงลัก ช่วยสำหรับยาถ่าย หรือยาระบาย ยากษัยเส้นหรือยาบรรเทาอาการปวดเมื่อย และยาบรรเทาริดสีดวงทวารหนัก

ลักษณะทั่วไปกุ่มน้ำ

กุ่มน้ำจัดเป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 20 เมตร มีกิ่งก้านสาขามาก เปลือกลำต้นและกิ่งก้านค่อนข้างเรียงเป็นสีเทา ใบเป็นใบรวม มี 3 ใบย่อย บนก้านใบเดียวกัน ใบย่อยแต่ละใบเป็นรูปรี หรือรูปไข่กว้าง 3-7 เซนติเมตร ยาว 5-6 เซนติเมตร ปลายในเรียวแหลมโคนใบสอบแหลมมีเส้นใบ 5-9 คู่ ใต้ท้องใบสีขาวนวล จะออกใบอ่อนในฤดูร้อน  ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง และซอกใบ โดยจะติดดอกพร้อมกันทั้งต้นประมาณ 20-60 ดอก ซึ่งกลีบรองดอกจะเป็นรูปไข่ปลายแหลม ส่วนกลีบดอกจะมีลักษณะกลมยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร มี 4 กลีบ มีกลีบบนและกลีบล่างอย่างละ 2 กลีบ แต่กลีบบนจะใหญ่กว่า กลีบดอกเมื่อแรกบานสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน ผลเป็นรูปไข่สีเทา เปลือกเรียงหนาและแข็ง เมื่อเป็นผลอ่อนผิวจะเป็นสะเก็ดสีเหลือง เทา แต่เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเทาผลยาว 5-8 เซนติเมตร  เมล็ดเป็นรูปเกือกม้า ยาว 6-9 มิลลิเมตร โดยใน 1 ผลจะมีหลายเมล็ด

การขยายพันธุ์กุ่มน้ำ

กุ่มน้ำสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และการปักชำ สำหรับวิธีการขยายพันธุ์กุ่มน้ำนั้นสามารถทำได้ เช่นเดียวกับการเพาะเมล็ด การตอนกิ่งและการปักชำ ไม้ยืนต้นประเภทอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาในบทความก่อนหน้านี้ ทั้งนี้การขยายพันธุ์ของกุ่มน้ำในปัจจุบันนั้นเป็นการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติมากกว่า การนำมาเพาะปลูกโดยมนุษย์ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะกุ่มน้ำต้องอาศัยแหล่งน้ำ เช่น ลำธาร ลำคลอง ในการเจริญเติบโตจึงไม่เป็นที่นิยมในการนำมาปลูกตามเรือกสวนไร่นา

องค์ประกอบทางเคมี 

มีการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของเปลือกต้นของกุ่มน้ำ ที่มีการนำมาใช้เป็นสมุนไพรในตำรับยาต่างๆ พบว่าพบสาร กลุ่มไตรเทอร์ปีนอยด์เช่น lupeol , diosgenin,betulin , phragmalin triacetateepiafzelechin 5-glucoside, สารกลุ่มอัลคาลอยด์ ได้แก่ cadabicine และ cadabcine diacetate

นอกจากนี้ใบและยอดของกุ่มน้ำยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้
คุณค่าทางโภชนาการของผักกุ่มดอง (ส่วนของใบและยอด 100 กรัม)

  • พลังงาน                        88                    กิโลแคลอรี
  • เส้นใย                           4.9                   กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต                15.7                 กรัม
  • โปรตีน                          3.4                   กรัม
  • ไขมัน                            1.3                   กรัม
  • วิตามินA                      6,083               หน่วยสากล
  • วิตามินB1                     0.08                 มิลลิกรัม
  • วิตามินB2                     0.25                 มิลลิกรัม
  • วิตามินB3                     1.5                   มิลลิกรัม
  • วิตามินC                       5                      มิลลิกรัม
  • ธาตุแคลเซียม                124                  มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก                       5.3                   มิลลิกรัม        
  • ธาตุฟอสฟอรัส               20                    มิลลิกรัม

 

ที่มา : Wikipedia

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ในกองลม ขับเหงื่อ ขับลมในลำไส้ บำรุงกำลัง แก้ริดสีดวงผอมแห้ง แก้ไข้ ขับน้ำดี ขับนิ่ว ขับน้ำเหลือง ขับลม แก้กษัย โดยใช้เปลือกต้นตากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาบำรุงธาตุโดยใช้รากแห้งมาทุบแล้วแช่น้ำดื่ม แก้ไข้ แก้เจ็บตา โดยใช้ดอกแห้งมาต้มกับน้ำดื่มหรือใช้ชงแบบชาดื่มก็ได้ แก้ริดสีดวงทวารโดยใช้กระพี้มาต้มกับน้ำดื่ม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ปกป้องตับ มีการศึกษาทดลองในหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้ตับเป็นพิษด้วยแคดเมียม ส่งผลให้ระดับสาร malondialdehyde เพิ่มขึ้น และระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระในตับลดลง และเมื่อป้อนสารไตรเทอร์ปีน lupeol หรือ lupeol linolate ที่แยกได้จากเปลือกต้นแก่หนู พบว่าทำให้เนื้อเยื่อตับกลับสู่ปกติได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการยับยั้งอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น และทำให้ระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น โดยสาร lupeol linolateออกฤทธิ์ได้ดีกว่า lupeol

            และในการทดสอบในหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้ตับเป็นพิษด้วยเชื้อรา aflatoxin B1 ส่งผลให้ระดับสาร lactate dehydrogenase (LDH), alkaline phosphatase, alanine และ aspartate aminotransferase และเกิด lipid peroxide เพิ่มขึ้น ในขณะที่ระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระในตับลดลง แต่เมื่อป้อนสาร lupeol ที่แยกได้จากเปลือกต้นแก่หนู พบว่าทำให้เนื้อเยื่อตับ และค่าระดับเอนไซม์ต่างๆ กลับสู่ปกติได้ โดยเปรียบเทียบกับยามาตรฐาน silymarin ซึ่งแสดงว่าสาร lupeolมีฤทธิ์ดีมากในการปกป้องตับจากเชื้อรา aflatoxin B1

ฤทธิ์ลดปวด ลดการอักเสบของข้อ สารสกัดเอทานอลจากเปลือก ลดการปวดในหนูถีบจักรที่เกิดจากการเหนี่ยวนำความเจ็บปวดด้วยกรดอะซิติกได้อย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนสารไตรเทอร์ปีน lupeol และ lupeol linolate ที่แยกได้จากเปลือกต้น มีฤทธิ์ลดการอักเสบข้อในหนูขาว เมื่อทดสอบด้วยวิธีการฉีดสารกระตุ้นการอักเสบข้อ (Freund’s adjuvant) โดย lupeol linolateออกฤทธิ์ได้ดีกว่า lupeolนอกจากนี้สารทั้งสองชนิดสามารถลดการบวมที่อุ้งเท้าสัตว์ทดลองได้

ฤทธิ์ลดความเป็นพิษต่อไต สารไตรเทอร์ปีน lupeol ที่แยกได้จากเปลือกต้นมีฤทธิ์ลดความแป็นพิษต่อไตในสัตว์ทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำความเป็นพิษต่อไตด้วย cisplatin  โดยทำให้ระดับของ BUN, creatinine และ lipid peroxidation ที่บ่งบอกความเป็นพิษต่อไตลดลงได้ และสามารถเพิ่มระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระglutathione และ catalase ได้

ยับยั้งการเกิดนิ่วที่ไต   มีการศึกษาวิจัยถึงสารสกัดน้ำจากเปลือกป้องกันการเกิดนิ่วที่ทางเดินปัสสาวะที่เกิดจากสารออกซาเลต เมื่อทดสอบในหนูตะเภาที่ได้รับ sodium oxalate ร่วมกับ methionine และมีรายงานว่าสารสกัดน้ำจากเปลือกต้น ช่วยขับก้อนนิ่วที่เกิดขึ้นที่ไตได้

สารไตรเทอร์ปีน lupeol และ betulin (อนุพันธ์ของ lupeol) ที่แยกได้จากเปลือกต้น เมื่อนำมาทดสอบในหนูขาวที่มีการขับ oxalate ออกทางปัสสาวะมาก (hyperoxaluric) พบว่าสามารถลดการทำลายของท่อไต และลดผลึกที่จะทำให้เกิดเป็นก้อนนิ่วที่ไตได้ โดย lupeol มีฤทธิ์ดีกว่า betulin และมีรายงานว่า lupeol ลดการสะสะมของแคลเซียม และออกซาเลตที่ไต โดยยับยั้งการทำงานของ glycolic acid oxidase ที่ตับ ทำให้การรวมตัวของสารที่จะทำให้เกิดก้อนนิ่วที่ไตลดลง

การศึกษาทางพิษวิทยา  ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

  1.  เปลือกต้นสดมีสารไซยาโนเจเนติกไกลโคไซด์  ที่สลายตัวและทำให้เกิดก๊าซไซยาไนด์ได้ ในการนำมาทำยาจึงต้องใช้เปลือกแห้งเท่านั้น จึงจะไม่เกิดอันตรายต่อร่างกาย
  2. กิ่งและใบมีสารไฮโดรเจนไซยาไนด์ ซึ่งเป็นพิษจึงไม่ควรใช้รับประทานสดๆ แต่ควรทำให้สุกก่อนด้วยการนำมาดองหรือต้มเพื่อกำจัดพิษก่อนนำมารับประทาน ส่วนใบแก่มีพิษ มีฤทธิ์ต่อระบบการไหลเวียนโลหิต ทำให้อาเจียน มึนงง ไม่รู้สึกตัว มีอาการหายใจลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย กระดูก ชัก ก่อนจะหมดสติ และหากรับในปริมาณมาก อาจเกิดอาการรุนแรงได้ภายใน 10-15 นาที

 

เอกสารอ้างอิง

  1. เดชา ศิริภัทร.กุ่ม.ผักพื้นบ้านที่มีเป็นกลุ่ม.คอลัมน์ต้นไม้ใบหญ้า.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่187.พฤศจิกายน 2537
  2. วงศ์สถิต ฉั่วสกุล.กุ่มพืชพิษกินได้ใช้ทำยา.เรื่องน่ารู้ของพรรณไม้.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  3. กุ่มน้ำ.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=178
  4. กุ่มน้ำ.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=15
  5. Chayamarit K. CAPPARACEAE. In: Smitinand T, Larsen K, eds. Flora of Thailand, Volume five part three. Bangkok: The chutima press Co. Ltd., 1991:241-71.
  6. Patil UH, Gaikwad DK. Medicinal profile of a scared drug in ayurveda: Crataeva religiosa. J Pharm Sci & Res. 2011:3(1):923-929.