บวบเหลี่ยม ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

บวบเหลี่ยม

ชื่อสมุนไพร  บวบเหลี่ยม
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  มะนอย , หมักนอย ,มะนอยเหลี่ยม (ภาคเหนือ),บักบวม (ภาคอีสาน) , มะนอยหวาน (แม่ฮ่องสอน),กะตอรอ(ปัตตานี) , เดเรส่า , เดเรเนอมู (กะเหรี่ยง) , อ๊อซีก่วน (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Luffa acutangula (Linn.) Roxb.
ชื่อสามัญ  Angled gourd , Angled loofah
วงศ์ Cucurbitaceae

 


ถิ่นกำเนิดบวบเหลี่ยม

บวบเหลี่ยมมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเขตร้อนเขตเอเชียใต้ โดยเชื่อกันว่าอยู่ในประเทศอินเดีย (เพราะมีการสำรวจพบพืชป่าที่มีลักษณะเดียวกันกับบวบเหลี่ยมในบริเวณ ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย) ต่อมาได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณใกล้เคียง เช่น ศรีลังกา บังคลาเทศ เนปาล และยังมีการแพร่กระจายพันธุ์มาจนถึง ภูมิภาค เอเชียอาคเนย์ ได้แก่ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทุกภาค ซึ่งถือว่าเป็นพืชชนิดหนึ่งที่คนไทยนิยมปลูกกันมาก

ประโยชน์/สรรพคุณบวบเหลี่ยม

คนไทยรู้จักบวบในฐานะเป็นผักอย่างหนึ่งมากที่สุด ซึ่งบวบเหลี่ยมนับเป็นผักที่รู้จักแพร่หลายหาซื้อได้ในตลาดทั่วประเทศไทยและมีตลอดปี ผลอ่อนของบวบเหลี่ยมใช้ประกอบอาหารได้หลายประเภท เช่น ใช้เป็นผักจิ้มกับเครื่องจิ้มต่าง ๆ (น้ำพริกปลาร้า ปลาเจ่า ฯลฯ) โดยจะนิยมต้มหรือนึ่งให้สุกเสียก่อน นอกจากนี้ยังใช้ทำแกงจืด แกงเลียง แกงอ่อม หรือ ผัด ก็ได้  ส่วนในภาคอีสานบางท้องถิ่นใช้ยอดอ่อนของบวบเหลี่ยมเป็นผักด้วย ซึ่งจะใช้ปรุงอาหารเช่นเดียวกับผลอ่อน แต่จะมีรสขมกว่าผลอ่อน

นอกจากใช้ผลอ่อนเป็นผักแล้ว เมื่อผลบวบแก่จนแห้งแล้วจะมีเส้นใยที่เหนียว โปร่ง ยืดหยุ่นได้ดี จึงมีการ นำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ใช้ถูตัว หรือนำมาขัดถูล้างถ้วยชามแทนฝอยขัดชนิดต่าง นอกจากนี้ยังนำมาใช้ตกแต่งเป็นดอกไม้ประดิษฐ์รูปแบบต่าง ๆ ได้อีกด้วย รวมทั้งใช้รองป้านชา และยัดในรองเท้า เพื่อรักษารูปทรงได้อีกด้วย

สำหรับสรรพคุณทางยาของบวบเหลี่ยมนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ผลอ่อนของบวมมีฤทธิ์เย็น ช่วยบำรุงร่างกาย แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ รักษาคางทูม ช่วยลดไข้ แก้บิด แก้ปวดท้อง ช่วยขับน้ำนม ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ  ดอกมีรสชุ่ม ขมเล็กน้อย และเย็นจัด ช่วยดับร้อน ในร่างกาย รักษาอาการไอเจ็บคอ แก้หอบ  ใบ ใช้แก้บิด , ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ใช้รักษาสตรีที่ตกเลือด รักษาแผลเรื้อรัง กลากเกลื้อน แมลงสัตว์กัดต่อย  เถาและราก ใช้แก้ปวดศีรษะ แก้จมูกอักเสบ แก้เจ็บคอ แก้บวมช้ำ ช่วยระบายท้อง แก้ร้อนใน แก้หวัด แก้ปวดท้อง แก้เหน็บชา มีฤทธิ์เป็นยาระบาย เนื้อในเมล็ดช่วยขับพยาธิตัวกลม แก้บิด แก้ร้อนใน ขับนิ่ว ช่วยขับเสมหะ ช่วยทำให้อาเจียน แก้อาการปวดเอวเรื้อรัง

ลักษณะทั่วไปบวบเหลี่ยม

บวบเหลี่ยมจัดเป็นพรรณไม้เถาเลื้อยหรือเป็นล้มลุกมีอายุเพียงปีเดียว ชอบเลื้อยพาดพันไปตามต้นไม้อื่นหรือทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน เถาหรือลำต้นเป็นเหลี่ยม ตามบริเวณข้อเถามีมือสำหรับใช้ยึดเกาะเป็นเส้นยาว บางทีแยกเป็นหลายแขนง โคนต้นจะมีขนาดใหญ่กว่าปลายยอด ใบดอกเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบทั่วคล้ายกับใบบวบหอม แต่จะมีรอยเว้าเข้าตื้นกว่า ลักษณะของใบเป็นรูป 5-7 เหลี่ยม ปลายใบแหลม โคนใบมนเว้า หลังใบและท้องใบเรียบ มองเห็นเส้นใบได้ชัดเจนทั้งสองด้าน เนื้อใบค่อนข้างหนา ก้านใบเป็นเหลี่ยม โดยยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร  ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว แยกเพศแต่อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกจะออกเป็นช่อๆ ตามซอกใบ กลีบดอกเป็นสีเหลือง มีกลีบดอก 5 กลีบ เป็นรูปไข่กลมบางและย่น โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ด้านนอกมีขนสั้นและอ่อนนุ่มปกคลุมอยู่ ดอกเพศผู้จะมีเกสรเพศผู้ประมาณ 2-3 ก้าน ส่วนดอกเพศเมียรังไข่จะเป็นรูปขอบขนาน ท่อรังไข่เป็นรูปทรงกระบอกภายในรังไข่มีช่อง 3 ช่อง และมีไข่อ่อนเป็นจำนวนมาก  ผลเป็นรูปทรงกระบอก มีขนาดสั้นกว่าบวบหอม แต่ผลจะมีเหลี่ยมเป็นสันตามความยาวของผล โดยผลจะมีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร เปลือกของผลหนา ปลายผลโตโคนผลเรียวเล็ก เนื้อในผลมีรสขม ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดเมื่อแห้งจะเป็นเมล็ด สีมีลักษณะสีดำแบนมันวาว ในหนึ่งผลจะมีเมล็ดเป็นจำนวนมาก

การขยายพันธุ์บวบเหลี่ยม

บวบเหลี่ยมสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ดโดยมีขั้นตอนการขยายพันธุ์ดังนี้

         การเตรียมแปลงสำหรับปลูกควรไถดินตากแดดประมาณ 7-10 วัน เพื่อทำลายวัชพืชและศัตรูพืชแล้วไถพรวนซ้ำอีกครั้ง แล้วจึงหว่านปูนขาว และใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกอัตรา 2,000 กิโลกรัม/ไร่ ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัม/ไร่ เสร็จแล้วให้ยกแปลงสูง 4-5 นิ้ว กว้าง 120 ซม. เสร็จแล้วจึงทำการขุดหลุมปลูก โดยมีระยะห่างระหว่างต้น 75 ซม.และระหว่างแถว 100 ซม.สำหรับการปลูกมี 2 วิธี คือ

1. การเพาะกล้า  โดยการเตรียมเมล็ดพันธุ์ แช่น้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส 30 นาที แล้วจึงนำไปวางในอุณหภูมิห้องจนกว่าเมล็ดงอกและมีรากยาวประมาณ 0.5 ซม.จึงจะนำไปเพาะ จากนั้นให้เตรียมดินเพาะกล้า โดยมีอัตราส่วนดิน:ปุ๋ยคอก 2:1 แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันใส่ในถาดหลุมเพาะเมล็ด เพื่อเตรียมหยอดเมล็ดแล้วจึงนำเมล็ดที่เตรียมไว้หยอดลงในหลุมเพาะเมล็ด กลบดินประมาณ 1 ซม.แล้วนำถามเพาะกล้าไปไว้ในบริเวณที่ร่ม หรือมีวัสดุพรางแสง รดน้ำทันทีด้วยบัวฝอย เมื่อมีใบจริง 3-4 ใบ จึงนำย้ายปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ คลุมด้วยฟาง รดน้ำให้ชุ่มพร้อมทำค้างทันที  

2. การหยอดเมล็ด เมื่อเตรียมดินและหลุมปลูกตามที่ระบุไว้ในข้อ 1 แล้ว ให้ทำการหยอดเมล็ด 3-4 เมล็ด ต่อหลุมกลบดิน คลุมด้วยฟาง รดน้ำให้ชุ่ม

         สำหรับการทำค้างให้ใช้ไม้ไผ่ที่มีลำต้นตรง ความยาว 2-2.5 เมตร ปักตั้งฉากกับพื้นดิน ให้สูงเหนือผิวแปลง 2 เมตร หลุมละ 1 ค้างแล้วใช้ไม้อีกอันประกบส่วนปลายค้างให้ต่ำกว่าปลายค้าง 25 ซม.ให้ไม้ค้างที่ประกบขนานกับผิวแปลง แล้วใช้ไม้คำยันหัวท้ายข้างละ 2 อันไขว้ไม้ค้ำยันตรงบริเวณที่ไม้ประกบมัดติดกับปลายไม้ค้างส่วนบน ให้โคนไม้ค้ำยันห่างจากไม้ค้างที่ปักข้างละ 20 ซม. เพื่อใช้ยืดต้นพืชและกันการกระพือของลมแรง และรับน้ำหนักเถาบวมได้เต็มที่

         ทั้งนี้การปักค้างควรทำทันทีที่หยอดเมล็ดดีกว่าปักเมื่อมีต้นพืชงอกขึ้นมาแล้ว เพราะไม้ค้างที่ปักในภายหลังอาจทำให้รากพืชขาดเสียหายได้ นอกจากนี้การปักค้างก่อนยังช่วยบอกตำแหน่งของหลุมที่ต้นพืชจะงอกขึ้นมาอีกด้วย

องค์ประกอบทางเคมีบวบเหลี่ยม

จากการศึกษาวิจัยพบว่าในส่วนต่างๆ ของบวบเหลี่ยมมีสารอยู่หลายชนิด เช่น เมล็ดบวบมีรสขมจะมีสาร Cucurbitacin B  และยังมีสาร Elatarin ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบาย  นอกจากนี้ในส่วนของผล ยังมีสารต่างๆอีกเช่น  Oleic acid,  Stearic acid, Palmitic acid  และมี Lignoceric acid, Linoleic acid, Apigenin , P-Coumaric acid เป็นต้น นอกจากนี้ บวบเหลี่ยมเมื่อนำมาบริโภคยังมีคุณค่าทางโภชนาการอีกดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของผลบวบเหลี่ยม ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 18 กิโลแคลอรี                                                                                                                                                                                                                 
  • น้ำ 95.4 กรัม
  • เถ้า 0.4 กรัม
  • โปรตีน 0.7 กรัม
  • ไขมัน 0.2 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 3.3 กรัม
  • ใยอาหาร 0.3 กรัม
  • เบตาแคโรทีน 30 ไมโครกรัม
  • วิตามินเอ 5 RE
  • วิตามินบี 1 0.02 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.04 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 3 0.4 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 15 มิลลิกรัม
  • แคลเซียม 5 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 24 มิลลิกรัม                                                  
  • เหล็ก 0.7 มิลลิกรัม

รูปภาพองค์ประกอบทางเคมีของบวบเหลี่ยม


ที่มา : Wikipedia 

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

แก้โพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง ด้วยการนำรากบวบเหลี่ยมนำมาต้มกับน้ำใช้ดื่ม หรือจะใช้ดอกสดตำร่วมกับฮั่วเถ่าเช่าสด ใช้เป็นยาพอกก็ได้หรืออาจจะใช้เถาบริเวณใกล้กับรากนำไปเผาให้เป็นถ่าน แล้วบดให้เป็นผงผสมกับเหล้ากิน

ใช้ระยายท้อง แก้เจ็บคอ แก้อาการบวมช้ำ โดยนำรากบวบตากแห้งต้มกับน้ำ ชงเป็นชาดื่ม

ใช้รักษาคางทูม โดยใช้ใยผล (รังบวบ) เผาเป็นถ่าน ผสมกับน้ำใช้ทาบริเวณที่ปวด 

ใช้ขับเสมหะขับปัสสาวะให้นำใบบวบตากแห้ง 5 กรัม ชงกับน้ำร้อน 1 แก้วกาแฟ ดื่มก่อนอาหาร เช้า-เย็น

ใช้รักษาอาการไอ เจ็บคอ และหอบ ด้วยการใช้ดอกแห้งประมาณ 6-10 กรัมผสมต้มแล้วรินมาผสมกับน้ำผึ้งใช้จิบเป็นยา หรือจะใช้น้ำจากเถาสดผสมกับน้ำตาลทรายเล็กน้อยจิบกินพอประมาณก็ใช้เป็นยาแก้ไอ ได้เช่นกัน

ใช้รักษาหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โดยใช้เถาแห้งประมาณ  ประมาณ 250 กรัม หั่นเป็นฝอยแล้วแช่กับน้ำจนพองตัว แล้วนำไปต้มแยกเอากากออก ใส่น้ำตาลพอประมาณ แล้วกินวันละ 2-3 ครั้งติดต่อกันประมาณ 10 วัน ใบแก้บิด ใช้ใบให้ใช้ประมาณ 500-600มิลลิกรัม นำมาต้มกับน้ำกิน

ใช้ขับพยาธิตัวกลม นำเมล็ดแก่มาเคี้ยวกินตอนท้องว่าง (เด็กให้กินครั้งละประมาณ 30 เม็ด หากเป็นผู้ใหญ่ให้ใช้ 40-50 เม็ด) ติดต่อกัน 2 วัน หรือจะนำมาเมล็ดแห้งบดให้ละเอียดใส่แคปซูลกินวันละครั้งก็ได้

ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ โดยใช้ดอกแห้งประมาณ 10กรัมนำไปต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้ใบสด 1 กำมือนำมาต้มกับน้ำ ใส่น้ำพอท่วมแล้วต้มจนเดือดแล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม

แก้อาการบวมน้ำ ด้วยการใช้น้ำจากเถาผสมกับน้ำตาลทรายกิน หรือนำราก มาต้มกับน้ำดื่ม หรือจะช่วยบำรุงร่างกาย แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ลดไข้โดยการนำผลอ่อนมาประกอบอาหารรับประทานหรือจะนำผลอ่อนใส่น้ำพอท่วมต้มให้เดือดใช้ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น ก็ได้

แก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย แก้พิษคัน รักษาบาดแผลเรื้อรัง แผลจากแมลงสัตว์กัดต่อย ผิวหนังเป็นผดผื่นคัน รักษากลากเกลื้อน ด้วยการใช้ใบนำมาต้มเอาแต่น้ำใช้ชะล้าง หรือใช้ใบสดตำพอก หรือใช้ใบแห้งบดให้เป็นผงละเอียดผสมเป็นยาทาก็ได้      

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

            ฤทธิ์ปกป้องตับจากสารพิษ มีการศึกษาวิจัยสารสกัดน้ำผสมแอลกอฮอล์ ที่แสดงฤทธิ์ปกป้องตับจากสารพิษ (carbon tetrachloride และ rifampicin) ในหนูทดลอง โดยมีกลไกหลายชนิด เช่น เพิ่มประสิทธิการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างขึ้นได้ ทั้งที่เป็นเอนโซม์ (catalase และ superoxide dismutase) และกลูต้าไธโอน (glutathione) ทำให้ลักษณะของเซลล์ตับดีขึ้นและลดปฏิกิริยาการเกิดออกซเดชั่นของไขมัน ทำให้ระดับเอนไซมืที่บ่งถึงการอักเสบของตับ (AST , ALT , ALP และ LDH) ในเลือดสัตว์ทดลองลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์ทดลองกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้กินสารสกัด

            ฤทธิ์รักษาภูมิแพ้ผิวหนัง จากการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่ง ระบุผลการทดลองว่า หลังจากทาสารสกัดจากบวบในบริเวณที่มีอาการเป็นเวลา 4 สัปดาห์ จะช่วยลดการอักเสบและยับยั้งการเกิดผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้

            ฤทธิ์แก้อักเสบในโรคไซนัสอักเสบ มีการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งระบุผลการศึกษาทดลองว่า การใช้ยาพ่นจมูกที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากบวบมีประสิทธิภาพในการรักษาไซนัสอักเสบได้ดี เมื่อเทียบกับการรักษาโดยใช้สารละลายน้ำเกลือ

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีผลการศึกษาทางพิษวิทยาของบวบเหลี่ยมระบุว่า เมล็ดมีผลทำให้หนูแท้ง และสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากเมล็ดบวบเหลี่ยมในขนาด 1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม มีผลทำให้สุนัขที่กินเข้าไปตาย โดยก่อนตายจะมีอาการน้ำลายฟูมปากอาเจียน และยังพบว่ามีเลือดออกในลำไส้

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน เมล็ดแก่ของบวบเหลี่ยมเพราะมีผลการศึกษาวิจัยพบว่าทำให้หนูทดลองแท้ง
  2. เมล็ดแก่ของบวบเหลี่ยมมีฤทธิ์เป็นยาระบาย และทำให้ท้องเสียอย่างรุนแรงได้ หากรับประทานเข้าไปมาก เพราะมีสาร Elaterin และอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย
  3. ในการใช้บวบเหลี่ยมเป็นอาหารไม่มีอันตรายแต่อย่างใด แต่หากใช้เป็นสมุนไพรนั้น ควรระมัดระวังในการใช้ โดยควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมไม่ใช้มากเกินไป และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องการรับประทานยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้บวบเหลี่ยมเป็นสุมนไพรในการรักษาโรคเสมอ

 

 

เอกสารอ้างอิง

  1. รศ.พร้อมจิต  ศรลัมพ์.แกงเลียง...อาหารเด็ด ของคนไทย.จุลสารข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.ปีที่30.ฉบับที่3.เมษายน2556.หน้า2-8
  2. ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.  .  “บวบเหลี่ยม”. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 หน้า 410-412.
  3. เดชา ศิริภัทร.บวบ:ผักผลพื้นบ้าน ดอกนั้นสีงาม.คอลัมน์ ต้นไม้ใบหญ้า.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 201.มกราคม.2539
  4. ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์.“ขยัน (Khayan)” หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.  .  หน้า 58.
  5. การปลูกบวบ ฟักทอง มะระ แตงกวา ถั่วฝักยาว.เอกสารเผยแพร่.กลุ่มส่งเสริมการผลิตผัก สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  6. ความเป็นพิษของเมล็ดบวบ.กระดาน ถาม-ตอบ .สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก      http://www.medplant.mahidol.ac.th/user/reply.asp?id=5464