ลำพันหางหมู ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

ลำพันหางหมู งานวิจัยและสรรพคุณ 11 ข้อ

ชื่อสมุนไพร ลำพันหางหมู

ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น ลำพันแดง,ลำพัน,หญ้าชุเงาใบยาว,หัวงอทะเล,ว่านน้ำทะเล(ทั่วไป)

ชื่อวิทยาศาสตร์Enhalus acoroides (L.f.) Royle

ชื่อสามัญSea acorus

วงศ์Hydrocharitaceae

ถิ่นกำเนิด ลำพันหางหมูเป็นชื่อของเครื่องยาที่ได้จากเหง้าของพืชทะเลที่มีชื่อว่า หญ้าชะเงาใบยาวหรือหัวงอทะเล โดยเป็นพืชดอกทะเล (marine angiosperm)ในวงศ์สันตะวา (HYDROCHARI TACEAE) ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเขตร้อนของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ในปัจจุบันพืชชนิดนี้มีการกระจายพันธุ์ค่อนข้างกว้างในพื้นที่เขตร้อนชื้นต่างๆ ของโลก เช่น ตั้งแต่ตอนใต้ของญี่ปุ่น ไต้หวัน ลงมาทางทะเลจีนใต้  ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และกัมพูชา  เอเชียใต้และเอเชียตะวันตกพบในอินเดีย, ศรีลังกาไปจนถึงชายฝั่งทะเลอาหรับบริเวณ ทะเลแดง และในบางพื้นที่ของอ่าวเปอร์เซีย ในออสเตรเลียและโอเชียเนียพบใน ประเทศออสเตรเลียตอนเหนือ และหมู่เกาะใกล้เคียงอย่าง ปาปัวนิวกีนี   ในแอฟริกาตะวันออกมีรายงานพบในบริเวณชายฝั่งทะเลแดง เช่นเยเมน, ซูดานและเอริเทรีย       

ประโยชน์/สรรพคุณ ในธรรมชาติลำพันหางหมูถือเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของ “พะจูน” ซึ่งเป็นสัตว์สงวนที่ใกล้สูญพันธุ์รวมถึงยังเป็นแหล่งอาหารและแหล่งหลบซ่องของสัตว์ทะเลอื่นๆ อีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยาของลำพันหางหมูนั้น ตามตำรายาไทยและตำรายาพื้นบ้านของไทย ระบุถึงสรรพคุณเอาไว้ว่า เหง้ามีรสเค็ม กร่อย ร้อน ใช้เป็นยาฟอกโลหิต ขับน้ำเหลืองเสีย ขับโลหิตระดูในสตรี แก้พิษโลหิตระดู ทำให้คลั่งเฟ้อ ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้ปัสสาวะพิการ

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้  ใช้ฟอกโลหิต ขับระดูในสตรี แก้พิษโลหิตระดู ขับและถ่ายน้ำเหลืองเสีย ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้ปัสสาวะพิการ โดยนำเหง้ามาหั่นเป็นแผ่นตากแห้งใช้ต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้เข้ายากับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ก็ได้

ลักษณะทั่วไป  ลำพันหางหมูเป็นพืชใต้น้ำ อายุหลายปีมักออกรวมกันเป็นกอ ลำต้นมีความสูง 1-1.5 เมตร เป็นเหง้าใหญ่ แข็ง มีเสี้ยน (ซึ่งเป็นส่วนของเส้นกลายใบที่เน่าเปื่อยไปแล้ว และเหลือติดอยู่) ลักษณะคล้ายกับหางหมู เหง้ามีรากใหญ่ แข็งแรง ยึดติดดินไว้แน่น ใบเป็นใบเดี่ยว แทงขึ้นจากเหง้ามี โดยใน 1 เหง้าจะมี 2-7 ใบ ใบมีลักษณะแบนเป็นแถบสีเขียวยาวมีความกว้าง 2-6 เซนติเมตร ยาว 70-140 เซนติเมตรมีกาบหุ้มที่โคนใบ และจะมีเส้นใบ 13-19 เส้น ขนานไปตามความยาวของใบ ดอก ออกเป็นช่อ โดยเป็นแบบแยกเพศต่างต้น ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อและมีดอกย่อย ขนาดเล็ก ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ 3 กลีบมีเกสรเพศผู้ 3 อัน มีใบประดับ 2 ใบ ภายในใบประดับมีดอกเพศผู้ที่ยังอ่อนอยู่จำนวนมาก ติดอยู่รอบแกนกลาง แต่เมื่อดอกแต่จะหลุดไปบานที่ผิวน้ำ และมีก้านดอกยาว 6-10 เซนติเมตร ส่วนดอกเพศเมียมีขนาดใหญ่กว่า และมีก้านดอกที่ยาวมากกว่าเพราะดอกจะขึ้นมา ผลมีขนาดใหญ่ ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ ยาวประมาณ 7 เซนติเมตร เปลือกนอกมีขนแข็ง ๆ สีดำ จำนวนมาก ภายในผลมีเมล็ด 8-14 เมล็ด เจริญที่ผิวน้ำมีใบประดับใหญ่ 2 ใบมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ 3 กลีบ รังไข่ มี 1 ช่อง เมื่อได้รับการผสมเกสรที่ผิวน้ำแล้วก้านดอกจะหดสั้นลงทำให้ผลไปเจริญใต้น้ำ

การขยายพันธุ์ ลำพันหางหมูสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด ซึ่งการขยายพันธุ์ของลำพันหางหมูนั้น จะเป็นการขยายพันธุ์ในธรรมชาติทั้งหมด เนื่องจากเป็นพืชใต้น้ำที่อยู่ในทะเล ส่วนการขยายพันธุ์ของลำพันหางหมูนั้นจะเป็นการที่ผลแก่จะเน่าเปื่อยทำให้เมล็ดหลุดร่วงลงมาสู่พืชทะเลแล้วงอกเป็นต้นใหม่ และอาจมีบางส่วนที่ถูกกระแสน้ำพัดพาไปร่วงลงในพื้นที่ใหม่ๆ

องค์ประกองทางเคมี     มีรายงานการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับองค์ประกอบสารเคมีของสารสกัดจากลำพันหางหมูระบุว่า พบสารออกฤทธิ์ที่สำคัญหลายกลุ่ม ดังนี้

  • สารกลุ่มฟลาโวนอยด์(Flavonoids) เช่น luteolin, apigenin, luteolin-7-O-glucuronide , rutin, protocatechuic acid, p-hydroxybenzoic acid และ methyl gallate
  • สารกลุ่มสเตอรอล(Sterols) เช่น stigmasterol, daucosterol , palmitic, linoleicacid และ linolenic acid 

            นอกจากนี้ยังพบสารประกอบคาร์บอนสายยาว เช่น 1-nonadecene, n-tetracosanol-1, 1-octadecene, 2-pentadecanone, behenyl alcohol, triacontane และtetratetracontane อีกด้วย  ส่วนอีกรายงานหนึ่งระบุว่า ใบและเหง้า ลำพันหางหมู พบสารต่างๆ เช่น luteolin, apigenin, [luteolin 3'-glucuronide, Kluteolin 4'-glucuronide, stigmasta-4,22-dien-6ß-ol-3-one.) stigmast-22-en-3-one, stigmasta-4,22-dien-3,6-dione, stigmasta-5,22-dien-3-0-B-D-glucopyranoside, daucosterol, hexacosyl alcohol, p-hydroxy-benzaldehyde, 1-octadecene, 2-pentadecanone, behenyl alcohol, 17-pentatriacontene, triacontane, butylated hydrox/tolueng,tetratetracontane และ1-nonadecene, n-tetracosanol-1

การศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยา มีรายงานผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของสารสกัดจากลำพันหางหมูในหลอดทดลอง(In vitro)ระบุว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการดังนี้

ฤทธิ์ต้านมะเร็ง (Anticancer)     มีรายงานผลการศึกษาวิจัยของสารสกัดจากลำพันหางหมู ระบุว่าสารสกัดแสดงฤทธิ์ cytotoxicity ต่อเซลล์มะเร็งเต้านม (breast cancer)MDA-MB-231 ในหลอดทดลอง โดยมีค่า IC₅₀ ประมาณ 70.7 μg/mL และสารสกัดดังกล่าวยังช่วยกระตุ้นการเกิด apoptosis ได้อีกด้วย     นอกจากนี้ยังมีผลรายงานการศึกษาทดลองอีกฉบับหนึ่งระบุว่าสารสกัดจากลำพันหางหมูมีฤทธิ์ยับยั้ง proliferation ของเซลล์มะเร็งตับ HepG2 และเซลล์มะเร็งเต้านม MCF-7  โดยมีค่า IC₅₀ อยู่ที่ 112.2 และ 101.6 μg/mL ตามลำดับ 

         ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) มีรายงานการศึกษาทดลองของสารสกัดลำพันหางหมูด้วยhydroalcohol พบว่าแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจาก DPPH, superoxide, nitric oxide รวมทั้งแสดงคุณสมบัติ free radical scavenging ที่ชัดเจน  โดยพบสารประกอบหลายกลุ่มในสารสกัดดังกล่าวที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระใน เช่น สารกลุ่ม flavonoids และ phenols (phenol 206.08 ± 14.42 mg GAE;   flavonoid 121.26 ± 8.48 mg QE) 

         ฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์สาหร่าย (Antialgal)   มีรายงานการศึกษาวิจัยสารสกัดน้ำของลำพันหางหมู(aqueous extract) พบว่าสาร luteolin-7-O-glucuronideที่พบในสารสกัด มีฤทธิ์ลดการเจริญเติบโตของสาหร่าย Phaeocystis globosa ที่ใช้เป็นโมเดล harmful algal bloom (HAB) โดยมีค่า EC₅₀= 34.29 μg/mL จากผลการศึกษาวิจัยนี้แสดงว่าอาจนำไปใช้เป็น algaecide ได้

         ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial)   มีรายงานการศึกษาวิจัยฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของสารสกัดจากลำพันหางหมูโดยทำการทดสอบด้วยวิธี disk-diffusion โดยให้รัศมี inhibition zone ที่เด่นในระดับไมโครกรัม/มิลลิลิตร พบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคที่เรีย Staphylococcus aureus และ Escherichia coli   ส่วนการทดสอบค่า MIC แบบresazurin ปรากฏว่าให้ผลประมาณ 15.62 µg/mL ต่อ S. aureus        

        ฤทธิ์ต้านเบาหวาน (Antidiabetic)    มีรายงานการศึกษาวิจัยสารสกัดน้ำ (aqueous extract) ของลำพันหางหมูในโมเดลปลาzebrafish ที่ทำให้เกิดภาวะเบาหวานและโรคอ้วน(obesity)พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดและน้ำหนักของปลาได้อย่างมีนัยสำคัญ เทียบเท่ากับยามาตรฐาน Metformin นอกจากนี้สารสกัดดังกล่าวยังช่วยส่งเสริมการแสดงออกของ GLP-1 และลดการแสดงออกของ PPARγ และ SREBP-1c ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมเมแทบอลิซึม อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร (gut microbiome)ให้ใกล้เคียงกลุ่มควบคุมมากขึ้นซึ่งสัมพันธ์กับสุขภาพของระบบย่อยและเมแทบอลิซึม 

การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยา  มีรายงานผลการศึกษาวิจัยความเป็นพิษของสาร luteolin และ luteolin 4’-glucuronide ในสารสกัดเอทานอลจากสำพันหางหมูพบว่า ที่ความเข้มข้น 500 และ 100 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ทำให้เกิดอัตราการตายของเซลล์หนอนกระทู้ผัก (Spodoptera litura ceil) ในเวลา 24 ชั่วโมง ร้อยละ 13.02±3.78 และ 4.24±2.55 และภายในเวลา 48 ชั่วโมง มีอัตราการตายร้อยละ 18.21±6.63 และ 50.01± 4.48 ตามลำดับ

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้ลำพันหางหมูเป็นสมุนไพรโดยเฉพาะในรูปแบบรับประทาน เนื่องจากมีสรรพคุณ ขับระดูในสตรี ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแท้งบุตรได้ ส่วนผู้ที่แพ้พืชทะเล สาหร่าย หรือสารธรรมทางทะเลชาติอื่นๆ ควรระมัดระวังในการใช้ลำพันหางหมูเพราะอาจเกิดอาการภูมิแพ้หรือระคายเคืองได้ นอกจากนี้พืชในทะเลอาจมีการสะสมโลหะหนักหรือสารที่เป็นอันตรายจากแม่น้ำต่างๆ ที่ไหลลงสู่ทะเลหากเก็บจากแหล่งปนเปื้อน ซึ่งหากมีการนำมาใช้ (โดยเฉพาะในการรับประทาน) ก็อาจทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายได้เช่นกัน

อ้างอิงลำพันหางหมู

  1. ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์. (2548). คำอธิบายตำราโอสถพระนารายณ์ฉบับเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรณนามหาราชา 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2542 (2nd ed.). อมรินทร์และมูลนิธิภูมิปัญญา.
  2. เสงี่ยม พงษ์บุญรอด. (2522), ไม้เทศเมืองไทย สรรพคุณของยาเทศและยาไทย, โรงพิมพ์กรุงธน.
  3. สุภัทรา กลางประพันธ์.การพัฒนาวิธีควบคุมคุณภาพตำรับตำรายาปราบชมพูทวีปและสมุนไพรในตำรับ.วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.มิถุนายน2564.248หน้า
  4. พรทิพย์ เติมวิเศษ และคณะ. (2555). ประมวลสรรพคุณสมุนไพรไทย. สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
  5. วุฒิ วุฒิธรรมเวช. (2540). สารานุกรมสมุนไพร รวมหลักเภสัชกรรมไทย (Ist ed.). สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.
  6. Klangprapun, S., Buranrat, B., Caichompoo, W., & Nualkaew, S. (2018). Pharmacognostical and Physicochemical Studies of Enhalus acoroides (L.F.) Royle (Rhizome). Pharmacognosy Journal, 10(6 Suppl), 89–94. 
  7. Dewi, C. S., Soedharma, D., & Kawaroe, M. (2017). Komponen fitokimia dan toksisitas senyawa bioaktif dari lamun Enhalus acoroides. Jurnal Teknologi Perikanan dan Kelautan, 3(2), 23-27. 
  8. Qi S.H., Zhang S., Qian P.Y. and Wang B.G. (2008). Antifeedant, antibacterial, and antilarval compounds from the South China Sea seagrass Enhalus acoroides.Botanica Marina, 51(5), 441-447.
  9. Phytochemical Screening, Antioxidant Potential, Isolation And Characterization Of Bioactive Compound From Enhalus acoroides. (2022). Journal of Pharmaceutical Negative Results, 13(S09), 4118–4131. 
  10. Cordova, B. N., Magdugo, R., & Won, M. E. (2022). Biochemical characterization and bioactivity of the tape seagrass Enhalus acoroides. Annals of Studies in Science and Humanities, 4(2), 8–17.           
  11. Amudha P., Jayalaksmi M., Pushpabharathi N. and Vanitha V. (2018). Identification of Bioactive Components in Enhalus acoroides Seagrass Extract by Gas Chromatography-Mass Spectrometry. Asian Journal of Pharmaceutical andClincal Ressearch, 11(10),131-137.
  12. Sun, D., & Duan, S. (2019). Growth Inhibition of Phaeocystis globosa Induced by Luteolin-7-O-glucuronide from Seagrass Enhalus acoroides. International Journal of Environmental Research and Public Health, 16(14), 2615.