กรุงเขมา ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

กรุงเขมา

ชื่อสมุนไพร  กรุงเขมา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  เครือหมาน้อย , หมาน้อย (ภาคอีสาน) , ก้นปิด (ภาคใต้) , ขงเขมา , พระพาย วุ้นหมอน้อย (ภาคกลาง) , เปล้าเลือด (แม่ฮ่องสอน) , สีฟัน (เพชรบุรี) , หมอน้อย (อุบลราชธานี) , อะกามินเยาะ (ยะลา,นราธิวาส)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Cissampelos L. var. hirsuta (Buch. ex DC.) Forman.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Cissampelos poilanei Gagnep.
ชื่อสามัญ  Pareira barva ,  Icevine
วงศ์  MENISPERMACEAE

 

ถิ่นกำเนิดกรุงเขมา 

กรุงเขมาเป็นพรรณพืชที่มี ถิ่นกำเนิดในอเมริกาต่อมาได้มีการกระจายพันธุ์ไปในเขตร้อน หรือร้อนชื้นต่างๆของโลก โดยเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนโดยเฉพาะในแถบเขตร้อนของเอเชีย เช่น มาเลเซีย , อินโดนีเซีย , ไทย , อินเดีย , ศรีลังกา เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยพบได้เกือบทั่วทุกภาคของประเทศ แต่จะพบมากในภาคอีสาน เนื่องจากมีสภาพดินที่เหมาะสมกับพืชชนิดนี้ ทั้งนี้กรุงเขมามักจะพบได้ตามป่าดิบ ป่าเบญจพรรณ ตามริมลำห้วย ลำธาร ที่มีความสูงในระดับน้ำทะเล จนถึง 1,100 เมตร


ประโยชน์/สรรพคุณกรุงเขมา

มีการใช้ประโยชน์ต่างๆจากกรุงเขมา เช่น มีการนำใบกรุงเขมามาบริโภคเป็นอาหารว่างที่ชื่อว่า วุ้นหมาน้อย โดยการเลือกใบกรุงเขมาที่มีสีเขียวเข้มโตเต็มที่แล้ว ประมาณ 10-20 ใบ นำมาล่างให้สะอาดแล้วขยี้กับน้ำสะอาด ประมาณ 1 ถ้วย เมื่อขยี้ไปจนได้น้ำสีเขียวเข้ม แล้วให้แยกเอากากออกโดยการกรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำไว้ จากนั้นนำน้ำที่ได้ปรุงรสตามชอบหากต้องการรับประทานเป็นของคาวก็ใส่เครื่องปรุงต่างๆลงไป หรือหากต้องการรับประทานเป็นของหวานก็เติมน้ำตาล ปรุงรสตามใจชอบ จากนั้นตั้งทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที น้ำคั้นที่ปรุงเสร็จจะจับตัวเป็นก้อน แล้วค่อยนำมารับประทาน

สำหรับในค้านความสวยงานก็มีการนำใบกรุงเขมามาล้างน้ำแล้ว ขยี้ใบให้เป็นวุ้นๆ นำมาพอกหน้า เพื่อบำรุงผิว , แก้สิว , ลดผดผื่นคันบนใบหน้า ส่วนสรรพคุณทางยาของกรุงเขมานั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ส่วนเหนือดินใช้เป็นยาแก้ร้อนใน แก้โรคตับ รากมีรสหอมเย็นสุขุม ใช้แก้ไข้ แก้ดีซ่าน ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงอวัยวะเพศให้แข็งแรง แก้ลม แก้โลหิต กำเดา แก้โรคตา ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ แก้ปวดท้อง และโรคบิด ระบายนิ่ว แก้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไอเจ็บหน้าอก ใช้เป็นยาขับเหงื่อ ยาขับระดู ยาบำรุง ยาขับน้ำเหลืองเสีย ยาสมาน ใบ ใช้พอกเป็นยาเฉพาะที่ แก้โรคผิวหนัง หิด แก้ร้อนใน แก้โรคกระเพาะอาหาร ใช้พอกแผล ฝี แก้แผลมะเร็ง แก้หิด ลำต้น ใช้ดับพิษไข้ทุกชนิด ช่วยบำรุงโลหิตสตรี เป็นยาพอกแก้ตาอักเสบ เนื้อไม้ แก้โรคปอด และโรคโลหิตจาง 

และในอีกตำราหนึ่งระบุว่า ส่วนของรากใช้ลดน้ำตาลในเลือด แก้ไข้ แก้ลม แก้เสมหะ ช่วยบำรุงหัวใจ แก้ท้องร่วง แก้บวม ขับปัสสาวะ ใช้เป็นยาระบาย ส่วนของต้น ดับพิษไข้และแก้ระดูพิการในสตรี ส่วนของเปลือกและแก่น ช่วยบำรุงโลหิต แก้ไข้ แก้ระดูพิการในสตรี ส่วนของเนื้อไม้ ช่วยรักษาโรคปอด และโรคโลหิตจาก ส่วนของใบ แก้หิด พอกแผลฝี และโรคผิวหนังอื่นๆ

นอกจากนี้ในตำราโอรสพระนารายณ์พบว่า กรุงเขมาเป็นส่วนประกอบของตำรับยาสำหรับแก้เตโชธาตุพิการตัวปรากฏในบทกลอนดังนี้

ถ้ามิถอยใช้ให้เอาโกฏสอ โกฏเขมา รากพิลังกาสา ผลราชคัด ผลสรรพพิศม์ ผลสวาดิจุโรหินี รากกรุงเขมา รากมะแว้งเครือ รากจิงจ้อใหญ่ มหาพิงคุ์ ผลจันทร์เทศ เทียนดำ เทียนขาว ยา 14 สิ่ง เสมอภาค ทำเป็นจุล ละลายน้ำนมโคก็ได้ ส้มมะงั่วก็ได้อีกทั้ง ในประเทศอินโดนีเซียยังมีการใช้ส่วนของใบ ตำใส่น้ำตั้งทิ้งไว้ให้เป็นเยลลี่ กินเป็นยาช่วยย่อย แก้ปวดท้อง และใช้รากกรุงเขมา ต้มกับน้ำดื่มแก้ปวดท้องอีกดัวย


ลักษณะทั่วไปกรุงเขมา

กรุงเขมา จัดเป็นไม้เถาเลื้อยเป็นไม้เนื้อแข็ง ลักษณะเถาจะเลื้อยไปตามกิ่งไม้ต่างๆ มีขนนุ่มสั้นปกคลุมหนาแน่นตามเถา กิ่ง ช่อดอก และใบ ไม่มีมือเกาะ แต่จะมีรากสะสมอาหารใต้ดิน รากมีลักษณะอวบใหญ่และจะมีขนาดใหญ่กว่าเถารากจะมีหน้าที่เก็บสะสมอาหารใต้ดิน และมีรากฝอยกระจายขึ้นมาอยู่ทั่วทั้งราก ใบออกเป็นใบเดี่ยวออกแบบสลับ มีหลายรูปทรง ได้แก่  รูปหัวใจ รูปกลม หรือ รูปไต กว้าง 4.5-12 เซนติเมตร ยาว 4.5-11 เซนติเมตร ปลายใบมนหรือเรียวแหลม โคนใบกลมตัด หรือเป็นรูปหัวใจตื้นๆ ขอบใบเรียบ เนื้อใบบาง ใบเมื่อยังอ่อนจะมีขนนุ่มสั้นกระจาย ทั้งหลังใบ และท้องใบ และขอบใบ แต่เมื่อใบแก่ขนจะร่วง เส้นใบออกจากโคนใบรูปฝ่ามือ ก้านใบยาว 2-8เซนติเมตรมีขนนุ่มสั้น ติดที่โคนใบห่างจากขอบใบขึ้นมา 1-18 มิลลิเมตร ปลายใบแหลมหรืออาจเป็นติ่งหนาม ดอก เป็นดอกขนาดเล็กออกเป็นช่อกระจุกสีขาว ดอกแบนแยกเพศ จะอยู่ต่างต้นกัน ขนาดประมาณ 0.2-0.5 มิลลิเมตร เรียงแบบช่อเชิงหลั่น แต่ละช่อกระจุกมีก้านช่อดอกยาว 2-5เซนติเมตร มีขนนุ่มสั้น อาจจะออกกระจุกเดี่ยวๆหรือ 2-3 กระจุกในหนึ่งช่อ ช่อดอกเพศผู้ ออกตามง่ามใบ ก้านช่อกระจุกแตกแขนง ยืดยาว ใบประดับรูปกลม และขยายใหญ่ขึ้น ดอกเพศผู้ สีเขียวหรือสีเหลือง มีก้านดอกย่อยยาว 1-2 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ รูปไข่กลับ ยาว 1-1.5 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขนยาว กลีบจะดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย มีความยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตร เกสรเพศผู้เชื่อมติดกัน อับเรณูยาว 0.75 มิลลิเมตร ส่วนช่อดอกเพศเมีย เป็นช่อกระจุกแยกแขนง ทรงแคบ ยาวได้ถึง 18 เซนติเมตร ประกอบด้วยช่อดอกที่เป็นกระจุกติดแบบคล้ายเป็นช่อกระจะ แต่ละกระจุกอยู่ในง่ามของใบประดับ ใบประดับเป็นรูปกลม เมื่อขยายใหญ่ขึ้นสามารถยาวได้ถึง 1.5 เซนติเมตร และอาจมีขนประปรายหรือขนยาวนุ่ม ดอกเพศเมีย มีก้านดอกย่อยยาว 1.5 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงมี 1 กลีบ เป็นรูปไข่กลับกว้าง ยาว 1.5 มิลลิเมตร กลีบดอกมี 1 กลีบ รูปไข่กลับกว้าง ยาว 0.75 มิลลิเมตร โคนสอบแคบ เกสรเพศเมียมี 1 อัน ขนาดประมาณ 0.5 มิลลิเมตร มีขนยาวห่าง ก้านเกสรเพศเมียเกลี้ยง โดยยอดเกสรเพศเมียจะแยกเป็น 3 พู ผลจะเป็นแบบสด มีก้านอวบใหญ่ ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร โดยผลจะจะมีเมล็ดหนาทรงกลมรีตรงปลาย เมื่ออ่อนอยู่มีสีส้มและเมื่อสุกสีน้ำตาลแดง ผนังผลชั้นในรูปไข่กลับ ยาว 5 มิลลิเมตร ด้านบนมีสันขวาง 9-11 สัน เรียงเป็น 2 แถว ส่วนเมล็ดมีลักษณะโค้งงอรูปพระจันทร์ครึ่งซีก มีผิวขรุขระ มี




การขยายพันธุ์กรุงเขมา

กรุงเขมา สามารถขยายพันธุ์ได้โดยวีการใช้เมล็ดและการใช้เหง้า สำหรับวิธีการปลูกนั้นสามารถทำได้ เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ด หรือการแยกเหง้าของพืชชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ ทั้งนี้สำหรับการปลูกกรุงเขมานั้นจะต้องทำค้างให้เถาได้เลื้อยพันขึ้นด้วย ส่วนสภาพดินที่เหมาะแก่การปลูกกรุงเขมา คือ ดินร่วนปนทรายที่มีความชุ่มชื้นพอสมควรแต่มีข้อควรระวังคือ ต้นกรุงเขมาจะเป็นพืชที่ไม่ชอบปุ๋ยเคมีเพราะในปุ๋ยเคมีมีความเข้มข้นของธาตุอาหารสูง ทำให้ต้นตายได้ รวมถึงจะต้องระวังศัตรูพืชที่สำคัญคือ หนอนกระทู้และหอยทากอีกด้วย

องค์ประกอบทางเคมีกรุงเขมา

จากการศึกษาวิจัยพบว่า รากของกรุงเขมามีสารกลุ่ม แอลคาลอยด์ปริมาณสูง เช่น hyatine, hyatinine, hayatidine ,  sepurine, beburine, cissamine ,cissampeline, cissampareine , pelosine นอกจากนี้ยังพบ quercitol, sterol และ L-beheerine เป็นต้น  

รูปภาพองค์ประกอบทางเคมีของกรุงเขมา

 

ที่มา : Wikipedia

นอกจากนี้จากการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของใบกรุงเขมา พบว่าใบกรุงเขมา 100 กรัม จะมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของใบกรุงเขมา (100 กรัม)

-          พลังงาน                                    95                                กิโลแคลอรี

-          โปรตีน                                       8.5                               กรัม

-          ไขมัน                                        0.7                               กรัม

-          คาร์โบไฮเดรต                             13.6                             กรัม

-          เบต้าแคโรทีน                             6.577                           ไมโครกรัม

-          วิตามินเอ                                   1.096                           RE

 

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ โดยการใช้รากนำมาตากให้แห้งแล้วบดให้ละเอียดให้เป็นผงละลายกับน้ำผึ้งกิน 

ใช้แก้ปวดประจำเดือน แก้ไข้ทับระดู ช่วยปรับสมดุลของประจำเดือนสตรี โดยการใช้รากแห้งนำมาฝนผสมกับน้ำดื่ม

ใช้แก้ไข้ แก้ลม แก้โลหิตกำเดา ใช้ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ แก้ปวดท้อง ขับเหงื่อ ขับระดู ถ่ายน้ำเหลือง แก้บิด แก้นิ่ว แก้โรคตา โดยใช้รากแห้ง 10-15 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม เช้า-เย็น

ใช้รักษาโรคผิวหนังต่างๆ เช่น หิด แผล ฝีหนอง แผลมะเร็ง โดยใช้ใบสดมาขยำหรือตำให้ละเอียดใช้พอกบริเวณที่เป็น โดยเปลี่ยนยาทุกวันจนแผลหายดี

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์คุมกำเนิดของใบกรุงเขมา เมื่อป้อนสารสกัดเมทานอลจากใบกรุงเขมาใน ขนาด 250 และ 450 มก./วัน/กิโลกรัม(น้ำหนักตัว) ให้แก่หนูถีบจักรเพศเมีย เป็นเวลา 21 วัน พบว่ามีฤทธิ์คุมกำเนิด โดยจะยืดระยะเวลาของวัฏจักรเป็นสัด (estrous cycle) ในขั้น diestrus ออกไป และทำให้จำนวนลูกหนูที่เกิดในครอกลดลง เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่ลูกหนูก็ยังจะมีการเจริญเติบโตเป็นปกติ แสดงว่าสารสกัดไม่มีผลทำให้แท้ง และเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของตัวอ่อน นอกจากนี้สารสกัดยังมีผลต่อระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรเป็นสัด โดยจะลดระดับของ luteinizing hormone (LH), follicle-stimulating hormone (FSH) และ estradiol โดยจะเพิ่มระดับของ prolactin แต่จะไม่มีผลต่อ progesterone  และยังมีการศึกษาทดลองในอินเดีย ในปี ค.ศ.1979 โดยใช้สารสกัดจากส่วนเหนือดิน (ไม่ระบุส่วนที่ใช้) ของกรุงเขมาที่สกัดด้วยน้ำ และ แอลกอฮอล์ (1:1) ในสัตว์ทดลอง ผลการทดลองพบว่า สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของกรุงเขมาอีกมากในต่างประเทศ ซึ่งมีผลการศึกษาออกมาว่ากรุงเขมามีฤทธิ์ต้านฮีตามีนทำให้หัวใจเต้นช้าลง  ต้านการชักมีฤทธิ์เพิ่มน้ำลาย กดระบบประสาทส่วนกลาง กดระบบทางเดินหายใจ ลดความดันโลหิต ขับปัสสาวะ ต้านเชื้อราและแบคทีเรีย คลายกล้ามเนื้อเรียบ ยับยั้งการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาความเป็นพิษของกรุงเขมาพบว่าเมื่อทำการฉีดสารสกัดใบและกิ่งด้วยน้ำ หรือแอลกอฮอล์เข้าช่องท้องหนูถีบจักร จะมีขนาดต่ำที่สุดที่เป็นพิษคือ 1 มล.ต่อตัว แต่เมื่อฉีดสารสกัดอัลคาลอยด์เข้าหลอดเลือดหนูถีบจักร ปรากฏว่าขนาดที่สัตว์ทดลองทนได้คือ 50 มิลลิกรัมต่อกรัม สำหรับในกระต่ายเมื่อทดลองฉีดสารสกัดรากด้วยอัลกอฮอล์-น้ำ (1:1) เข้าช่องท้องหรือใต้ผิวหนัง พบว่า ขนาด 10 กรัมต่อกิโลกรัม ไม่พบพิษแต่อย่างใด ส่วนอีกการทดลองหนึ่งระบุว่ามีการทดสอบความเป็นพิษของกรุงเขมา(ไม่ระบุส่วนที่ใช้) พบว่า สารสกัดที่นำไปทดลอง มีค่า LD50=7.3 กรัม/กิโลกรัม

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้สมุนไพรกรุงเขมา เพราะมีฤทธิ์ขับระดู
  2. ในการใช้กรุงเขมาเพื่อเป็นยาสมุนไพรควรระมัดระวังในการใช้โดยควรใช้ในขนาดที่เหมาะสมตามที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก ผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนใช้สมุนไพรกรุงเขมาควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

 


เอกสารอ้างอิง

  1. ก่องกานดา ชยามฤต และลีนา ผู้พัฒนพงศ์,2545.สมุนไพรไทย ตอนที่7.โรงพิมพ์ประชาชน จำกัด.กรุงเทพฯ.258 น.
  2. ร.ร.แพทย์แผนโบราณ วัดพระเชตุพนฯ วัดโพธิ์ ท่าเตียน กรุงเทพฯ.2537.ประมวลสรรพคุณยาไทย(ภาคที่1)ว่าด้วย พฤกษชาติ วัตถุธาตุ และสัตว์วัตถุนานาชนิด บริษัท บพิธการพิมพ์.จำกัด.กรุงเทพฯ222น.
  3. วิทยา บุญวรพัฒน์.  “กรุงเขมา”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  หน้า 46.
  4. กองโภชนาการ กรมอนามัย 2544.ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการในอาหารไทย.โรงพิมพ์องค์การทหารผ่านศึก.กรุงเทพฯ.
  5. กัญจนา ดิวิเศษและอร่าม คุ้มกลาง 2542 ผักพื้นบ้านภาคอีสาน โรงพิมพ์องคืการสงเคราะห์ทหารผ่านศึก กรุงเทพฯ302 น.
  6. ฤทธิ์คุมกำเนิดของใบกรุงเขมา,ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  7. ชยันต์ พิเชียรสุนทร แม้นมาส ขวลิต และวิเชียร จีรวงศ์.2548.คำอธิบายตำราพระโยสถนารายณ์.สำนักพิมพ์อมรินทร์.กรุงเทพฯ.777 น.
  8. ญาธิปวีร์  ปักแก้ว.หมาน้อยเพคตินจากธรรมชาติ ประโยชน์เลอค่า....พืชป่าสมุนไพรพื้นบ้าน.คอลัมน์อาหารและสุขภาพวารสารอาหาร สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.ปีที่46ฉบับที่1.มกราคม-มีนาคม2559.หน้า15-20
  9. ตรีชฏา อุทัยดา.2552.การพัฒนาวุ้นผงเครือหมาน้อยเพื่อสุขภาพ.รายงานการวิจัย.มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบูรณ์.มหาสารคาม.
  10. เครื่องหมาน้อย,ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=146
  11. ต้นหมาน้อย.กระดาน ถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.modplant.mahidol.ac.th/user/replt.asp?id=6481