เห็ดหูหนู ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

เห็ดหูหนู

ชื่อสมุนไพร  เห็ดหูหนู
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  เห็ดหูหนูดำ , เห็ดหูแมว , เห็ดหูหนูบาง , เห็ดหูหนูหนา ,  เห็ดหูหนูจีน (ทั่วไป) , เห็ดหู , เห็ดหูล๊วะ (ภาคเหนือ)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Auricularia auricula-judae(Bull.) J.Schröt. 
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Auricularia auricular(L.ex Hook.) Undrerw , Auricularia polytricha
ชื่อสามัญ  Jelly ear fungus , Ear fungus ,  Wood ear, Jew's ear
วงศ์  AURICULARIACEAE

 

ถิ่นกำเนิดเห็ดหูหนู 

เชื่อกันว่าเห็ดหูหนูเป็นเห็ดที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน เพราะมีการค้นพบบันทึกตำรายาของแพทย์หลวงของจีนที่ใช้รักษาพระราชวงศ์ ซึ่งเป็นตำราที่มีอายุเก่าแก่มากแล้ว โดยในบันทึกได้ระบุถึงการใช้เห็ดหูหนูเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงเลือดลม บำรุงพลังหยิน แล้วต่อมาสันนิษฐานว่าเห็ดหูหนูได้ทั่วทุกภาคของประเทศทั้งในธรรมชาติและการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์

ประโยชน์/สรรพคุณเห็ดหูหนู 

เห็ดหูหนูเป็นเห็ดที่ราคาค่อนข้างถูกกว่าเห็ดชนิดอื่น และสามารถหาซื้อได้ง่าย จึงเป็นที่นิยมบริโภคเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ทางภาคเหนือนิยมนำเห็ดหูหนูมาประกอบอาหาร เช่น นำมาแกงใส่ถั่วฝักยาว ผักชะอม หรือใส่แกงแค  ส่วนทางภาคกลางหรือทั่วๆไป นำมาทำยำวุ้นเส้น ใส่ในแกงจืด ยำเห็ดหูหนู ผัดเนื้อไก่ใสขิงใส่เห็ดหูหนู แกงจืดเห็ดหูหนู เป็นต้น

            สำหรับสรรพคุณทางยาของเห็ดหูหนูนั้น ตามตำราแพทย์แผนจีนระบุไว้ว่า เห็ดหูหนู มีฤทธิ์ทางยาไม่ร้อน ไม่เย็น รสหวาน วิ่งเส้นลม-ปราณไต (สีดำเป็นสีของไต) เป็นเห็ดที่ได้รับพลังเย็นสะสม ทำให้ลดความร้อน หรือเกิดความเย็นแก่กระเพาะอาหาร ให้เป็นยาบำรุงเลือด บำรุงกำลัง บำรุงธาตุหยินที่ตับและไต  ช่วยวิ่งเส้นลมปราณไต บำรุงสมอง ใช้รักษาเลือดออกเนื่องจากเลือดร้อน เช่น อุจจาระเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด ประจำเดือนมากผิดปกติ ริดสีดวงทวาร โรคบิด ใช้บำรุงกระเพาะ แก้ริดสีดวง และช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะสำคัญๆ เช่น สมอง หัวใจ ตับ ไต ทำให้มีพลังชีวิตที่เป็นระบบ ช่วยหยุดอาการเส้นโลหิตฝอยแตก ช่วยการไหลเวียนของโลหิต มีผลให้การทำงานและการขับเคลื่อนของลำไส้ดีขึ้น

            นอกจากนี้ทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังมีการศึกษาวิจัยว่า เห็ดหูหนูมีประโยชน์กับผู้ป่วยที่มีความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง หลอดเลือดแดงแข็งตัว มีนิ่วในถุงน้ำดี นิ่วในไต วัณโรค ไอแห้งๆ อุจจาระเป็นเลือด ช่วยป้องกันมะเร็ง และลดอาการแทรกซ้อนภายหลังจากการฉายรังสี และจากการศึกษาวิจัยยังพบว่า เห็ดหูหนูดำมีน้ำมันยางธรรมชาติและสารใยไฟเบอร์ ช่วยในการระบายขับของเสียในลำไส้ และเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคหัวใจอีกด้วย

ลักษณะทั่วไปเห็ดหูหนู 

เห็ดหูหนูจัดเป็นเห็ดในกลุ่มเห็ดราชนิดหนึ่งในตระกูลเห็ดฟันไจ มักจะพบตามตอไม้ขอนไม้ หรือต้นไม้ที่เน่าเปื่อยผุพัง โดยลักษณะของเห็ดหูหนูดำนั้นคล้ายกับใบหู ซึ่งมีทั้งชนิดแบบบางและแบบหนาดอกเห็ดจะเป็นแผ่นใสนิ่มคล้ายวุ้น เป็นรูปพัดไม่มีด้าม ด้านบนของดอกเห็ดมีลักษณะมันเป็นเงา มีสีน้ำตาลปนดำ สีน้ำตาลปนแดง หรือสีขาวนวล (แล้วแต่ชนิด) ส่วนขอบของดอกเห็ดจะมีรอยจีบหรือเป็นลอน ด้านล่างมีลักษณะเป็นขนละเอียดอ่อนคล้ายกำมะหยี่หรือขนหยาบและมีสีอ่อนกว่าด้านบน บางชนิดมีก้านสั้นๆ ยึดติดกับขอนไม้ตรงกลางดอกหรือค่อนไปข้างใดข้างหนึ่ง เนื้อเยื่อดอกเห็ดมีความยืดหยุ่นคล้ายวุ้นแต่เหนียวกว่า สำหรับขนาดของเห็ดก็แตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิด ซึ่งจะมีขนาดกว้าง ตั้งแต่ 2-15 เซนติเมตร  และหนา 1-3 มิลลิเมตร  ส่วนสปอร์ของเห็ดหูหนูจะเป็น รูปคล้ายกับไส้กรอก ใส ไม่มีสี ขนาดกว้าง 5-6 ไมโครเมตร ยาว 13-15 ไมโครเมตร มีผิวเรียบ และก้านสปอร์รูปทรงกระบอก

การขยายพันธุ์เห็ดหูหนู

            การเพาะเห็ดหูหนู สามารถแบ่งเป็นขั้นตอนใหญ่ๆ ได้ดังนี้

            การแยกเชื้อบริสุทธิ์ โดยใช้กรรไกรหรือมีดโกนชุบแอลกอฮอล์ตัดขอบดอกเห็ดโดยรอบ แล้วลอกดอกเห็นออกเป็น 2 ชั้น โดยอย่าให้ส่วนภายในที่ลอกออกมาใหม่ๆ สัมผัสกับสิ่งใดๆ จากนั้นลนเข็มเขี่ยให้ร้อนแดงเพื่อฆ่าเชื้อ แล้วปล่อยทิ้งไว้พอประมาณ ต่อมาจึงใช้เข็มเขี่ยขูดเอาเนื้อเยื่อส่วนในออกมาเล็กน้อยจากนั้น สอดเนื้อเยื่อที่ตัดไว้เข้าไปวางในจุดใดจุดหนึ่งบนอาหารวุ้นในขวดอาหารแล้วรีบปิดจุกสำลีทันที แล้วให้นำไปบ่มไว้ในห้องที่มีอุณหภูมิสม่ำเสมอ ปกติอยู่ระหว่าง 22-26 องศาเซลเซียส ห้องบ่มควรเป็นห้องมืด เพราะเส้นใยเห็ดหูหนูขณะเจริญเติบโตไม่ต้องการแสง

            เมื่อบ่นเชื้อได้ประมาณ 2-3 วัน จะเริ่มมีเส้นใยสีขาวฟูๆ ออกจากเนื้อเยื่อที่ตัดวางไว้ (ถ้าเกิดบริเวณอื่น แสดงว่าไม่ใช่เชื้อเห็ดหูหนู) ปล่อยให้เชื้อเห็ดเจริญไปประมาณ 5-8 วัน จึงใช้เข็มเขี่ยตัดเอาส่วนปลายของเส้นใยเห็ดพร้อมอาหารวุ้นไปใส่ลงในอาหารวุ้นขวดใหม่ เพื่อจะให้ได้เชื้อเห็ดที่บริสุทธิ์จริง

            การทำหัวเชื้อเห็ด โดยนำเมล็ดข้าวฟ่างมาแช่น้ำ 1 คืน น้ำควรเปลี่ยน 2-3 ครั้งเพื่อป้องกันมิให้บูดเน่า ในตอนเช้าให้ล้างเมล็ดข้าวฟ่างที่เตรียมไว้อีกครั้งให้สะอาด เก็บเมล็ดเสียและรีบออกทิ้ง นำไปต้มให้เมล็ดข้าวฟ่างนุ่ม แต่ควรระวังอย่าให้เมล็ดข้าวฟ่างแตก

            เทเมล็ดข้าวฟ่างลงในผ้าขาวบาง เกลี่ยบางๆ ใช้ขี้เลื่อยที่มีความชื้นประมาณร้อยละ 60 ใส่ลงไปผสมด้วยประมาณร้อยละ 20 และเติมหินปูนประมาณร้อยละ 0.2 ทั้งนี้เพื่อให้เส้นใยเห็ดคุ้นเคยกับขี้เลื่อย หรือจะใช้เมล็ดข้าวฟ่างเพียงอย่างเดียวก็ได้

            หลังจากผึ่งทิ้งไว้จนเย็นพอจับได้ นำมากรอกใส่ขวดที่สะอาด เช่น ขวดแบน กรอกใส่ขวดประมาณ ครึ่งขวด เช็ดปากขวดให้สะอาด อุดจุกสำลี หุ้มสำลีด้วยกระดาษรัดยางอีกชั้นหนึ่ง นำไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งความดันที่ความดันไอน้ำ ประมาณ 15-20 นาที ทิ้งให้เย็นและก่อนที่จะเขี่ยเชื้อเห็ดลงไป ต้องเขย่าขวดจนเมล็ดข้าวฟ่างกระจาย เพื่อให้ความชื้นกระจายไปทั่วๆ ทั้งขวด และป้องกันขวดแฉะ

            หลังจากนั้นเขี่ยเชื้อเห็ดบริสุทธิ์จากอาหารวุ้นใส่ลงขวด โดยเชื้อเห็ดจะเจริญจนเต็มขวดและใช้เป็นหัวเชื้อได้ภายในเวลาประมาณ 10-20 วัน แต่ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 15 วัน เพราะเส้นใยจับกับแน่น ยากแก่การเขี่ยเชื้อ

            การเพาะเห็ดหูหนู  สูตรอาหารในการเพาะเห็ดหูหนูที่แนะนำให้ใช้ โดยทั่วไปจะประกอบด้วย ขี้เลื่อยแห้ง 100 กิโลกรัม รำละเอียด 3-5 กิโลกรัม ข้าวโพดป่น 3-5 กิโลกรัม แป้งข้าวสาลีหรือน้ำตาลทราย 1-2 กิโลกรัม และหินปูน 0.5-1 กิโลกรัม (ไม่ใส่ก็ได้)

            โดยผสมขี้เลื่อย รำละเอียด ข้าวโพดป่น แป้งข้าวสาลีหรือน้ำตาลทรายและหินปูนให้เข้ากัน ใส่น้ำลงไปทีละน้อย คลุกจนเปียกพอดีโดยลองกำดู ถ้ามีความรู้สึกว่าชื้นที่มือ เมื่อแบมือออกขี้เลื่อยจับกันเป็นก้อนแสดงว่าใช้ได้แล้ว แล้วนำมาบรรจุในถุงพลาสติกทนร้อนที่ใช้เพาะเมล็ดลงไปประมาณ 1 กิโลกรัม บรรจุให้แน่นพอประมาณ เมื่อบรรจุจนเกือบถึงบริเวณที่จะใส่คอขวดพลาสติก ควรอัดให้แน่นแล้วจึงสวมคอขวดพร้อมกับดึงถุงพลาสติกพับกลับทับคอขวด รัดยางให้แน่น อุด้วยสำลี หุ้มด้วยกระดาษและฝาครอบคอขวดหรือปิดด้วยจุกประหยัดเสร็จแล้วนำไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งสำหรับนึ่งถุงขี้เลื่อยที่อุณหภูมิ 95-100 องศาเซลเซียส นาน 3-4 ชั่วโมง เมื่อครบเวลารอให้อุณหภูมิลดลง 80-85 องศาเซลเซียส แล้วจึงเปิดฝาหม้อนึ่งความดัน นำถุงขี้เลื่อยที่นึ่งออกมา ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วนำเข้าห้องใส่เชื้อ แล้วนำหัวเชื้อเมล็ดข้าวฟ่างที่เตรียมไว้เขย่าให้เมล็ดข้าวฟ่างร่วนและลนปากขวดหัวเชื้อเห็ดด้วยตะเกียงแอลกอฮอล์ เทเมล็ดหัวเชื้อประมาณ 10-15 เมล็ดใส่ในถุงขี้เลื่อยที่เตรียมไว้ หลังจากใส่เชื้อแล้วนำไปบ่มเชื้อในโรงเลี้ยงเส้นใยเห็ด อุณหภูมิธรรมดาและมีอากาศถ่ายเทสะดวก เส้นใยเห็ดจะเจริญเติบโตถุงขี้เลื่อยใช้เวลา 25-30 วัน

            การทำให้ออกดอก เมื่อเส้นใยเห็ดเจริญเต็มถุง ให้ดึงคอขวดออก แล้วปิดปากถุง และใช้มีดบางๆ หรือคัดเตอร์กรีดข้างถุงให้เป็นแนวเฉียงยาวลงสลับกันไปจนรอบถุง จากนั้นจึงนำถุงเห็ดไปวางบนชั้น หรือแขวนในโรงเรือนเห็ด การรดน้ำควรใช้เครื่องฉีดชนิดพ่นฝอยฉีดให้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งต่อวัน

            การเก็บผลผลิต ถุงขนาด 1 กิโลกรัมจะให้ผลผลิตโดยเฉลี่ยประมาณ 400-700 กรัม ใช้เวลาเก็บประมาณ 2 เดือน ถึง 2 เดือนครึ่ง โดยจะพบว่า ดอกเห็ดหูหนูระยะแรกขอบจะหนาและโค้งคล้ายถ้วย เมื่อเจริญเต็มที่แล้ว ขอบของดอกเห็ดจะบางโค้งเป็นลอนถ้าดึงจะหลุดได้ง่าย ในระยะนี้เป็นระยะที่เก็บได้ การเก็บเมื่อดอกเห็ดโตเต็มที่พร้อมกันแล้ว ใช้มือรวบแล้วดึงเบาๆ นำมาตัดก้านพร้อมทั้งเศษวัสดุที่ติดมาด้วยออกทิ้ง

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของเห็ดหูหนูพบว่า มีสารสำคัญต่างๆมากมายอาทิเช่น Licithin, D-Mannanm Glueuronic acid,Sphingomyelin, glutamic acid , adenosine ,  Cephalin, Ergosterol ,Methyl pentose

            

นอกจากนี้เห็ดหูหนูยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของเห็ดหูหนู (100 กรัม)

  • พลังงาน                                          25                                กิโลแคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต                                   6.75                             กรัม
  • โปรตีน                                             0.48                             กรัม
  • ไขมัน                                              0.04                             กรัม
  • ใยอาหาร                                         70.1                             กรัม
  • โซเดียม                                           9                                  มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม                                     43                                มิลลิกรัม
  • แคลเซียม                                        16                                มิลลิกรัม
  • เหล็ก                                               0.56                             มิลลิกรัม
  • แมทนิเซียม                                      25                                มิลลิกรัม
  • สังกะสี                                            0.66                             มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส                                       14                                มิลลิกรัม
  • วิตามิน บี 1                                     0.008                           มิลลิกรัม
  • วิตามิน บี 2                                     0.2                               มิลลิกรัม            ที่มา : Wikipedia
  • วิตามิน บี 3                                     0.07                             มิลลิกรัม
  • วิตามิน บี 9                                     19                                ไม่โครกรัม
  • วิตามิน ซี                                         0.38                            มิลลิกรัม

 

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

            ในการใช้เห็ดหูหนูเป็นสมุนไพรนั้นส่วนมากแล้วจะเป็นการใช้ประกอบอาหาร เพื่อให้มีรสชาติที่ดี รับประทานได้ง่ายและได้สรรพคุณอย่างเดิมทีแต่ก็มีการใช้เป็นสมุนไพรโดดอยู่บ้างเหมือนกัน ซึ่งทางการแพทย์แผนจีนจะมีวิธีใช้เห็ดหูหนูเป็นอาหารในการบำบัดรักษาโรคดังนี้

            ใช้ทำเป็นโจ๊กเห็ดหูหนู เพื่อแก้เลือดจาง ไอเป็นเลือด อ่อนเพลีย หอบหืด ช่วยขับนิ่วในถุงน้ำดี และนิ่วในทางเดินกระเพาะปัสสาวะ  ใช้ทำเห็ดหูหนูดำตุ่นน้ำตาลกรวด เพื่อรักษาความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง วัณโรค หลอดเลือดแข็งตัว ขับของเสียในลำไส้ บำรุงให้ผิวพรรณชุ่มชื้นสวยงาม

            นอกจากนี้ก็ยังมีการใช้เห็ดหูหนูเป็นสมุนไพรอีกเช่น  รักษาโรคความดันโลหิตสูงหรือเส้นเลือดแข็งตัว โดยใช้เห็ดหูหนู ประมาณ 3 กรัม แช่น้ำได้ 1 คืน แล้วนำมานึ่งประมาณ 1-2 ชั่วโมง ใส่น้ำตาลกรวดลงผสมกัน ใช้รับประทานก่อนนอนวันละครั้ง  ใช้แก้อาการท้องผูก และริดสีดวงทวารด้วยการใช้เห็ดหูหนู 3-6 กรัม และลูกพลับอบแห้ง 30 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำดื่มและรับประทาน  รักษาอาการตกเลือดในสตรี หรือประจำเดือนมามากผิดปกติ โดยใช้เห็ดหูหนูอบแห้งบดให้เป็นผง ใช้ชงกับน้ำรับประทานครั้งละ 3-6 กรัม วันละ 2 ครั้ง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ระบุว่าเห็ดหูหนูดำมีฤทธิ์ต้านมะเร็งในหลอดทดลองได้ โดยมีการสันนิฐานว่า กรดกลูตามิคที่พบในเห็ดหูหนูน่าจะเป็นสารออกสารฤทธิ์สำคัญที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองได้

            นอกจากนี้จากงานวิจัยฉบับอื่นๆ ยังระบุผลการศึกษาว่าเห็ดหูหนูมีฤทธิ์ต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือด เพราะพบสารอะดีโนซีน ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกับที่มีในกระเทียมและหอมหัวใหญ่ โดยเมื่อทานไปแล้วจะช่วยลดความเหนียวข้นของเลือดทำให้เลือดไม่เป็นลิ่มเลือดไปอุดตันเส้นเลือดหัวใจ และยังมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือด ฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา   ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. ในทางการแพทย์แผนจีนระบุถึงข้อควรระวังในการบริโภคเห็ดหูหนู ว่าอาหารเหล่านี้มีลักษณะทำให้เกิดความชุ่มชื้น ความเย็น คนที่ระบบการ ย่อยอาหาร หรือมีภาวะของร่างกายค่อนไปทางเย็นมากๆ ต้องระมัดระวังไม่ควรกินมากและไม่ควรกินในช่วงกลางคืน
  2. เห็ดหูหนูมีสารอะดีโนซีน ซึ่งเป็นสารต้านการเกาะตัวของเกร็ดเลือด ดังนั้นผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเกาะตัวของเลือดควรหลีกเลี่ยงการบริโภค
  3. เด็กสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เห็ดหูหนูเป็นสมุนไพรรักษาโรคเสมอ เพราะสารบางตัวในเห็ดหูหนูดำอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้

 

เอกสารอ้างอิง

  1. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ. (2554). แนะทาน เห็ดหูหนู สรรพคุณ ลดเลือดอุดตัน. ค้นเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2554จาก http://www.thaihealth.or.th/healthcontent
  2. นพ.วิทวัส (ภาสกิจ) วัฒนาวิบูล.เห็ดหูหนู:สุดยอดของเห็ด.คอลัมน์แพทย์แผนจีน.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่300.เมษายน.2547
  3. กรมวิชาการเกษตร 2549,เอกสารประกอบบรรยายการเพาะเห็ดสำนักวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตรจตุจักรกรุงเทพฯ
  4. รัตนา พรหมพิชัย. (2542). เห็ดหูลวะ.ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม 14, หน้า 7618).กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
  5. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “เห็ดหูหนู”.  หน้า 628.
  6. สุเทพ ญาดี 2552, เอกสารประกอบบรรยายเรื่อง “การเพาะเห็ดต่างๆ”ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กรุงเทพฯ