ตาล ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

ตาล งานวิจัยและสรรพคุณ 21ข้อ

ชื่อสมุนไพร  ตาล
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  ตาลโตนด,ตาลใหญ่(ภาคกลาง),ปลีตาล,ตาลนา,ต๋าน(ภาคเหนือ),โหนด,ลูกโหนด(ภาคใต้),ปอเก๊าะตา(ยลา,ปัตตานี),คาน(ไทยใหญ่),ทอกู,ท้าว(กะเหรี่ยง),ตะนอด,ทะเนา(เขมร)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Borassua laillifer Linn.
ชื่อสามัญ   Palmyra Palm
วงศ์  ARECACEAE -PALMAE


ถิ่นกำเนิดตาล 

มีการสันนิษฐานว่าถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของตาลอยู่ในทวีปแอฟริกา ต่อได้มีการกระจายพันธุ์มาทางตอนใต้และตะวันออกของประเทศอินเดีย แล้วจึงได้แพร่มาสู่แถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในปัจจุบันพบว่าปลูกกันมากใน ประเทศไทย พม่า นิวกีนี และในแอฟริกา ส่วนประเทศไทยน่าจะมีการเริ่มการปลูกครั้งแรกบริเวณแถบเมืองท่าของจังหวัดภาคใต้ในอดีต สำหรับในปัจจุบันพบมากบริเวณ เพชรบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท สงขลา นครปฐม เป็นต้น

ประโยชน์และสรรพคุณตาล

  • ใช้เป็นยาระบาย
  • ใช้เป็นกระสายยาบำรุง
  • ช่วยบำรุงหัวใจ
  • ช่วยเจริญอาหาร
  • แก้ร้อนใน  
  • รักษาตาลขโมยในเด็ก
  • เป็นยาขับปัสสาวะ
  • เป็นยาขับพยาธิ
  • ใช้เป็นยารักษาแผล
  • แก้ไข้
  • ช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำ
  • แก้โรคตานขโมย
  • แก้ผดผื่นคัน
  • แก้ท้องร่วง
  • แก้ปวดเมื่อย
  • แก้ปากเปื่อย
  • ช่วยลดความดันโลหิต
  • แก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย   
  • แก้อาการกระสับกระส่ายหลังคลอด
  • ช่วยขับเลือด
  • แก้ซางเด็ก

ลักษณะทั่วไปตาล 

ตาลเป็นพืชตระกูล Palmmaceae จำพวกเดียวกับมะพร้าวจาก ชิด สละ สาคู ระก า และอินทผาลัม สามารถแบ่งออกเป็น 2 พันธุ์ คือตาลไข่และตาลหม้อซึ่งทั้ง 2 พันธุ์ มีลักษณะทั่วไปเหมือนกันจะแตกต่างกันที่ลักษณะของผลเท่านั้น โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นตระกูลปาล์มที่มีอายุยืนประมาณ 80-100 ปี และเมื่อโตเต็มที่จะสูง 18- 25 เมตร  ลำต้นคล้ายต้นมะพร้าว เปลือกลำต้นขรุขระเป็นวงซ้อนกัน มีสีคล้ำขี้เถ้าออกดำ ลำต้นกลม ตรง สูงชะลูด ความสูงประมาณ 18-25 เมตร บางต้นอาจสูงถึง 30 เมตร เมื่อต้นมีอายุน้อยจะมีโคนต้นอวบใหญ่ และเมื่อสูงได้ประมาณ 4 เมตร ลำต้นจะเรียวลง และจะขยายใหญ่ที่ความสูงประมาณ 10 เมตร เนื้อไม้เป็นเสี้ยนแข็ง เหนียว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกันแตกออกบริเวณเรือนยอดเป็นกลุ่มแน่น ลักษณะคล้ายพัดขนาดใหญ่ กว้างประมาณ 50-70 เซนติเมตร แผ่นใบเมื่ออ่อนหนามีสีเขียว เมื่อใบแก่ออกสีน้ำตาล ปลายใบเป็นจักลึกถึงครึ่งแผ่นใบ ส่วนก้านใบหนามีสีเหลืองเป็นทางยาวประมาณ 1-2 เมตร เรียกว่าทางตาล ส่วนขอบของทางก้านทั้งสองข้าง จะมีหนามแข็งคล้ายฟันเลื่อย สีดำและคมอยู่ตามขอบก้านใบ ส่วนของโคนก้านแยกออกจากกันและโอบหุ้มลำต้นเอาไว้  ดอกออกดอกเป็นช่อแบบแยกแขนง โดยเป็นดอกแยกเพศต่างต้น แบ่งเป็นดอกตัวผู้ และดอกตัวเมีย ช่อดอกต้นผู้เรียก นิ้วตาล หรือ งวงตาล ซึ่งต้นหนึ่งมีช่อดอก 3-9 ช่อ และจะแตกแขนง 2-4 งวงต่อช่อ โดยงวงหนึ่งงวงจะมีความยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร  ส่วนช่อดอกต้นตัวเมีย เรียก “ปลีตาล” หรือบางทีก็เรียงงวงตาลเช่นเดียวกัน แต่จะมีขนาดใหญ่กว่าดอกตัวผู้ ซึ่งจะออกช่อหลังต้นตัวผู้ ปกติแล้วหนึ่งต้นจะมีประมาณ 10 ช่อ  ผลเป็นแบบผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียวโดยเจริญมาจากช่อดอกที่ติดผลที่เราเรียกว่าทะลาย ซึ่งผลจะติดกันเป็นกลุ่มแน่น ลักษณะของผลเป็นทรงกลมหรือเป็นรูปทรงกระบอกสั้น ขนาดประมาณ 15-20 เซนติเมตรซึ่ง ผลเป็นเส้นใยหนาวแข็งและเป็นมัน มักมีสีน้ำตาลถึงสีม่วงเข้ม ปลายผลมีสีเหลือง เป็นมันหุ้มห่อเนื้อเยื่อสีเหลือง(เมล็ด) ไว้ภายใน ส่วนเมล็ด (จากตาล) จะมีเมล็ดเนื้อเยื่อสีเหลืองเหล่านี้ห่อหุ้มอยู่ซึ่งใน 1 ผล จะมีประมาณ 1-3 เมล็ด

ตาล

การขยายพันธุ์ตาล 

ตาลสามารถพบขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด ซึ่งมีวิธีการปลูกดังนี้ เริ่มจากนำผลตาลสุกมาปอกเปลือกและขำเอาเนื้อตาลออกแล้วจึงนำเมล็ดตาลใส่ถุงแช่น้ำ ประมาณ 5 วัน แล้วนำมากองบนดินนาฟางข้าวมาคลุมทับนาน 15 วัน รากก็จะเริ่มงอกแล้วจึงสามารถนำไปปลูกได้ ส่วนวิธีการปลูกเริ่มจากขุดหลุมให้ลึกพอดีกับเมล็ดตาลที่จะนำไปปลูกแต่ต้องระวังไม่ให้ปลายรากหัก โดยวางเมล็ดโดยต้องวางให้ทำมุมเฉียง 45 องศา จากนั้นกลบดินรดน้ำวันละครั้งหลังจาก 30 วัน ต้นอ่อนจะงอกพ้นดิน ทั้งนี้การปลูกควรเว้นระยะห่าง 6x6 ถึง 8x8 เมตร

ตาล

องค์ประกอทบทางเคมี 

มีการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆ ของตาลพบว่ามีสาระสำคัญ ในกลุ่ม phenolics , saponins tannins และ steroide soponins เป็นต้น และในส่วนอื่นๆ ยังพบสารอีกหลายชนิดเช่น borassoside , dioscin , gallic acid , lignin , anthraquinone , sucrose , fructosc และ Galactose เป็นต้น นอกจากนี้ในลูกตาลอ่อนและหน่อตาลอ่อนยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของลูกตาลอ่อน ( 100 กรัม )

  • พลังงาน 47 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 9.0 กรัม
  • โปรตีน 0.5 กรัม
  • เส้นใย 0.5 กรัม
  • ไขมัน 1.0 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.03 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.01 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 3 0.5 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 2 มิลลิกรัม
  • แคลเซียม 6 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 1.7 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม

คุณค่าทางโภชนาการของหน่อตาลอ่อน ( 100 กรัม )

  • พลังงาน 103 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 26.6 กรัม
  • โปรตีน 2.7 กรัม
  • เส้นใย 2.2 กรัม
  • ไขมัน 0.2 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.05 มิลลิกรัม                                                                             
  • วิตามินบี 2 0.18 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 3 0.9 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 8 มิลลิกรัม
  • แคลเซียม 18 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 140 มิลลิกรัม

โครงสร้างตาล

ที่มา : Wikipedia 

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ 

ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงจิตใจให้ชุ่มชื่น แก้ไข้ แก้ตานขโมย ขับพยาธิ แก้พิษตานซาง แก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับปัสสาวะ โดยใช้รากต้มกับน้ำดื่ม ใช้บำรุงกำลัง บำรุงจิตใจให้ชุ่มชื่น เป็นยาระบาย โดยนำน้ำตาลสดจากงวงตาลมาดื่ม ใช้บำรุงหัวใจ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ ขับพยาธิ แก้ตานขโมยในเด็ก โดยใช้งวงตาลอ่อนมาฝานแล้วใช้ต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้คันแก้ผดผื่นโดยนำผลตาลแก่มาคั้นเอาน้ำแล้วจึงใช้แช่กับน้ำอาบ ใช้แก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย แก้ปวดเมื่อย ขับปัสสาวะ โดยนำก้านตาลสดมาเผาไฟแล้วคั้นเอาน้ำดื่ม หรือใช้อมกลั้วปากเพื่อรักษาปากเปื่อยก็ได้ ใช้ลดความดันโลหิต โดยใช้ใบตาลมาคั่วให้เหลืองแล้วนำมาบดเป็นผงแล้วนำไปสูบหรือเป่า

การศึกษาทางเภสัชวิทยาของตาล 

            ฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาพบว่าการป้อนสารสกัดเอทานอลจากงวงตาลขนาด 150-300 มก. แก่หนูทดลองพบว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยมีฤทธิ์เข้าไปยับยั้งอาการบวมของอุ้มเท้าหนูจากการเหนี่ยวนำด้วยการฉีด corragenan และยับยั้งการสร้าง granuloma จาการใช้ก้อนสำลีเป็นตัวกระตุ้น

            ฤทธิ์แก้ปวด เมื่อป้อนสารสกัดเอทานอลจากงวงตาลขนาด 300 มก./กก. ให้แก่หนูแรทที่ถูกฉีดกรดอะซิติกเข้าช่องท้องเพื่อให้เกิดอาการเจ็บปวด โดยเกิดภาวการณ์หดตัวของช่องท้อง พบว่าสามารถบรรเทาอาการเจ็บปวดในหนูแรทได้

ฤทธิ์ลดไข้ มีการศึกวิจัยทางเภสัชวิทยาพบว่าเมื่อนำสารสกัดเอทานอลจากงวงตาลขนาด 150-300 มก./กก. ป้อนให้หนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นไข้ด้วย east พบว่าสามารถลดอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นได้

ฤทธิ์ต้านเบาหวาน มีรายงานผลการทดสองว่าสาร dioscin ที่สกัดได้จากงวงตาล ขนาด 50 มก./กก. มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงด้วยชูโครส

การศึกษาทางพิษวิทยา 

ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

  1. ผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงควรระมัดระวังในการรับประทานน้ำตาลสดหรือผลิตภัณฑ์ที่มีความหวานที่ทำมาจากตาล เช่น น้ำตาลสด น้ำตาลปึก น้ำตาลปีบ น้ำตาลผง เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีความหวานมาก โดยอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและอาจทำให้เกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์ได้
  2. สำหรับการใช้ตาลเป็นสมุนไพรตามตำรับตำรายาต่างๆ นั้นควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีและไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้ตาลเป็นสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. ปิฎฐะ บุนนาค.(2524),ปาล์ม,กรุงเทพฯ บรรณกิจเทรดติ้ง
  2. เดชา ศิริภัทร.ตาลโตนด,มะพร้าว.ตัวแทนความหวานและความสูง.คอลัมน์ต้นไม้ใบหญ้า.นิตยสารหมอชาวบ้านเล่มที่159.กรกฎาคม2535
  3. อุดม ลคหวั่น (2528)อาชีพเพาะจาวตาล.ชาวเกษตร,4(46),23-28
  4. กนกพร อะทะวงษา,พิชานันท์ ลีแก้ว.ดอกไม้ในยาไทย.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.หน้า81-84
  5. กระยาทิพย์ เรือนใจ,(2543),ผลไม้คุณค่านานาเพื่อสุขภาพ.กรุงเทพฯต้นธรรม.
  6. ตาลโตนด (Palmyra Palm) ประโยชน์และสรรพคุณตาลโตนด.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.puechkaset.com