พิกุล ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

พิกุล

ชื่อสมุนไพร  พิกุล
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  แก้ว (ภาคเหนือ) , กุน (ภาคใต้) , พิกุลทอง (ภาคกลาง) , ซางดง (ลำปาง) , พิกุลเขา , พิกุลเถื่อน (นครศรีธรรมราช) , พิกุลป่า (สตูล) ,ต้นหยง (ชวา)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Mimusops elengi Linn.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Imbricaria perroudii Montrouz., Kaukenia elengi (L.) Kuntze, K. javensis (Burck) Kuntze, K. timorensis (Burck) Kuntze, Magnolia xerophila P.Parm., Manilkara parvifolia (R.Br.) Dubard, Mimusops javensis Burck, M. latericia Elmer, M. lucida Poir., M. parvifolia R.Br., M. timorensisBurck
ชื่อสามัญ   Bullet Wood , Headland Flower , Asian bulletwood,Spanish cherry
วงศ์  SAPOTACEAE

 

ถิ่นกำเนิดพิกุล 

พิกุลเป็นพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีป เอเชีย บริเวณภูมิภาคเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินเดีย ศรีลังกา ไทย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา , มาเลเชีย , อินโดนีเซีย  รวมถึงในหมู่เกาะต่างๆในทะเลอันดามัน  ปัจจุบันมีการเพาะปลูกมากในมาเลเซีย หมู่เกาะโซโลมอน นิวแคลิโดเนีย วานูอาตู และทางตอนเหนือของออสเตรเลีย รวมไปถึงเขตร้อนทั่ว ๆ ไป  สำหรับในประเทศไทย พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ นอกจากนี้พิกุลยังเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดลพบุรีอีกด้วย

ประโยชน์/สรรพคุณพิกุล

พิกุลเป็นพรรณไม้ที่มีการนำมาใช้ประโยชน์ในประเทศไทยมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว โดยมีการใช้ประโยชน์ต่างๆ ดังนี้ คนไทยโบราณ เชื่อกันว่าการปลูกต้นพิกุลไว้ในบ้านจะทำให้มีอายุยืนยาว เนื่องจากต้นพิกุลเป็นไม้ที่มีความแข็งแรงทนทานและมีอายุยาวนาน อีกทั้งยังเชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ผล พิกุลสามารถใช้รับประทานเป็นอาหารหรือผลไม้ของคนและสัตว์  ดอก มีกลิ่นหอมเย็น สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยได้ ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการแต่งกลิ่นอาหาร ใช้เป็นส่วนผสมในน้ำหอม ใช้แต่งกลิ่นทำเครื่องสำอางน้ำจากดอกใช้กลั้วปากและคอได้  เปลือก ต้นพิกุลใช้สกัดทำสีย้อมผ้า

นอกจากนี้ยังนิยมนำมาใช้ปลูกเพื่อประดับอาคารและเพื่อให้ร่มเงา และใช้ปลูกตามบริเวณลานจอดรถ หรือริมถนน ส่วนใช้ในการก่อสร้าง เช่น ขุดเรือ ทำสะพาน ทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องดนตรี เป็นต้น 
และในต้นที่มีอายุมากบางต้นพบว่าเนื้อไม้มีกลิ่นหอม เรียกว่า "ขอนดอก" เชื่อกันว่าเกิดจากเชื้อราบางตัว ขอนดอกก็นำมาเป็นส่วนประกอบของยาหอมได้เช่นเดียวกับดอกพิกุล

สำหรับสรรพคุณทางบาของพิกุลตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ดอกแห้ง ใช้เข้ายาหอม เป็นยาบำรุงหัวใจ ยานัตถุ์ ยาแก้ไข้ แก้ปวดหัว แก้เจ็บคอและแก้ร้อนใน แก้ไข้จับ แก้ไข้หมดสติ แก้ไข้เพ้อคลั่ง แก้อ่อนเพลีย แก้หอบ บำรุงหัวใจ ทำให้ชุ่มชื่นใจ แก้ลม บำรุงโลหิต แก้เสมหะ แก้ลงท้อง แก้ฝีเปื่อยพัง แก้บวม แก้ตัวพยาธิ แก้ตกโลหิต แก้ปวดตามร่างกาย แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ดอกสด เข้ายาหอม ทำเครื่องสำอาง ฝาดสมาน แก้ท้องเสีย

ใช้ผสมกับดอกไม้อื่น ที่มีกลิ่นหอมเพื่อทำบุหงา ผลดิบและเปลือก ฝาดสมาน แก้ไข้ แก้ท้องเสียเปลือกต้น รสฝาด ใช้ปรุงเป็นยาแก้เหงือกอักเสบ อมกลั้วคอ ล้างปาก แก้เหงือกบวม รำมะนาด ใบ รสเบื่อฝาด แก้กามโรค แก้หืด ฆ่าพยาธิเมล็ด ช่วยขับปัสสาวะ รักษาท้องผูก ราก มีรสขมเฝื่อน เข้ายาบำรุงโลหิต แก้เสมหะ แก้ลม แก่นมีรสขมเฝื่อน เข้ายาบำรุงโลหิต ยาแก้ไข้ ขอนดอก เป็นเครื่องยาไทย อาจได้จากต้นพิกุลหรือตะแบกต้นแก่ๆ มีเชื้อราเจริญเข้าไปในเนื้อไม้ แต่โบราณว่าขอนดอกที่ได้จากต้นพิกุลจะมีคุณภาพดีกว่า ขอนดอกมีกลิ่นหอม รสจืด มีสรรพคุณบำรุงตับ ปอด และหัวใจ บำรุงทารกในครรภ์ (ครรภรักษา) ทำให้หัวใจชุ่มชื่นและในตำรายาไทยยังมีการนำดอกพิกุลมาเข้าเครื่องยาไทยใน “พิกัดเกสรทั้งห้า” (ดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี และเกสรบัวหลวง) “พิกัดเกสรทั้งเจ็ด” (มีดอกจำปาและดอกกระดังงาเพิ่มเข้ามา) และ “พิกัดเกสรทั้งเก้า”  (มีดอกลำดวน และดอกลำเจียกเพิ่มเข้ามา) มีสรรพคุณ บำรุงหัวใจ บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น ทำให้ชื่นใจ แก้ลมกองละเอียด วิงเวียน หน้ามืด ตาลาย บำรุงครรภ์
ในตำรายาแผนโบราณของไทย: ดอกพิกุล จัดอยู่ใน “พิกัดจตุทิพยคันธา” คือการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีกลิ่นหอมดังยาทิพย์ 4 อย่าง มีดอกพิกุล รากชะเอมเทศ รากมะกล่ำเครือ เหง้าขิงแครง สรรพคุณบำรุงธาตุ บำรุงหัวใจแก้เสมหะแก้ลมปั่นป่วนแก้พรรดึก  
นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร ยังปรากฏการใช้ดอกพิกุล ในยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) โดยมีส่วนประกอบของดอกพิกุล อยู่ในพิกัดเกสรทั้ง 5 ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ ปรากฏรวม 2 ตำรับ คือ”ยาหอมเทพจิตร” มีสรรพคุณแก้ลมกองละเอียด ได้แก่ อาการหน้ามืด ตาลาย สวิงสวาย ใจสั่น บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น และตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” มีสรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในอก ในผู้สูงอายุ แก้ลมปลายไข้ (หลังจากฟื้นไข้แล้วยังมีอาการ เช่น คลื่นเหียน วิงเวียน เบื่ออาหาร ท้องอืด อ่อนเพลีย) และตำรับยาแก้ไข้ปรากฏการใช้ดอกพิกุลร่วมกับสมุนไพรอื่นๆใน “ตำรับยาเขียวหอม”  สรรพคุณ บรรเทาอาการไข้ ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษหัด พิษสุกใส (บรรเทาอาการไข้จากหัดและสุกใส)

ส่วนตำรายาพื้นบ้านของภาคอีสานระบุสรรพคุณของพิกุลไว้ว่า ใบ ฆ่าเชื้อกามโรค เปลือก รักษาโรคฟัน กระพี้ แก้เกลื้อนแก่น เป็นยาบำรุงโลหิต รากและดอก ปรุงเป็นยาแก้ลม ขับเสมหะที่เกิดจากลม เป็นต้น



รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้พิกุล

ผลสุกใช้รับประทานแก้อาการปวดศีรษะ แก้โรคในลำคอ และปาก ดอกแห้งใช้ชงแบบชาหรือใช้ต้มเอาน้ำรับประทาน ช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต แก้ปวดหัวใจ บำรุงโลหิต แก้ปวดหัว เจ็บคอ ขับเสมหะ แก้ร้อนใน แก้ไข้ แก้ท้องเสีย เปลือกต้นใช้เป็นยาอมกลั้วคอล้างปาก แก้โรคเหงือกอักเสบ เหงือกบวม รำมะนาด หรือนำมาต้มกับน้ำเกลือช่วยแก้อาการปวดฟัน ช่วยทำให้ฟันแน่น แก้ฟันโยก ช่วยฆ่าแมงกินฟันที่ทำให้ฟันผุ  รากนำมาต้มเอาน้ำรับประทาน ช่วยบำรุงโลหิต ขับเสมหะ แก้ลม ขับลม เมล็ดนำมาตำให้ละเอียด แล้วทำเป็นยาเม็ดสำหรับสวนทวารหรือทำเป็นยาเหน็บทวารเด็กเมื่อมีอาการท้องผูก ช่วยแก้โรคท้องผูก

ลักษณะทั่วไปพิกุล

พิกุลจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 10-25 เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มทรงกลมรูปเจดีย์หรือกลมทึบ ใบดกออกหนาแน่น เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา แตกเป็นร่องตามแนวยาว ทั้งต้นมีน้ำยางสีขาว กิ่งอ่อนและตามีขนสีน้ำตาลปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกันห่างๆ ใบรูปไข่ รูปรีหรือรูปขอบขนาน ใบกว้าง 2-6.5 เซนติเมตร ยาว 5-15 เซนติเมตร ก้านใบยาว 4-6 เซนติเมตร โคนใบมน ปลายใบแหลม เป็นติ่งสั้นๆ ขอบใบเรียบและเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบค่อนข้างหนาและเหนียว สีเขียวสด เรียบเป็นมัน หูใบรูปเรียวแคบ ยาว 3-5 มม. ร่วงง่าย ดอกออกเดี่ยวๆ หรือเป็นกระจุก 2-6 ดอก ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกมีกลิ่นหอม ก้านดอกย่อยยาว 2 เซนติเมตร กลีบเลี้ยง 8 กลีบ เรียง 2 ชั้น ชั้นละ 4 กลีบ กลีบเลี้ยงด้านนอกมีขนสั้นนุ่มสีน้ำตาล รูปใบหอก ปลายแหลม ยาว 7-8 มม. ติดทน กลีบดอกสั้นกว่ากลีบเลี้ยงเล็กน้อย กลีบดอก 8 กลีบ โคนเชื่อมกัน

เล็กน้อย เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 0.8-1.5 เซนติเมตร กลีบดอกแต่ละกลีบจะมีส่วนยื่นออกมาด้านหลัง 2 ชิ้น ซึ่งส่วนที่ยื่นออกมาแต่ละชิ้นนี้จะมีลักษณะ ขนาดและสีคล้ายคลึงกันกับกลีบดอกมาก ทำให้ดูคล้ายกลีบดอกมีทั้งสิ้น 24 กลีบ เรียง 2 ชั้น ชั้นนอกมี 8 กลีบ ชั้นในมี 16 กลีบ กลีบดอกสีขาวนวล มีกลิ่นหอมเย็น กลิ่นยังคงอยู่แม้ตากแห้งแล้ว ดอกร่วงง่าย เมื่อใกล้โรยเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล เกสรเพศผู้สมบูรณ์มี 8 อัน อับเรณูรูปใบหอก ยาวกว่าก้านชูอับเรณู และเกสรเพศผู้เป็นหมันมี 8 อัน มีขน รังไข่มี 8 ช่อง ผลเป็นผลสดแบบมีเนื้อ รูปไข่ ปลายแหลมสีเขียว กว้าง 1.5 เซนติเมตร ยาว 2.5-3 เซนติเมตร ที่ขั้วผลมีกลีบเลี้ยงติดคงทน ผลอ่อนสีเขียว มีขนสั้นนุ่ม ผลสุกสีเหลืองถึงสีส้ม มีรสหวานเล็กน้อย รับประทานได้ มีเมล็ดเดียว เมล็ดมีลักษณะแบนรี เปลือกแข็ง สีน้ำตาลเข้มหรือดำเป็นมัน


การขยายพันธุ์พิกุล

พิกุลสามารถขยายพันธุ์ได้โดย วิธีการตอน และวิธีการเพาะเมล็ด แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การเพาะเมล็ด  สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปลูกสามารถทำได้เช่นเดียวกันกับไม้ยืนต้นชนิดอื่นๆ  ทั้งนี้พิกุลสามารถปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด และสามารถทนต่อสภาพธรรมชาติได้ดี แต่จะชอบดินร่วนซุย มีความชื้นน้อยถึงปานกลาง  และต้องการปริมาณน้ำน้อย ซึ่งหลังปลูกประมาณ 1 เดือน ควรให้น้ำ 7-10 วัน/ครั้ง  และยังเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดจัด หรือเป็นพืชที่การปลูกไว้กลางแจ้ง    


องค์ประกอบทางเคมี                       

เปลือกต้น พบสารกลุ่มไตรเทอร์ปีน ได้แก่ Taraxerone, taraxerol, betulinic acid, ursolic acid,  mimusopfarnanol, beta amyrin, lupeol น้ำมันระเหยง่าย ได้แก่ thymol, cadinol, taumuurolol, hexadecanoic acid, diisobutyl phthalate, octadecadienoic acid สารกลุ่มกรดแกลลิค ได้แก่ phenyl propylgallate    ผลและเมล็ด พบ quercitol, ursolic acid, dihydro quercetin, quercetin, สารกลุ่มไตรเทอร์ปีน ได้แก่ mimusops acid, mimusopsic acid, mimusopane เมล็ดพบสารไตรเทอร์ปีนซาโปนินได้แก่  Mi-saponin A, 16-alpha-hydroxy Mi-saponin, mimusopside A and B  และสารอื่นๆได้แก่ taxifolin, alpha-spinasterol glucoside



 
  

นอกจากนี้ในน้ำมันหอมระเหย ยังประกอบด้วย 2-phenylethanol 37.80% , methyl benzoate 13.40% , p-methyl-anisole 9.94% , 2-phenylethyl acetate 7.16% , (E)- cinnamyl alcohol 13.72% , 3-hydroxy-4-phenyl-2-butanone 4.74%

   

ที่มา : Wikipedia


การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดเมทานอลจากใบพิกุล ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระศึกษาในหลอดทดลอง ศึกษาผลการยับยั้งอนุมูลอิสระ 2 ชนิด ด้วยวิธีทางเคมี คืออนุมูลอิสระ DPPH และ ABTS ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดสามารถยับยั้งอนุมูลอิสระทั้ง 2 ชนิดได้ โดยมีค่าการยับยั้ง IC50 เท่ากับ 10.25 และ 13.5 μg/ml ตามลำดับ 

ฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง การศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งเซลล์มะเร็งปากมดลูก และการเหนี่ยวนำขบวนการ apoptosis ของเซลล์ โดยใช้สารสกัดเมทานอลจากเปลือกและใบของพิกุล ทดสอบในหลอดทดลองกับเซลล์มะเร็งปากมดลูกชนิด HPV16 positive human cervical cancer cell line (SiHa) ที่แยกได้จากมนุษย์ ใช้การทดสอบด้วยวิธี MTT (3-(4,5-dimethylthiazol-2-yl)-2; 5-diphenyltetrazolium bromide) assay ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดจากเปลือกและใบ สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 35.08 ± 2.92 และ 67.46 ± 4.21 μg/ml ตามลำดับ และสามารถเหนี่ยวนำให้เกิด apoptosis ซึ่งเป็นขบวนการในการกำจัดเซลล์ผิดปกติ และเซลล์มะเร็งภายในร่างกาย จาก 0.24% เพิ่มเป็น 60% และ 69% ตามลำดับ

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ  การทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารสกัดเมทานอลจากใบพิกุล ในหนูแรท สายพันธุ์วิสตาร์ โดยใช้คาราจีแนนเหนี่ยวนำให้อุ้งเท้าหนูบวม พบว่าเมื่อป้อนสารสกัดขนาด 200 และ 300 mg/kg หลังจากนั้น 30 นาที จึงฉีดคาราจีแนนที่บริเวณอุ้งเท้าหนู พบว่าสามารถลดการอักเสบได้ 33.03% (p<0.01) และ 32.2 % (p<0.01) ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับยามาตรฐาน indomethacin ในขนาด 10 mg/kg ลดการอักเสบได้ 33.2% ที่เวลา 12 ชั่วโมง หลังฉีดคาราจีแนน 

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย  การศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของสารสกัดดอกพิกุลด้วยตัวทำละลาย petroleum ether, chloroform, ethyl acetate และ methanol ทดสอบกับเชื้อแบคทีเรีย 9 ชนิด คือ ชนิด Gram-positive bacteria ได้แก่ Bacillus cereus (MTCC-1305), Staphylococcus aureus (MTCC-96) และ Enterobacter faecalis (MTCC-5112) ชนิด Gram-negative bacteria ได้แก่Salmonella paratyphi (MTCC-735), Escherichia coli (MTCC-729), Klebsiella pneumoniae(MTCC-109), Pseudomonas aeruginosa (MTCC-647), Proteus vulgaris (MTCC-426) และSerratia marcescens (MTCC-86) ทดสอบด้วยวิธี agar well diffusion ผลการทดสอบพบว่าสารสกัด methanol ในขนาด 500 μg/well  ออกฤทธิ์สูงสุดต่อเชื้อทุกชนิด โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของบริเวณยับยั้งต่อเชื้อ 9 ชนิด เท่ากับ 28, 30, 30, 26, 26, 25, 30, 28 และ 25 มิลลิเมตร ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับยามาตรฐาน Gentamicin ในขนาด 10 μg/well มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของบริเวณยับยั้งเชื้อต่อเชื้อ 9 ชนิด เท่ากับ 32, 28, 32, 30, 36, 32, 24, 30 และ 32 มิลลิเมตร ตามลำดับ 

ฤทธิ์แก้ปวด ลดไข้  การศึกษาฤทธิ์แก้ปวด และลดไข้ของสารสกัดเมทานอลจากใบพิกุล ในหนูแรทสายพันธุ์วิสตาร์ การทดสอบฤทธิ์แก้ปวดใช้วิธี tail immersion model โดยนำหางหนูจุ่มลงในน้ำรัอน บันทึกระยะเวลาที่หนูกระดกหางหนี การทดสอบฤทธิ์ลดไข้ใช้วิธีการเหนี่ยวนำให้หนูเป็นไข้ด้วย Brewer’s yeast และทดสอบฤทธิ์สารสกัดในการลดอุณหภูมิที่บริเวณทวารหนักของหนูที่เวลาต่างๆ ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดใบพิกุลด้วยเมทานอล มีฤทธิ์แก้ปวด และลดไข้ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ขนาดยา 200 mg/kg


การศึกษาทางพิษวิทยา

การศึกษาพิษเฉียบพลันของสารสกัดเปลือกพิกุลด้วย ethylacetate, ethanol, methanol และน้ำ ในหนูแรทเพศผู้สายพันธุ์วิสตาร์ แบ่งหนูออกเป็น 8 กลุ่ม กลุ่มละ 6 ตัว กลุ่มควบคุมได้รับ normal saline (2ml/kg) กลุ่มอื่นๆ ที่เหลือ ได้รับสารสกัดพิกุลเพียงครั้งเดียวขนาด 50, 100, 200, 400, 800, 1000, 2000 และ 4000 mg/kg ตามลำดับ ติดตามผลการทดลองตั้งแต่ชั่วโมงที่หนึ่งถึงสี่ และติดตามต่อจนครบ 14 วัน พบว่าไม่เกิดพิษใดๆ หนูทดลองมีพฤติกรรมปกติ น้ำหนักไม่เปลี่ยนแปลง และไม่พบการตายของหนู และยังมีผลการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของพิกุลอีกฉบับหนึ่งระบุว่าการทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดดอกด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 3,650 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ


ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่าจะมีผลการศึกษาทางพิษวิทยาของพิกุล ระบุว่า พิกุลมีความเป็นพิษต่ำและค่อนข้างปลอดภัยในการใช้ แต่มนการใช้พิกุลในการนำมาใช้บำบัดรักษาโรค หรือนำมาเป็นส่วนผสมในตำรับยาต่างๆ ก็ควรใช้ด้วยความระมัดระวังเช่นเดียวกับกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ คือไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินที่กำหนดได้ในตำรับตำรายาต่างๆและไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับสตรีมีครรภ์ผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้พิกุลในการช่วยบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

 

เอกสารอ้างอิง

  1. ราชบัณฑิตยสถาน.  พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542.  นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น 2546.  1,488 หน้า (786)
  2. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  "พิกุล (Pi Kul)".  หน้าที่ 195.
  3. พิกุล . ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก  http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=251
  4. พิกุล.กลุ่มพืชหอม เป็นยาบำรุงหัวใจ.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธ์กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_03_8.htm.
  5. พิกุล.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=92
  6. Ganesh G, Abhishek T, Saurabh M, Sarada NC. Cytotoxic and apoptosis induction potential of Mimusops elengi L. in human cervical cancer (SiHa) cell line. Journal of King Saud University – Science. 2014; 26:333–337.
  7. Sehgal S, GuptaV, Gupta R , Saraf SA. Analgesic and antipyretic activity ofMimusops elengi L. (bakul) leaves. Pharmacology online. 2011;3:1-6.
  8. Reddy LJ, Jose B. Evaluation of antibacterial activity of Mimusops elengi L. flowers and Trichosanthes cucumerina L. fruits from south india. Int J Pharm Sci. 2013;5(3):362-364.
  9. Gadamsetty G, Maru S, Sarada NC. Antioxidant and anti-inflammatory activities of the methanolic leaf extract of traditionally used medicinal plant Mimusops elengi L. J. Pharm. Sci. & Res. 2013;5(6):125–130.
  10. Katedeshmukh RG, Shete RV, Otari KV, Bagade MY, Pattewar A. Acute toxicity and diuretic activity of Mimusops elengi extracts. International Journal of Pharma and Bio Sciences. 2010;1(3):1-6.