เท้ายายม่อม ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

เท้ายายม่อม

ชื่อสมุนไพร  เท้ายายม่อม
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  ท้าวยายม่อม , สิงโตดำ (ภาคกลาง),นางนวล (ระยอง) ,บุกรอ (ภาคใต้,ตราด)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์   Tacca abyssinica Hochst. ex Baker, Tacca gaogao Blanco, Chaitaea tacca Sol. ex Seem.
ชื่อสามัญ  Tacca, East Indian arrowroot , Polynesian arrowroot , South Sea arrowroot , Thahiti arrowroot
วงศ์  DIOSCOREACEAE

 

ถิ่นกำเนิดเท้ายายม่อม

สำหรับเท้ายายม่อมคาดว่ามีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วมีการแพร่กระจายพันธุ์ต่อไปตั้งแต่แอฟริกา เอเชีย โอเชียเนียจนถึงเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก จนเป็นพืชท้องถิ่นในทวีป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ แอฟริกา ออสเตรเลียเหนือนิวกินี หมู่เกาะไมโครนีเซีย ซามัว และฟิจิ  ส่วนในประเทศไทยสามารถพบได้มากบริเวณภาคตะวันออกและภาคใต้ ส่วนในภาคกลางและภาคตะวันออกจะพบขึ้นกระจายในธรรมชาติ ซึ่งเท้ายายม่อมในประเทศไทยนั้นจะพบตามป่าผลัดใบต่างๆและป่าดิบแล้ง โดยมักจะพบตามบริเวณที่เป็นดินทรายและที่ๆมีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่

ประโยชน์และสรรพคุณเท้ายายม่อม

ส่วนต่างๆเท้ายายม่อมมีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย เช่น  ดอก และยอดอ่อน ใช้ลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือใช้ทำอาหารจำพวกผัดหรือแกงต่างๆ เช่น ผักกะทิเท้ายายม่อม เป็นต้น  หัวเท้ายายม่อมสามารถนำมาสกัดทำแป้งเรียกว่าแป้งเท้ายายม่อมใช้เป็นอาหารและสมุนไพรสำหรับคนไข้ที่เบื่ออาหาร อ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้แป้งที่สกัดได้จากหัวเท้ายายม่อมยังสามารถนำมาใช้ประกอบอาหารและทำขนมได้หลายชนิด โดยจะให้ความเข้มเหนียวหนืดและใส โดยอาหารและขนมที่นิยมใช้แป้งเท้ายายม่อมทำหรือใช้เป็นส่วนผสมกับแป้งต่างๆ เช่น ราดหน้า กระเพาะปลา หอยทอด ซุปเห็ด  ขนมชั้น ขนมเปียกปูน ลอดช่องกะทิ ข้าวเกรียบปากหม้อ ขนมกะละแม ขนมหัวผักกาด ทับทิมกรอบ บัวลอย  เป็นต้น  และประโยชน์อีกอย่างหนึ่งจากแห้งเท้ายายม่อม คือ สามารถใช้หมักยีสต์ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ได้อีกด้วย 

            ส่วนสรรพคุณทางยาจากส่วนต่างๆ ของเท้ายายม่อมที่ได้ระบุไว้ ตามตำรายาต่างๆนั้น ระบุว่า ราก ใช้แก้ไข้ ขับเสมหะ  ริดสีดวงทวาร แก้ไส้เลื่อน หัว นำมาทำเป็นแป้ง ใช้ประกอบอาหาร มีสรรพคุณช่วยเจริญอาหาร บำรุงร่างกาย บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย สมานแผลในกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเสีย ผงแป้งใช้ภายนอกโรยแผลเพื่อห้ามเลือด ใช้ทาแก้ผดผื่นคัน ใช้ลดสิวลดฝ้า ทำให้หน้าขาว เหง้า ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย หัวหรือราก ทาแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย พิษผึ้ง พิษแมงกะพรุนไฟ และผดผื่นแพ้ต่างๆ

ลักษณะทั่วไปเท้ายายม่อม   

เท้ายายม่อมจัดเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีหัวใต้ดินหรือลำต้นจริงสะสมอาหาร รูปร่างกลมแบน หรือรีกว้างเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5-4 นิ้ว เปลือกผิวด้านนอกบางผิวเรียบเมื่อหัวยังอ่อนอยู่จะเป็นสีขาว แต่เมื่อแก่แล้วจะเป็นสีน้ำตาล เนื้อในสีขาวใส ส่วนเหนือดินหรือลำต้นเทียมสูงได้ถึง 1.5 เมตร  เป็นลำต้นเทียมที่เจริญโผล่ออกมาจากหัวหรือลำต้นจริง มีลักษณะทรงกลม มีเปลือกสีเขียว ประด้วยลายจุดสีน้ำตาลอมดำกระจายทั่ว ด้านในเป็นเยื่ออ่อนแตกใบออกด้านข้าง   ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ เวียนออกเป็นแนวรัศมี ใบมีขนาดใหญ่และเว้าลึก รูปฝ่ามือ ปลายแยกเป็น 3 แฉก แต่ละแฉกขอบเว้าลึก กว้าง 50-70 เซนติเมตร และยาว 120 เซนติเมตร ก้านใบรวมทั้งกาบใบ ยาว 20-170 เซนติเมตร ปลายใบแหลม ก้านใบทรงกลมสีดำแกมเขียว  ดอกออกเป็นช่อ แบบซีรั่ม มีก้านดอกหลักที่เป็นลำต้นเทียม ยาวประมาณ 100-170 เซนติเมตร โดยช่อดอกอยู่ปลายสุด ใน 1 ช่อดอกจะมีดอกย่อยประมาณ 15-40 ดอก ดอกย่อยมีลักษณะเป็นรูปกรวย ถูกหุ้มด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียวประด้วยสีดำ ด้านในเป็นกลีบดอก จำนวน 5 กลีบ มีสีเหลืองหรือสีเขียวอมม่วง ภายในมีเกสรตัวผู้ 6 อัน ปลายแผ่นเป็นแผ่น ตรงกลางเป็นก้านเกสรเพศตัวเมีย ปลายเกสรแยกเป็น 3 แฉก ระหว่างดอกย่อยมีใบประดับเป็นเส้นทรงกลมยาวสีดำหรือสีม่วงอมน้ำตาล ประมาณ 20-40 เส้น/ช่อดอก ซึ่งแต่ละเส้นจะยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร   ผลมีลักษณะทรงกลมปลายเรียวแหลม ผลดิบมีเปลือกหุ้มผลมีสีเขียว เป็นสันนูนจากขั้วผลลงท้ายผล ประมาณ 5-6 สัน ท้ายผลมีกลีบห้อยเป็นติ่ง ส่วนผลแก่หรือผลสุกมีสีเหลือง โดยมีขนาดผลประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร ภายในผลมีเปลือกหุ้มแข็ง ด้านในมีเมล็ดรูปไข่สีน้ำตาลผิวลาย ขนาด 5-8 มิลลิเมตรจำนวนมาก

การขยายพันธุ์เท้ายายม่อม

            เท้ายายม่อมสามารถขยายพันธุ์ 2 วิธี คือ  การเพาะด้วยเมล็ด ซึ่งจะใช้เมล็ดแก่ที่เก็บจากต้นหลังต้นแห้งตายแล้ว  โดยควรเก็บเมล็ดไว้สักระยะ 2-3 เดือน เพื่อให้เมล็ดพักตัวก่อนแล้วจึงนำไปทำการเพาะเมล็ดและปลูกตามวิธีปกติ และอีกวิธีหนึ่งคือ การใช้หัวโดยใช้หัวลูกหรือหัวย่อยที่เจริญออกจากหัวแม่ได้เลย

            ทั้งนี้การปลูกเท้ายายม่อมด้วยเมล็ดจะต้องรอให้ต้นเติบโต 2 ปีขึ้นไปถึงจะมาสามารถเก็บหัวได้ เพราะเจริญเติบโตช้ากว่าการปลูกด้วยหัวย่อย ซึ่งการใช้หัวย่อยปลูกจะสามารพเก็บหัวได้หลังปลูก 1 ปี

สำหรับการเก็บหัวเท้ายายม่อมควรเก็บในช่วงปลายฤดูหนาว-ต้นฤดูแล้ง ซึ่งสังเกตได้จากใบจะเริ่มเหลือง และเหี่ยวหรือยุบตัวและแห้งตาย

องค์ประกอบทางเคมี 

มีผลการศึกษาถึงองค์ประกอบทางเคมีของหัวเท้ายายม่อมพบว่ามีสารสำคัญหลายชนิด เช่น Taccalin ,  β – sitosterol ,Cerylic alcohol ,  Steroidal  Sapogenins,  Sapogenins เป็นต้น                                                 

 



ที่มา : Wikipedia

 

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ไข้ ขับเสมหะโดยใช้ราก มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง โดยใช้เหง้ามาต้มกับน้ำดื่ม ใช้บำรุงร่างกาย ช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย สมานแผลในกระเพาะอาหาร โดยใช้หัวมาทำแป้ง แล้วนำไปประกอบอาหารรับประทาน ใช้แก้ไส้เลื่อน แก้ริดสีดวง โดยใช้รากมาเผาให้ร้อนแล้วใช้ผ้าห่อแล้วจึงนั่งทับลงบริเวณที่เป็น ใช้แก้แมลงสัตว์กัดต่อย แก้พิษผดผื่นต่างๆ โดยใช้หัวหรือรากมาฝนกับน้ำมะนาวแล้วใช้ทาบริเวณที่เป็น ใช้ทาหน้าแก้สิวฝ้า ทำให้หน้าขาว โดยใช้ผงแป้งเท้ายายม่อมผสมกับน้ำผึ้ง แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้สักพักแล้วจึงล้างออก ใช้สมานแผลและห้ามเลือดโดยใช้ผงแห้งเท้ายายม่อมมาพอกบริเวณแผล

การศึกษาทางเภสัชวิทยา 

เท้ายายม่อมเป็นพืชที่มีข้อมูลมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาน้อยมากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ แต่มีการศึกษาหนึ่งพบว่า สารรสขมที่ชื่อ Taccalin สามารถใช้เป็นยาแก้ท้องอืดท้องเสียและโรคเกี่ยวกับลำไส้ได้

การศึกษาทางพิษวิทยา 

ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

  1. หัวเท้ายายม่อมสดมีรสขม และมีสารพิษ (เพราะเป็นพืชวงศ์เดียวกับกลอยและบุก) ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานสด โดยควรแปรรูปเป็นแป้งหรือควรให้ผ่านความร้อนก่อน
  2. ถึงแม้ว่าการบริโภคส่วนต่างๆเท้ายายม่อมที่แปรรูปอย่างถูกวิธีจะปลอดภัย แต่สำหรับการนำไปใช้เป็นยาสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ และไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้ส่วนต่างๆของเท้ายายม่อม เป็นสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล.  “เท้ายายม่อม”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพร เล่ม 4 กกยาอีสาน.  หน้า 212.
  2. พจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน.2525.อักษรเจริญทัศน์จำกัด.กรุงเทพฯ.หน้า410
  3. สุนทรี สิงหบุตร.2536.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด พิมพ์ครั้งที่1.โอเอสพริ้นติ้งเฮ้าส์.กรุงเทพฯหน้า99.
  4. กนิษฐา  ตัณติสุนทร , พิมพ์ใจ อาภาวัชรุตม์ . ผลของการเลี้ยงก้านใบของต้นเท้ายายม่อมต่อการพัฒนาเป็นต้นใหม่.วารสารเกษตร ปีที่15.ฉบับที่ 2 มิถุนายน 2542.หน้า156-163
  5. ศูนย์สนเทศการเกษตรและสหกรณ์.2528.พืชสมุนไพร2.สำนักงานเกษตรภาคกลางจังหวัดชัยนาท.สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์.หน้า28
  6. สิงโตดำ.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=176
  7. เท้ายายม่อม (Thahiti arrowroot) สรรพคุณและการปลูกเท้ายายม่อม.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพื่อพืชเกษตรไทย(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.puechkset.com