ขจร ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

ขจร

ชื่อสมุนไพร ขจร
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  สลิด , ผักสลิด , ดอกขจร (ภาคกลาง) , ผักสลิดคาเลา (ภาคเหนือ),ผักขิก , ผักสลิดป่า ,ผักกะจอน (ภาคอีสาน)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Telosma minor Craib
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์   Telosma cordata (Burm. f.) Merr. 
ชื่อสามัญ  Cowslip creeper
วงศ์   ASCLEPIADACEAE

 

ถิ่นกำเนิดขจร 

ขจรเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในบริเวณเขตร้อนของทวีปเอเชีย เช่น จีนตอนใต้ อินเดีย เวียดนาม ลาว พม่า และไทย เป็นต้น สำหรับในประเทศไทย ถือได้ว่าขจรเป็นผักพื้นบ้านอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีการนำมาประกอบอาหารรับประทานมาตั้งแต่อดีตแล้ว และยังเป็นพืชผักที่สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะพบได้ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบชื้น ป่าละเมาะ ป่าเต็งรัง รวมถึงตามที่รกร้างทั่วไปและตามริมแม่น้ำลำคลองต่างๆ

ประโยชน์และสรรพคุณขจร

ดอกขจรนอกจากจะมีความหอมแล้วยังสามารถกินได้อีกด้วยอีกทั้งมีรสอร่อย คนไทยจึงใช้ดอกขจรปรุง อาหาร ทำแกงจืด ดอกขจร แกงส้มดอกขจร ดอกขจรผัดไข่ ยำดอกขจร หรือต้มกับกะทิกินต่างผัก นอกจากดอกแล้ว ยอด ผลอ่อน และใบอ่อน ก็สามารถนำมารับประทานได้เช่นกัน เช่น ใช้แกงผักรวม ดอกและผลอ่อนใช้ต้มลวกกิน   กับน้ำพริกได้  และในสมัยก่อนจะมีการทำขนมดอกขจร โดยจะนำดอกขจรมานึ่งให้สุก ผสมกับมะพร้าวอ่อนหรือมะพร้าวแก่ขูดฝอย นำมาปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย งา และเกลือเล็กน้อย

นอกจากนี้ในมลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกายังมีการใช้ดอกขจรในการร้อยมาลัยคล้องคอที่เรียกว่า “เลย์ส หรือ lais” ใช้ในงานพิธีกรรมต่างๆ ของท้องถิ่นอีกด้วย

นอกจากการใช้ประโยชน์เพื่อการรับประทานแล้ว ขจรยังมีการนำไปปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับอีกด้วย เพราะดอกมีกลิ่นหอมมีสีเหลือง เวลาบานจะเป็นช่อสวยงาม มีเถาเลื้อยได้ยาว แตกกิ่งมาก จึงนิยมปลูกจึงมีการปลูกเพื่อทำซุ้มสำหรับให้ร่มเงา และเป็นไม้ประดับ

ส่วนสรรพคุณทางยาของขจรนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ลำต้นช่วยบำรุงร่างกาย ช่วยเจริญอาหาร ขับปัสสาวะ ขับสารพิษ แก้อาการท้องเสีย  รากมีรสเย็นเบื่อ บำรุงเลือด ทำให้อาเจียน ขับปัสสาวะ ถอนพิษเบื่อเมา ทำให้อาเจียน แก้โลหิตเป็นพิษ ดอกขจร มีรสเย็น กลิ่นหอม ช่วยบำรุงปอด บำรุงหัวใจ บำรุงสายตา บำรุงตับ บำรุงฮอร์โมนของสตรี บำรุงโลหิต ลดไข้ แก้เสมหะ แก้อาการหวัด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ท้องผูก ช่วยเจริญอาหาร แก้หน้ามืดตาลาย แก้อาเจียน ยอดอ่อน และผลอ่อน ช่วยบำรุงสายตา บำรุงตับ บำรุงปอด แก้เสมหะเป็นพิษ ราก บำรุงเลือด ทำให้อาเจียน ขับปัสสาวะ

ลักษณะทั่วไปขจร

ขจรจัดเป็นไม้ประเภทเถาเลื้อยขนาดเล็กเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น  ซึ่งเถายาวจะสามารถเลื้อยยาวได้มากกว่า 3 - 10เมตร และเถาจะแตกกิ่งจำนวนมาก เถาอ่อน และกิ่งอ่อนมีลักษณะกลม เปลือกเถาสีเขียว แต่เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมเทา ผิวเป็นตะปุ่มตะป่ำ และจะมีน้ำยางสีใสไหลออกมา ปลายเถาหรือปลายกิ่งมีขนอ่อนปกคลุมซึ่งเถาขจรไม่มีมือเกาะเหมือนไม้เถาเลื่อยอื่นๆ ส่วนเนื้อไม้มีลักษณะแข็ง และเหนียว

ใบเป็นใบเดี่ยวออกบริเวณข้อของเถาโดยจะออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ลักษณะของใบเป็นรูปหัวใจ ปลายใบเรียวแหลมยาวเป็นติ่ง กลางใบกว้างส่วนโคนใบมนเว้า ขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-8เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-10เซนติเมตร หลังใบและท้องใบเรียบ แผ่นใบบาง เกลี้ยง เป็นสีเขียวสด ใบเป็นคลื่นเล็กน้อยและมีขนอ่อนปกคลุม เส้นใบสามารถมองเห็นได้ชัด มี 5 เส้น  ส่วนก้านใบยาวประมาณ 1.5-2เซนติเมตร

ดอกออกเป็นช่อกระจุกแบบซี่ร่ม โดยจะออกตามข้อลำต้น ง่ามใบหรือปลายกิ่ง และจะมีดอกย่อยเรียงกันเป็นกระจุก ช่อดอกมีก้านดอกสั้นสีน้ำตาลอมเทา ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร พวงดอกหรือช่อดอกแต่พวงจะมีดอกย่อยประมาณ 10-20ดอก ดอกย่อยจะแข็งมีกลิ่นหอม และมีสีเขียวอมสีเหลืองหรือสีส้มบริเวณกลางดอกมีสีเขียว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ 2เซนติเมตร กลีบดอกมี 5 กลีบ ส่วนโคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ๆ กลีบดอกย่นและบิด ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก 

ผลออกเป็นฝัก มีคล้ายฝักถั่วเขียว แต่ยาวกว่า ฝักมีรูปร่างกลม เรียวยาวผิวเกลี้ยง ตัวฝักโค้งเล็กน้อย ปลายฝักแหลม ฝักกว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ฝักอ่อนมีสีเขียว ฝักแก่มีสีน้ำตาล และเมื่อฝักที่แก่เต็มที่จะปริแตกแยกออกเป็น 2 ซีก ภายในฝักมีเมล็ดรูปไข่กว้างลักษณะแบนปลายตัด และมีขนซึ่งจะมีจำนวนมาก

การขยายพันธุ์ขจร 

ขจรสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่นการใช้เมล็ด การปักชำและการแยกราก แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การปักชำกิ่ง เพราะเป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว และจะทำให้ได้ต้นพันธุ์ที่ออกดอกเร็ว และสามารถแตกกิ่งได้มากใกล้เคียงกับต้นที่ปลูกด้วยเมล็ด โดยมีวิธีการดังนี้

ตัดเลือกเถาแก่ที่มีขนาดตั้งแต่นิ้วก้อยขึ้นไป และเถามีสีน้ำตาลอมเทา โดยจะตัดยาวประมาณ 20 เซนติเมตร จากนั้น นำมาแช่น้ำยาเร่งราก และน้ำยาป้องกันเชื้อรา ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วจึงนำปักชำในถุงพลาสติกดำ ซึ่งจะใช้ประมาณ 4-6 ท่อน/ถุง หลังจากนั้น นำถุงเพาะชำมาวางเรียงกันในที่แสงรำไร แล้วให้น้ำทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง เมื่อดูแลได้ประมาณ 10-15 วัน ท่อนพันธุ์ก็จะแทงยอด และใบใหม่ออกมาก หลังจากนั้น ดูแลอีกประมาณ 20-30 วัน จึงจะสามารถนำลงปลูกในแปลงดินได้

โดยก่อนจะนำลงปลูกในแปลงดิน ควรเตรียมแปลงดินด้วยการไถพรวน และกำจัดวัชพืชให้หมดก่อน ควรเริ่มปลูกในช่วงต้นฤดูฝน โดยการปลูกควรเว้น ระยะปลูกระหว่างต้น x ระหว่างแถว ประมาณ 25 เซนติเมตร x 2-2.5 เมตร  หรือเว้นระยะปลูกระหว่างหลุม x ระยะห่างแถว 2.5 เมตร x2-2.5 เมตร โดยแต่ละหลุมควรปลูก 3-5 ต้น  การทำค้างควรทำยาวตามแนวแถวที่ปลูก ด้วยการปักหลักไม้ด้านข้างแถวเป็นระยะๆ ระยะห่างระหว่างหลักประมาณ 2 เมตร แต่ละหลักขึงด้วยเส้นลวดเป็นตาข่าย สำหรับการเก็บดอกขจรจะสามารถเริ่มเก็บได้หลังการปลูกประมาณ 3 เดือน และจะเก็บต่อเนื่องได้นานถึง 8 เดือน

องค์ประกอบทางเคมี

ดอกขจรมีองค์ประกอบทางเคมีหลายชนิด อาทิเช่น Flavonoid , Anthocyanin , Beta – Carotene และ Ascobic acid เป็นต้น นอกจากนี้ดอกขจรยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของดอกขจร (100 กรัม)

  • พลังงาน                                    72                                แคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต                            10.6                             กรัม
  • โปรตีน                                      5.0                               กรัม
  • ไขมัน                                        1.1                               กรัม
  • ใยอาหาร                                   0.8                               กรัม
  • วิตามินเอ                                  3,000                           หน่วยสากล
  • วิตามินบี 1                                0.04                             มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2                                0.12                             มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 3                                0.17                             มิลลิกรัม
  • วิตามินซี                                    68                                มิลลิกรัม
  • ธาตุแคลเซียม                            70                                มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก                                   1.0                               มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส                           90                                มิลลิกรัม                       

 

ที่มา : Wikipedia

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ช่วยบำรุงสายตา บำรุงปอด บำรุงโลหิต บำรุงตับ แก้เสมหะ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้อาการหวัด โดยการนำดอกขจรยอดอ่อนหรือผลอ่อนมาประกอบอาหารรับประทานหรือใช้ดอกต้มกับน้ำดื่มก็ได้ ใช้ถอนพิษเบื่อเมา ทำให้อาเจียน ขับปัสสาวะ โดยการใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา 

มีผลการศึกษาวิจัยถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของขจรหลายฉบับระบุว่า ดอกขจรมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง บำรุงกระดูก และสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา   ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง 

ขจรเป็นผักพื้นบ้านที่คนไทยนิยมนำมาประกอบอาหารทั้งคาว และหวานรับประทานมาตั้งแต่อดีตแล้ว ดังเดิมในการนำมารับประทานเป็นอาหารนั้นจึงไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ แต่ในการนำมาใช้เป็นสมุนไพรนั้น ควรคำนึงถึงความปลอดภัยเช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่น โดยควรใช้ในขนาดที่พอดี ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภพได้ และสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ขจรเป็นสมุนไพรเสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. รศ.ดร.สุธาทิพ  ภมรประวัติ.ขจร,โสน.คอลัมน์ บทความพิเศษ.นิตยสาร หมอชาวบ้าน เล่มที่ 337. พฤษภาคม 2550.
  2. ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์.“ขจร (Kha Chon)”.  หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.   .  หน้า 56.
  3. สำนักงานคณะกรรมการสาธารณสุขมูลฐาน.2538.ตารางแสดงคุณค่าอาหารไทยในส่วนที่กินได้ 100 กรัม.หน้า120.ผักพื้นบ้าน.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก,กรุงเทพฯ
  4. มธุรส วงษ์ ครุฑ.”ดอกขจร” ปลูกกินได้คุณค่า...ปลูกขายได้ราคา.คอลัมน์เกษตรน่ารู้.นิตยสาร นสพ.กสิกรปีที่ 86. ฉบับที่3.พฤษภาคม-มิถุนายน 2556.หน้า37-39
  5. ผักขจร/ผักสลิด/ดอกขจร/ดอกสลิด สรรพคุณการปลูกดอกขจร.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.puechkset.com