พุดซ้อน ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

พุดซ้อน

ชื่อสมุนไพร  พุดซ้อน
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  เก็ดถวา,เค็ดถวา (ภาคเหนือ),พุดจีน,พุดจีบ,พุดใหญ่,พุดสวน,พุด(ภาคกลาง),อินถวา(ภาคอีสาน),พุดป่า(ลำปาง),พุทธรักษา(ราชบุรี),ซัวอึ้งกี่,ซัวกี่,จุยเจียฮวย(จีน)Bunga cina (มาเลเซีย)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Gardenia augusta (L.) Merr.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์   Gardenia jasminoides J.Ellis
ชื่อสามัญ  Gerdenia, Cape jasmine
วงศ์   RUBIACEAE

 

ถิ่นกำเนิดพุดซ้อน 

พุดซ้อนเป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียบริเวณจีนตอนใต้และในประเทศญี่ปุ่น จากนั้นจึงได้แพร่กระจายพันธุ์ไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก เช่นใน เวียดนาม พม่า ไทย ลาว มาเลเซีย อินเดีย รวมถึงในทวีปแอฟริกา สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ตามภาคต่างๆ แต่ทางภาคต่างๆ แต่ทางภาคใต้จะไม่ค่อยพบเห็นมากนัก ทั้งนี้ในปัจจุบันมักจะพบพุดซ้อนได้ตามบริเวณบ้านเรือน หรือสวยหย่อมสวนสาธารณะต่างๆ ส่วนในธรรมชาตินั้นจะพบตามป่าดงดิบแถบภาคเหนือเท่านั้น

ประโยชน์/สรรพคุณพุดซ้อน 

พุดซ้อนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่างๆ ได้หลายอย่าง เช่น ดอกมีกลิ่นหอมนิยม นำมาปักแจกันไหว้พระแจกันประดับโต๊ะในโรงแรมหรืออาคารต่างๆ และยังสามารถนำไปร้อยเป็นพวงมาลัยสำหรับบูชาพระอีกด้วย ส่วนในประเทศจีน ใช้ดอกพุดมาอบใบชาให้มีกลิ่นหอม เช่นเดียวกับการใช้ดอกมะลิหรือกุหลาบอบใบชา

            นอกจากนี้ยังมีการนำดอกมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย เพื่อใช้แต่งกลิ่นผลิตภัณฑ์เสริมความงาม และทำหัวน้ำหอมอีกด้วย ส่วนในผลและเมล็ดสามารถนำมาสกัดใช้เป็นสีผสมอาหารได้ เนื้อไม้สามารถนำมาทำธูปหอมได้ และในปัจจุบันยังนิยมนำพุดซ้อนมาปลูกไว้ในบริเวณบ้าน หรือตามสวนหย่อมของอาคารสถานที่ต่างๆ เพราะดอกมีกลิ่นหอมมีสีขาวนวลสวยงาม และยังสามารถออกดอกได้ตลอดปี สำหรับสรรพคุณทางยาของพุดซ้อมนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า รากแก้ไข้ แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ผื่นคัน แก้ตับอักเสบ ฝีหนองอักเสบ ใบแก้ปวดศีรษะ ผลใช้ขับปัสสาวะ ขับพยาธิ แก้กระสับกระส่าย แก้เหงือกบวม แก้ปวดฟัน แก้อาเจียนเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด แก้เคล็ดขัดยอก เปลือกแก้บิด แก้ไข้

            ส่วนตำรายาจีนระบุสรรพคุณของพุดซ้อนไว้ว่า รากและผลมีรสขม เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อหัวใจและตับ ช่วยแก้อาการร้อนใน ใช้เป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ตัวร้อน มีไข้สูง ขับน้ำชื้น ทำให้เลือดเย็น เนื้อไม้เป็นยาเย็น ช่วยลดพิษไข้ เปลือกต้นและรากเป็นยาแก้ไข้

ลักษณะทั่วไปพุดซ้อน

พุดซ้อนจัดเป็นพรรณไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก ลักษณะเป็นพุ่มเตี้ย ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-3 เมตร แตกกิ่งก้านออกเป็นทรงพุ่มแน่นทึบรอบต้น ผิวลำต้นมีสีขาวเทา กิ่งอ่อนเป็นสีเขียว มีรากใต้ดินเป็นสีเหลืองอ่อน ใบ ออกเป็นเดี่ยว ดอกเป็นคู่ เรียงตรงกันข้ามมีลักษณะ เป็นเถามาบริเวณข้อกิ่งใบรูปไข่กลับถึงรูปใบหอก กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 8-14 เซนติเมตร เนื้อใบหนา ก้านใบสั้น ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ผิวใบด้านบนเป็นมัน สีเขียวเข้ม ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว โดยจะออกบริเวณปลายยอดและปลายกิ่ง ดอกมีขนาดใหญ่ มีสีขาวลักษณะของดอกจะมีกลีบดอกซ้อนกันหลายชั้น โคนกลีบแหลม ปลายกลีบมนรี มีกลีบดอกประมาณ 5-6กลีบ เนื้อกลีบนุ่มและมีกลิ่นหอม  โดยดอกจะบานได้เพียง 2 วันแล้วจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองจนกระทั่งโรย พุดซ้อนสามารถออกดอกได้ตลอดปีแต่จะออกดอกมากในช่วงฤดูหนาวและฤดูฝน ซึ่งส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ได้ตลอดทั้งวัน และหอมแรงในช่วงค่ำถึงช่วงเช้ามืด ผลออกเป็นฝักมีลักษณะกลมเป็นรูปไข่หรือรูปกระบอกมีเหลี่ยมตามยาวเป็นสันแหลมโค้ง มีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตรและยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองหรือเป็นสีส้มถึงแดง ภาคในมีเมล็ดอยู่ประมาณ 3-5 เมล็ด

การขยายพันธุ์พุดซ้อน 

พุดซ้อนสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และการปักชำ แต่ในปัจจุบันวิธีที่เป็นที่นิยมกันมาก คือ การตอนกิ่ง เพราะมีเปอร์เซ็นต์การรอดสูง ประหยัดเวลาและทำได้ง่าย โดยมีวิธีการคือ เลือกกิ่งแก่ที่เป็นสีน้ำตาลหรือขาวเทาและมีความสมบูรณ์ของกิ่งสูงมาทำการตอนกิ่ง (เหมือนวิธีการตอนกิ่งไม้พุ่มทั่วๆไป) หลังจากนั้น 3-4 สัปดาห์จะเริ่มออกราก พอรากเดินพอประมาณแล้วจึงตัดลงปลูกได้ โดยการปลูกจะต้องเตรียมหลุมขนาด 50x50x50 เซนติเมตร จากนั้นใช้ปุ๋ยคอกหรือ ปุ๋ยหมัก ดินร่วนใน อัตรา 1:2 ผสมดินปลูก และควรปลูกให้มีระยะที่โดยการปลูกจะต้องเตรียมหลุมที่เหมาะสม เพราะพุดเป็นไม้ที่มีทรงพุ่มใหญ่ ต้องการแสงแดดจัด และต้องการปริมาณน้ำปานกลาง

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของส่วนต่างๆ ของพุดซ้อนผลการศึกษาพบว่า พบสารที่สำคัญหลายชนิด เช่น Genipin-1-B-gentiobioside, Jasminodin,  Tanin, Crocin, Dipentene,  Geniposide, Gardonin  , Shanzhiside, Gum เป็นต้น  นอกจากนี้ในน้ำมันหอมระเหยของพุดซ้อนยังพบสารหลักคือสาร Linalool ที่มีฤทธิ์สงบประสาท อีกด้วย

ที่มา : Wikipedia 

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้  

ใช้แก้อาการปวดศีรษะโดยใช้ใบสดมาตำแล้วพอกบริเวณที่ปวด ใช้แก้ไข้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับพยาธิ โดยใช้รากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเป็นเลือด แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้กระสับกระส่ายนอนไม่หลับ โดยใช้ผลแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม แต่หากจะใช้แก้ปวดฟัน แก้เหงือกบวม ให้อบกลั้วปาก ใช้แก้บิด แก้เคล็ดขัดยอก โดยใช้เปลือกต้นมาต้มกับน้ำดื่ม แก้ตับอักเสบเฉียบพลัน และมีอาการตัวเหลือง ให้ใช้รากพุดซ้อนสด 70 กรัม รากหญ้าคา เปลือกต้นหม่อนและรากใบไผ่เขียว อย่างละ 35 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำรับประทาน  ส่วนในตำรายาจีนระบุถึงการใช้ดังนี้

  • ปัสสาวะเป็นเลือด-ใช้รากพุดซ้อน และรากหญ้าคา  อย่างละ 1 ตำลึง พร้อมเง่าปัว 2 ตำลึง ต้มกวยแชะ
  • ร้อนในปวดฟัน-ใช้รากพุดซ้อนหนัก 1 ตำลึง ต้มนํ้าใส่นํ้าตาลแดง หรือใช้รากหนัก 1 ตำลึง ต้มพร้อมรากเนียมหูเสือ  1 ตำลึง รับประทาน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาทางเภสัชวิทยาของพุดซ้อนในต่างประเทศหลายฉบับพบว่า มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ฤทธิ์ห้ามเลือดและสมานบาดแผล ฤทธิ์กระตุ้นน้ำดี  ฤทธิ์ต้านการอักเสบ และมีฤทธิ์ช่วยในการสงบประสาท เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา 

ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. ในทางการแพทย์แผนจีนระบุว่าผู้ที่ไฟธาตุเย็น ห้ามใช้พุดซ้อนเป็นยาสมุนไพร
  2. ในการใช้พุดซ้อนเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาอาการของโรคต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้ เช่นเดียวกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดตามที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้เกินปริมาณที่กำหนด และไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึง ผู้ที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำ ก่อนจะใช้พุดซ้อนเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. เอื้อมพร วีสมหมาย. 2551. พรรณไม้ในงานภูมิสถาปัตยกรรม 1. โรงพิมพ์ เอช เอ็น กรุ๊ป จำกัด, กรุงเทพฯ. 335 น.
  2. วิทยา บุญวรพัฒน์.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  “พุดซ้อน”.  หน้า 392.
  3. ปิยะ เฉลิมกลิ่น.2548.พรรณไม้วงศ์กระดังงา.พิมพ์ครั้งที่2.สำนักพิมพ์บ้านและสวน.กรุงเทพฯ.140น.
  4. ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.  หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  “พุดซ้อน”.  หน้า 562-563.
  5. วาสนา พลายเล็ก.2556.ไม้ดอกหอม.สำนักพิมพ์บ้านและสวน.กรุงเทพฯ.128น.
  6. ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.พจนานุกรมไม้ดอกไม้ประดับ.2542.