โมก ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

โมก งานวิจัยและสรรพคุณ 11 ข้อ

ชื่อสมุนไพร โมก
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น โมกบ้าน, โมกลา, โมกซ้อน, โมกกอ (ภาคกลาง, ทั่วไป), หลักป่า (ภาคตะวันออก), ปิดจงวา (เขมร)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Wrightia religiosa (Teijsm&Binn) Benth. Ex Kurz.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Wrightia religiosa (Teijsm&Binn) Hook. F., Echites religosus Tejism&Binn.
ชื่อสามัญ Water jasmine, Wild water plum
วงศ์ APOCYNACEAE


ถิ่นกำเนิดโมก

โมก จัดเป็นพันธุ์ไม้ในวงศ์ตีนเป็ด (APOCYNACEAE) ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นในไทย ลาว พม่า กัมพูชา มาเลเซีย และเวียดนาม สำหรับในประเทศไทย ถือเป็นพันธุ์ไม้ดั้งเดิมที่พบได้ตามธรรมชาติบริเวณป่าดงดิบ ป่าละเมาะที่มีความชุ่มชื้นค่อนข้างสูงในทุกภาคในอดีตมีการบรรยายลักษณะของต้นโมก ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอปรัดเล เมื่อปี พ.ศ.2416 ซึ่งได้บรรยายว่า "โมก เป็นต้นไม้อย่างหนึ่ง มีดอกหอม คนมักปลูกไว้ริมเรือนชุมนั้น”


ประโยชน์และสรรพคุณโมก

  1. ใช้ขับน้ำเหลือง
  2. ใช้แก้โรคไต
  3. ช่วยทำให้เจริญอาหาร
  4. ใช้แก้โรคบิดที่มีอาการเลือดออก
  5. ใช้ถอนพิษสัตว์ แก้แมลงกัดต่อย
  6. ใช้เป็นยาระบาย
  7. ใช้ปิดธาตุอาเจียน
  8. แก้ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน
  9. ใช้ล้างแผล
  10. แก้ท้องเสีย
  11. ใช้แก้โรคผิวหนัง โรคเรื้อน คุดทะราด ผิวหนังอักเสบ

           คนไทยตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบันนิยมปลูกต้นโมกเป็นไม้ประดับทั่วไป โดยมักนำมาปลูกไว้ในบริเวณบ้านเรือน วัด ตามสถานที่สำคัญ สวนสาธารณะ หรือ ตามอาคารสถานที่ต่างๆ เนื่องจากมีใบที่ดก เป็นพุ่มสวยงาม ดอกมีสีขาวห้อยลง และมีกลิ่นหอม ดูสวยแปลกตาและยังสามารถตัดแต่งให้เป็นรูปทางที่สวยงามได้ตามต้องการ ดังนั้นในปัจจุบันจึงมักพบการนำโมก มาใช้ปลูกเลี้ยงเป็นต้นไม้แคระ หรือ บอนไซกันมาก

โมก

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

  • ใช้ทำให้เจริญอาหาร แก้โรคไต โดยใช้เปลือกต้นโมกต้มกับน้ำดื่ม
  • ใช้ขับน้ำเหลือง โดยนำใบโมก มาต้มกับน้ำดื่ม
  • ใช้แก้โรคบิดที่มีอาการเลือดออก โดยนำยางจากต้นโมกมาชงกับน้ำอุ่นดื่ม
  • ใช้เป็นยาระบาย โดยนำดอกโมกมาตากแห้งชงกับน้ำร้อนดื่ม
  • ใช้แก้อาเจียน แก้ลำไส้อักเสบ แก้บิด ท้องเสีย โดยนำรากและเปลือกต้นโมกมาต้มกับน้ำดื่ม
  • ใช้ถอนพิษจากสัตว์ แก้แมลงกัดต่อย โดยนำยางจากต้นโมก มาทาบริเวณที่เป็น
  • ใช้รักษาโรคผิวหนังจำพวกโรคเรื้อน และคุดทะราด แก้ผิวหนังอักเสบ โดยนำรากโมกมาปรุงเป็นยา


ลักษณะทั่วไปของโมก

โมก จัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลางเรือนยอดแผ่กว้าง ไม่ผลัดใบ มีความสูงของต้น 1-3 เมตร ลำต้นกลมเปลือกต้นเรียบเกลี้ยงเป็นสีน้ำตาลเข้มและมีจุดเล็กๆ สีขาวประอยู่ทั่วไป อีกทั้งมักแตกกิ่งก้านในระดับต่ำใกล้ผิวดิน จำนวนมาก ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว

           ใบโมกเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ บริเวณแขนงกิ่งใบมีลักษณะเป็นรูปรี หรือ รูปไข่ ใบมีขนาดกว้าง 0.8-2.5 เซนติเมตร ยาว 1.5-7.8 เซนติเมตร โคนใบสอบมนเข้าหากัน ปลายสอบแหลม ขอบใบเรียบ เนื้อใบค่อนข้างบาง ใบมีสีเขียวหลังใบและท้องใบเรียบ มีก้านใบยาว 1-2 เซนติเมตร

           ดอกโมก ออกเป็นช่อสั้นๆ บริเวณซอกใบและปลายกิ่ง โดยใน 1 ช่อดอกจะมีดอกย่อย 4-8 ดอก ซึ่งดอกย่อยจะมีกลีบดอก 5-16 กลีบ ลักษณะกลีบดอกเป็นรูปไข่สีขาว โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็กๆ ยาว 0.5 มิลลิเมตร โคนดอกย่อยนี้จะมีทั้งดอกชั้นเดียวที่เรียกว่า “โมกลา” และชนิดที่มีกลีบดอกเรียงซ้อนกันเรียกว่า ”โมกซ้อน” และจะมีกลิ่นหอมเย็น (ตอนค่ำจะมีกลิ่นหอมแรงกว่าตอนกลางวัน) บริเวณกลางดอกมีเกสรติดกับหลอด ท่อดอก ก้านชูดอกยาวเป็นเส้นเล็ก เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงมีสีเขียว โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกแหลม

           ผลโมก ออกเป็นฝักคู่ บริเวณโคนฝักจะเชื่อมติดกัน ผิวฝักเรียบปลายฝักแหลม ฝักมีขนาดความยาว 5-6.5 นิ้ว เมื่อฝักแก่ตะเข็บฝักจะแตกออกเป็น 2 ซีก ภายในฝักมีเมล็ดรูปกระสวยจำนวนมาก ที่บริเวณปลายเมล็ดมีขนปุยสีขาว ช่วยทำให้ปลิวลมไปได้ไกลๆ เพื่อช่วยในการแพร่พันธุ์

โมก
โมก

การขยายพันธุ์โมก

โมกสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด การปักชำ และการตอนกิ่ง แต่วิธีที่เป็นที่นิยมและได้ผลดีในปัจจุบัน คือ การปักชำ โดยการปักชำนั้นสามารถทำได้โดยการตัดกิ่งที่สมบูรณ์จากนั้นนำเอาไปปักชำไว้ในดินที่ไม่อุ้มน้ำมากเกินไปและกิ่งที่ปักชำนั้นต้องโดนแดดส่องถึงเพื่อช่วยในการเจริญเติบโต (แต่ต้องไม่โดนแดดจัดมากเกินไป) เมื่อกิ่งพันธุ์ติดดีแล้วและสามารถนำไปปลูกได้แล้วจึงนำไปปลูกยังที่ที่ต้องการ โดยการปลูกมี 2 วิธี คือ

  1. การปลูกโมก ในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ซึ่งต้องขุดหลุมขนาด 30x30x30 เซนติเมตร จากนั้นใช้ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยหมักผสมกับดินร่วน อัตรา 1:2 เป็นดินปลูก
  2. การปลูกโมกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือน โดยควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 12-18 นิ้ว จากนั้นผสมดินปลูกโดยใช้ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยหมัก ขุยมะพร้าวและดินร่วนในอัตรา 1:1:1 เมื่อต้นพันธุ์โตในระดับหนึ่ง ก็ควรเปลี่ยนกระถางบ้างซึ่งแล้วแต่ความเหมาะสมของทรงพุ่มและการเจริญเติบโตของทรงพุ่ม ควรเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทดแทนดินเดิมที่เสื่อมสภาพไป


องค์ประกอบทางเคมี

มีรายงานผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดจากส่วนต่างๆ ของโมกระบุว่า พบสารออกฤทธิ์ที่สำคัญหลายชนิด เช่น สารสกัดจากใบ, เปลือก และยางของโมก พบสารกลุ่มอินโดลิกและโพลีฟีนอล ได้แก่ 3-indole D-apio-B-D-furanosyl-(1→6)-B-D-glucopyranoside, benzouracil, blepharin, blepharigenin, 4-pinoresinol D-apio-ß-D-furanosyl-(1→2)-B-D-glucopyranoside, 3,4-Seco-lup-20(29)-en-3-oic acid, lupeol, stigmasterol, campesterol, indigotin, indirubin, tryptanthrin, isatin, Anthranilate, triacontanol

           ส่วนสารสกัดจากส่วนของใบ, เปลือก และผักของโมก ก็พบสารหลายชนิด เช่น ß-caryophyllene, mome inostrol, neophytadiene, eicosanoic acid, 8,11,14-Eicosatrienoic acid. phytol, squalene, y-tocopherol และ B-sitosterol เป็นต้น

โครงสร้างโมก

การศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของโมก

มีรายงานผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของสารสกัดจากส่วนต่างๆ ของโมก ระบุว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการดังนี้

           ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด มีรายงานการศึกษาวิจัยฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ของสารสกัดจากส่วนเหนือดินของโมกในหนูทดลอง ที่ชักนำให้เกิดภาวะเบาหวานโดย alloxan พบว่าสารสกัดดังกล่าวสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดหนูทดลองได้อย่างมีนัยสำคัญ

           ฤทธิ์ด้านการอักเสบและบรรเทาอาการเจ็บปวด มีรายงานการศึกษาวิจัยระบุว่าสารสกัดโมก จากทุกส่วนของโมก แสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบและบรรเทาปวดได้ดี ในแบบทดสอบหลายแบบในสัตว์ทดลอง เช่น การซักนำให้เกิดการอักเสบโดย carrageenan-induced paw edema และ hot-plate test

           ส่วนอีกรายงานหนึ่งระบุว่าสารสถัดน้ำ:เมทานอล (2:3) ของเมล็ดโมกหลวง (สารในกลุ่มฟินอลและฟลาวโวนอยด์) เมื่อนำมาทดสอบในหนูแรทที่มีระดับ น้ำตาลในเลือดปกติ พบว่าสารสกัดเมล็ดโมกหลวงสามารถด้านการทำงานเอนไฮม์ alpha-glucosidase จากลำไส้เล็ก โดยที่ค่าความเข้มขันที่ยับยั้งได้ครึ่งหนึ่ง (ICso) มีค่าเท่ากับ 0.52 มก./มล. และสารสกัดเมล็กโมกหลวงขนาด 200, 400 และ 800 มก./กก. ยังสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารในหนูแรทได้เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่ไม่มีความแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับยาลดระดับน้ำตาลในเลือด (acarbose 3 มก./กก.) นอกจากนี้การ ศึกษาด้านความปลอดภัยของสารสกัดนี้พบว่าสามารถใช้ได้ถึง 6.4 กรัม/กก. น้ำหนักตัว จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าสารสกัดเมล็ดโมกหลวงสามารถด้านการดูดซึมแป้งในลำไส้เล็ก ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alpha-glucosidase ทำให้ลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารในหนูแรทที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติได้

           ฤทธิ์ด้านเชื้อรา มีรายงานการศึกษาวิจัยในหลอดทดลองเกี่ยวกับสาร Indirubin ซึ่งเป็นหนึ่งในสารที่สกัดได้จากส่วนใบของโมก พบว่าสารดังกล่าวแสดง กิจกรรมด้านเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง (dermatophytes) เช่นชนิด Trichophyton rubrum และ Epidermophyton floccosum ในการทดสอบ โดยมีค่า MIC (minimum inhibitory concentration) อยู่ในช่วงต่ำ (MIC 6.25-50 t8/ml) ซึ่งบ่งชี้ว่าสาร Indirubin มีประสิทธิภาพสูงในการออกฤทธิ์

           ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีรายงานการทดสอบฤทธิ์ด้านอนุมูลอิสระของสกัดจากใบโมก พบว่าสารกลุ่ม flavone Blycoside ที่พบในสารสกัด มีฤทธิ์ด้านอนุมูลอิสระ ในการทดสอบแบบ DPPH test (มีค่า=29.34%) โดยสารกลุ่มดังกล่าวมีฤทธิ์ในการลด oxidative stress ได้อย่างมีนัยสำคัญ

           ส่วนอีกการศึกษาหนึ่งระบุว่าได้ทำการศึกษาฤทธิ์ของยางโมกในการยับยั้งการสร้าง prostaglandin E2 (PGE2) และ cyclooxygenase-s (COX-2/โนเซลล์ RAW 264.7 modse macrophage โดยการทดลองเริ่มจากการเตรียมยางโมกและโมกบ้านแห้งก่อนใช้งานและเตรียมเซลล์ด้วย LPS พร้อมกับการเดิมยางโมกและโมกบ้าน ในความเข้มข้นต่าง 1 (10, 25 และ 100 (g/mL) ลงไปทันที กลุ่มที่สอง กระดุนเซลล์ด้วย LPS 1 ชั่วโมง ก่อนเดิมยางโมกและโมกบ้านความเข้มข้นต่างๆ (10, 25 และ 100 cg/mL) จากนั้นตรวจวัดปริมาณของ PGE2 และ COX-2 โดยอาศัยเทคนิค enzymelinked-immunosorbent assay (ELISA) และ wester blotting analysis ตามลำดับ ผลการทดลองพบว่า ยางโมกสามารถยับยั้งการสร้าง PGE2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) ซึ่งฤทธิ์ในการยับยั้ง PGE2 จะเห็นได้ชัดเจนเมื่อเพิ่มความเข้มข้นของยางโมกขึ้น ในขณะที่ปริมาณของเอนไซม์ COX-2 ก็ลดลงเช่นเดียวกัน ในระดับ PGE2 ที่ลดลงเป็นผลมาจากการยับยั้งการสร้าง COX-2 ส่วนผลการทดสอบฤทธิ์ของยางโมกบ้าน สามารถยับยั้งการสร้าง PGE2 เช่นกัน ยกเว้นในกลุ่มที่กระตุ้นเซลล์ด้วย LPS

           ฤทธิ์ปกป้องตับ มีรายงานระบุว่าสารสกัดจากส่วนเหนือดินของโมก มีฤทธิ์ปกป้องดับในสัตว์ทดลอง ในการทดสอบแบบ hepatotoxicity (เช่น CCI4-induced) โดยแสดงการลด ALT/AST และปรับปรุงการทำงานของตับ ซึ่งมีการคาดว่าอาจมีฤทธิ์ปกป้องเนื้อเยื่อตับ


การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของโมก

ไม่มีข้อมูล


ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สำหรับการใช้โมก เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคนั้น การระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยการใช้ในขนาดและปริมาณที่เหมาะสมที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือ ใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้


เอกสารอ้างอิง โมก
  1. ดร.นิจศิริ เรืองรังสี, ธวัชชัย มังคละคุปต์, โมกบ้าน (Mok Bann) หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.หน้า 247
  2. เดชา ศิริภัทร.โมก, ความหอมและมงคลนามแห่งความหลุดพ้น, คอลัมน์ต้นไม้ใบหญ้า. นิตยสารหมอชาวบ้านเล่มที่ 271. พฤศจิกายน 2544.
  3. พัฒน์ พิซาน.2550.สุดยอดไม้ประดับ.ไม้ดอกหอม,ไทยควอลิตี้บุ๊คล์.กรุงเทพมหานคร.
  4. ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม,โมกบ้าน, หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย. ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. หน้า 649-650.
  5. จุฑารัตน์ จิตติมณี, (2552) การศึกษาฤทธิ์ในการต้านการอักเสบของยางโมก (Wrightia pubescens) และโมกบ้าน (Wrightia religiosa) ใน RAW 264.7 movse macrophages. วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุขมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. อุบลราชธานี
  6. ฤทธิ์ของสารสกัดเมล็ดโมกหลวงในการต้านการทำงานของเอนไซม์ alpha-glucosidase และลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารในหนูแรทที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติ, ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร. สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  7. Pharmacognosy Reviews. (2014). A review on phytochemical, pharmacological, and pharmacognostical profile of Wrightia tinctoria. 8(15), 36-44. 
  8. Sangeetha, S., Akhil Hari, P., Sijo Pattam, & Nihal, P. (2021). An updated review on Wrightia tinctoria (Roxb.) R Br. Journal of Pharmaceutical Research International, 33(56A), 234-244. 
  9. GC-MS Analysis and antioxidant activity study of Wrightia tinctoria. (2021). Journal of Pharmacognosy & Phytochemistry.
  10. Traxler, F. et al. (2021). Specialized plant metabolites from indolic and polyphenolic biosynthetic pathways in Wrightia religiosa (Teijsm. & Binn.) Benth. (Apocynaceae). ScienceDirect.
  11. Ponnusamy, K., et al. (2010). In vitro antifungal activity of indirubin isolated from Wrightia tinctoria. Journal of Ethnopharmacology.