มะไฟจีน ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆและข้อมูลงานวิจัย

มะไฟจีน งานวิจัยและสรรพคุณ 16 ข้อ
 

ชื่อสมุนไพร มะไฟจีน
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น ส้มมะไฟ(เชียงใหม่), มะอมจ้วย(น่าน), อึ่งตั้ว,ฮวงพี้,อวลพี้(จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Clausena lansium (Lour.) Skeels
ชื่อสามัญ Wampee, Wampi, Cookia
วงศ์  RUTACEAE

ถิ่นกำเนิดมะไฟจีน

มะไฟจีนมีถิ่นกำเนิดในภาคใต้ของประเทศจีนและเวียดนามจากนั้นมีการแพร่กระจายการปลูกไปยังเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน โดยมีผู้นำมาปลูกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศรวมทั้งในอินเดีย ศรีลังกา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด ว่ามีการปลูกครั้งแรกเมื่อใดแต่สันนิษฐานว่า ชาวจีนเป็นผู้นำเมล็ดมะไฟมาปลูกในจังหวัดน่านเมื่อ 100 ปีมาแล้ว ในปัจจุบันจังหวัดน่านยังเป็นแหล่งปลูกมะไฟจีนแหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยปลูกกันมากในอำเภอปัว อำเภอเวียงสา และอำเภอเมือง

ประโยชน์และสรรพคุณมะไฟจีน

  • ใช้รักษาเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจ
  • ช่วยขับเสมหะ
  • รักษาโรคกระเพาะอาหาร
  • แก้ท้องอืด
  • แก้ร้อนใน
  • รักษาโรคผิวหนัง
  • แก้ไอ
  • แก้พิษร้อน
  • รักษาอาการหลอดลมอักเสบ
  • แก้รังแค
  • รักษาสีผม
  • ช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง
  • แก้อาหารไม่ย่อย
  • แก้หวัด
  • แก้อักเสบ
  • ใช้ถ่ายพยาธิ

           มะไฟจีนจัดเป็นผลไม้พื้นเมืองของภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดน่าน โดยมีการปลูกกันมากตามริมแม่น้ำน่าน ซึ่งนับว่าเป็นผลไม้ที่มีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยวนิยมนะไปรับประทานสด หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ใช้ทำเป็นมะไฟเชื่อมแห้ง แยม เยลลี่ ไวน์ หรือใช้ทำพาย เป็นต้น
 

รูปแบบและขนาดที่ควรใช้มะไฟจีน

 ใช้แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลดอาการไอ ละลายเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ แก้ร้อนใน โดยใช้มะไฟจีนสุกรับประทานสดๆ ใช้แก้ไอ แก้พิษร้อน โดยใช้ผลดิบนำมาตากแห้งรับประทาน ใช้รักษาอาการหลอมลมอักเสบ โดยใช้รากมะไฟจีนมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้รักษารังแค รักษาสีผลโดยใช้ใบมะไฟจีนมาต้มเคี่ยวกับน้ำแล้วนำมาสระผม

ลักษณะทั่วไปมะไฟจีน

มะไฟจีนจัดเป็นไม้ยืนต้นหรือไม้พุ่ม ไม่ผลัดใบ ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ทรงพุ่มสูง 10-20 เมตร กว้าง 6-8 เมตร เปลือกต้นมีรอยแตก สีน้ำตาลอมเทา ผิวขรุขระ ต้นรากแก้วและระบบรากสานกันแน่น ใบมีขนาดใหญ่กว้างประมาณ 5-8 เซนติเมตร ยาว 8-10 เซนติเมตร เป็นใบประกอบ (compound leaves) ใบสลับ ใบมี 7-9 ใบ ปลายช่อใบจะมีใบย่อยเพียงใบเดียว โดยปลายใบรูปหงอกมีสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบมีสีเขียวอ่อน ดอกออกเป็นช่อสีขาว มีดอกย่อยขนาดเล็กมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ของดอกเมื่อบานประมาณ 0.1 เซนติเมตร กลีบดอกมีชั้นเดียว จำนวน 5 กลีบ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีเกสรเพศผู้ 10 อัน ปลายยอกเกสรเพศเมียเป็นรอยหยัก ผลออกเป็นพวงที่บริเวณปลายกิ่งหรือปลายยอด เป็นพวงเหมือนมะไฟ (Bermeae Grape: Baccaurea ramiflora) โดยใน 1 พวงจะมี 5-50 ผล รูปร่างมีทั้งกลม กลมรี ปลายผลแหลม มีขนาด 1.25-2 เซนติเมตร มีผลเรียบมีขนเล็กๆมีกลิ่นเฉพาะตัว ผลอ่อนมีสีเขียวเมื่อแก่มีสีเหลือง และสุกเต็มที่จะเป็นสีน้ำตาล เนื้อผลมีสีขาวนวลหรือขาวขุ่นติดเปลือก รสหวานอมเปรี้ยวเมื่อสุกเต็มที่จะมีรสหวาน เมล็ดมีลักษณะทรงยาวรีค่อนข้างแบนสีเขียว และแต้มสีน้ำตาลตรงส่วนปลายเมล็ด ขนาดของเมล็ดกว้าง 0.3-0.5 เซนติเมตร ยาว 0.7-1 เซนติเมตร ในแต่ละผลมี 1-5 เมล็ด แล้วแต่สายพันธุ์

มะไฟจีน

มะไฟจีน

การขยายพันธุ์มะไฟจีน

มะไฟจีนสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี อาทิเช่น เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง เสียบยอด เป็นต้น แต่วิธีที่เป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน คือ การเสียบยอดจากต้นพันธุ์ซึ่งจะให้ผลผลิตที่เร็วกว่าการปลูกด้วยเมล็ด แต่ต้องเป็นกิ่งจากต้นแม่ที่มีอายุ 2-3 ปี ที่ยังไม่ติดผล เพราะกิ่งจากต้นแม่นี้จะสามารถแตกกิ่งย่อยได้มากขึ้น แต่หากใช้ต้นพันธุ์ที่มีอายุมาก และมีการติดผลหลายครั้งแล้วจะให้ผลผลิตน้อยกว่า เนื่องจากต้นจะไม่แตกกิ่งมากนอกจากนี้มะไฟจีนยังชอบดินที่มีลักษณะร่วนปนทราย และสภาพอากาศเย็น ความชื้นสูงซึ่งมะไฟจีน จะเริ่มออกดอกเดือนธันวาคม และทยอยออกดอกไปเรื่อยๆ จนถึงเดือนกุมภาพันธุ์ผลจะเริ่มแก่ ไปจนถึงเดือนมิถุนายนหรือต้นเดือนสิงหาคม

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมี จากส่วนต่างๆของมะไฟจีนพบว่า ผลมะไฟจีนมีน้ำมันหอมระเหยกลุ่มของ limonene และกลุ่ม phellandrene เป็นองค์ประกอบได้แก้ sabenene, α-pineneและ 1-phellandrene ในใบมะไฟจีนพบ sesquiterpene มากที่สุด ส่วน monoterpene พบทั้งในเนื้อ ผิวเปลือกและเมล็ด อีกทั้งยังพบน้ำมันหอมระเหยชนิดอื่นๆ ได้แก่ β-bisabolene, β-caryophyllene และα-zingiberene ในใบพบ 3-xycrohexene-1-ol, cyclohexene, 1,4 clyclohexadiene และ 1-phellandrene ในเนื้อของผลในส่วนผิวเปลือกพบα-pinene และ 1-phellandrene ส่วนในเมล็ดพบ α-pinene, 1-phellandrene และ myrcene นอกจากนี้ยังพบ basabolol, methysantatol, ledol, 9-octadecenamide, fernesol, limonene, p-menth-1-en-4-ol, β-santatol,α-santatol,fernesol และ sinensol และยังพบ coumarins ชนิดอื่นๆอีก ได้แก่ 3-benzyl-2H-chromen-2-one
           ส่วนอีกการศึกษาหนึ่งระบุว่า ในมะไฟจีนพบสาร amides อีกชนิดหนึ่ง คือ N=methyl-N-Styrylcinamamide และพบ Phynylalanine ได้แก่ clausnain B พบสารกลุ่ม flavonoid ได้แก่ Bu-7 และพบ carbazole alkaloids, claulansines L-R จากลำต้น ของมะไฟจีน และพบ glycosides clausinosides A และ B และ carbozole alkaloids, clauseneline A, clauslamine A และ clauslamine B อีกด้วย

โครงสร้างมะไฟจีน

 การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาทางเภสัชวิทยาของมะไฟจีนดังนี้
             ฤทธิ์ยับยั้งจุลินทรีย์ มีรายงานการวิจัยระบุว่าส่วนสกัดหยาบจากใบมะไฟจีนสามารถยับยั้งเชื้อ S. mutans โดยมีค่า MIC เท่ากับ 0.25 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร และสามารถฆ่าเชื้อได้ที่1 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร
           ส่วนการศึกษาฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์และต้านอักเสบของส่วนสกัดหยาบจากกิ่งมะไฟจีนด้วยวิธี disc diffusion ร่วมกับวิธี Elisa พบว่า สารแอลคาลอยด์กลุมไอบาโซลที่สกัดได้จากกิ่งมะไฟจีนทั้งหมด 12 ชนิด แต่มีดพียง 3 ชนิดคือ 3-formyl-6-methoxycarcazole, lansine และ glycosolidal ที่ความเข้มข้น 50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร สามารถยับยั้งเชื้อ pprphtromonas gingivalis ทั้งยังพบว่า 3-formyl-6-methoxycarcazole มีฤทธิ์ต้านอักเสบอีกด้วย
            ฤทธิ์ต้านมะเร็ง มีการศึกษาวิจัยเมล็ดของมะไฟจีนพบว่า สารในกลุ่ม amides ได้แก่ clausinalansamide A และ clausinalansamide B ซึ่งพบว่ามีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งได้แก่ เซลล์มะเร็งปอด เซลล์มะเร็งผิวหนัง และเซลล์มะเร็งเต้านมในมนุษย์ และมีการศึกษาวิจัยในกลุ่มcoumarins ในมะไฟจีน ได้แก่ clausinalansamide A และ clausinalansamide B. isoscopolatin,imperatorin, heraclanin, heraclenol, indicolactonediol, wampetin และ xantotoxol ซึ่งพบว่าสารดังกล่าวมีความเป็นพิษต่อ เซลล์มะเร็งในช่องปาก เซลล์มะเร็งเต้านม และเซลล์มะเร็งปอด
              ส่วนอีกการศึกษาหนึ่งที่ศึกษาส่วนสกัดจากเปลือกของมะไฟจีนพบว่า มีฤทธิ์ในการยับยั้งเซลล์มะเร็งกร้ะพาะอาหาร เซลล์มะเร็งตับ และเซลล์มะเร็งปอดได้ดีกว่ายา cisplatin ที่ใช้รักษาเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ามะไฟจีนมีฤทธิ์ต้านไทรอยด์ (anti-trichomonal activity) ฤทธิ์ต้านโรคเบาหวาน (anti-diabetic activity) ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflamatory activity) ป้องกันตับ (hepatoprotective) ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant antivity) อีกด้วย

การศึกษาทางพิษวิทยา

ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่าจะมีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาระบุถึงฤทธิ์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ แต่การศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงการศึกษาในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง เท่านั้น ซึ่งยังไม่มีการศึกษาในมนุษย์รวมถึงยังไม่มีข้อมูลทางพิษวิทยา ดังนั้นในการใช้มะไฟจีนเป็นสมุนไพร ควรระมัดระวังในการใช้โดยใช้ในขนาด/ปริมาณที่เหมาะสม ที่รับุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปและไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันนานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้


เอกสารอ้างอิง มะไฟจีน

⦁ เต็ม สมิตินันทน์. (2544) ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (พิมพ์ครั้งที่ 2) สวนพฤกษศาสตร์ป่าไม้สำนักวิชาการป่าไม้กรมป่าไม้.
⦁ พรรณผกา รัตนโกศล.(2552). มะไฟจีน ของฝาก…สมุนไพรที่มากคุณค่าทางอาหาร. น.ส.พ. กสิกร 84(4),83-89.
⦁ พัชนันท์ ทองศรีพันธุ์. ปรสิทธิ์ของส่วนสกัดจากมะไฟจีน ร่วมกับยาปฏิชีวนะต่อการยับยั้งแบคทีเรียแกรมลบฉวยโอกาสดื้อยา. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาชีววิทยาศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. มีนาคม 2561. 86 หน้า
⦁ มลิวรรณ์ กิจชัยเจริญ, สุภาวดี ศรีแย้ม, จิรรัตน์ กันทะขู้, บุษบา มะโนแสน. การพัฒนาด้านการแปรรูปมะไฟจีนของกลุ่มแปรรูปมะไฟจีน ตำบลท่าน้าว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน. วารสารคุณภาพชุมชนและคุณภาพชีวิต ปีที่2. ฉบับที่3. กันยายน- ธันวาคม 2557. หน้า333-341.
⦁ พรรณผกา รัตนโกศล, สุรพงษ์ รัตน์โกศล และสมศักดิ์ ศรีสมบุญ.(2551). มะไฟจีน…สมุนไพรชนิดใหม่.วารสารวิทยาศาสตร์เกษตร 39,3(พิเศษ), 465-468.
⦁ นพรัตน์ จันทร์ไชย.(2546). ศึกษาการใช้ประโยชน์และการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่ามะไฟจีน สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตน่าน.
มะไฟ มะไฟจีน สรรพคุณและการปลูกมะไฟ. พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก ⦁ http://www.puechkaset.com
⦁ Luger, P., Weber, M., Thang, D. T., Luu, H. V., & Dung, N. X., (2009). N-Methyl-N- styrylcinnamamide (lansamide) from Clausena lansium in Vietnam. Acta Crystallographica Sect E structure Rep Online, 65(4), 2968957.
⦁ Du, Y., Liu, H., Li, C., Ma, J., Zhang, D., Li, L., Sun, H., Bao, X., & Zhang, D. (2015). Bioactive carbazole alkaloids from the stems of Clausena lansium. Fitoterapia, 103, 122-128.
⦁ Chokeprasert, P., Huang, T-C., Chen, H-H., Khotavivattana, S., & Oupadisskoon, C. (2005). Effect of Drying Conditions on Qualities of Dried Wampee [Clausena lansium (Lour.) Skeels]. Kasetsart Journal of Natural Science, 39, 416-423.
⦁ Wang, Y-S., He, H-P., Yang, J-H., Di, Y-T.,Tan, N-H., & Hao, X-J. (2009). Clausenain B, a Phenylalanine-rich cyclic octapeptide from Clausena anisum-olens. Journal of Brazilian Chemistry Society, 20(3), 478-481.
⦁ Pratheung C. 2006. Volatile components of the leaves, fruits and seeds of wampee[Clausena lansium (Lour.) Skeels]. Journal natural science. 39: 411-416.
⦁ Prasad, K. N., Xie, H., Hao, J., Yang, B., Qiu, S., Wei, X., Chen, F., & Jiang, Y. (2009). Antioxidant and anticancer activities of 8-hydroxypsoralen isolated from wampee [Clausena lansium (Lour.) Skeels]. peel. FoodChem, 4(73).
⦁ Chokeprasert, P., Charles, A. L., Sue, K-H., & Huang, T-C. (2007). Volatile components of the leaves, fruits and seeds of Wampee [Clausena lansium (Lour.) Skeels]. Journal of food Composition and Analysis, 20, 52-56.
⦁ Li, B-Y., Yuan, Y., Hu, J., Zhao, Q., Zhang, D., & Chen, N. (2011). Protective effect of Bu-7, a flavonoid extracted from Clausena lansium, against rotenone injury in PC12 cells. Acta Pharmacologica Sinica, 32, 1321-26.
⦁ Maneerat, W., Tha-in, S., Cheenpracha, S., Prawat, U., & Laphookhieo, S. (2011). New anmides from the seeds of Clausena lansium. Journal of Medicinal Plants Research, 5(13), 2812-15.
⦁ Zhao, J., Nan, P., & Zhong, Y. (2004). Chemical composition of the essential oils of Clausena lansium from Hainan Island, Chaina. Naturforsch, 59, 153-6.