ติ้วขาว ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

ติ้วขาว

ชื่อสมุนไพร  ติ้วขาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  ผักติ้ว , ผักติ้วขาว (ทั่วไป),ติ้วส้ม (ภาคอีสาน,โคราช),แต้ว(สระบุรี),ขึ้ติ้ว (ปราจีนบุรี),ไม้ต้าว(ตรัง),มูโต๊ะ(มลายู,นราธิวาส)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Cratoxylum formosum (Jack) Dyer ssp.Formosum(Jack) Dyer
วงศ์   Guttiferae - HYPERICACEAE

 

ถิ่นกำเนิดติ้วขาว 

ติ้วขาวเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริเวณประเทศไทย ลาว พม่า เวียดนาม ต่อมาได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณประเทศเขตร้อนใกล้เคียงได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเกาะไหนานประเทศจีน เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยถือว่าติ้วขาวเป็นผักพื้นบ้าน โดยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศบริเวณ ป่าผลัดใบ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง  ป่าดิบแล้งหรือป่าตามเชิงเขาที่มีความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลไปจนถึงระดับความสูงมากกว่า 1,000 เมตร ซึ่งจะพบได้มากเป็นพิเศษในจังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา สระบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ตรังและนราธิวาส เป็นต้น

ประโยชน์และสรรพคุณติ้วขาว

ติ้วขาว เป็นผักพื้นบ้านที่คนส่วนใหญ่นิยมนำมาใช้บริโภค โดยมักนำเอาส่วนของใบอ่อน ยอดอ่อน และดอกอ่อนมาปรุงอาหารให้มีรสเปรี้ยวใช้แทนใบมะขามหรือมะนาว โดยอาหารที่นิยมนำเอาติ้วขาวมาทำอาหาร เช่น แกงเห็ด แกงหน่อไม้หรือต้มยำต่างๆ อาทิ ต้มยำปลาต้มยำกบ ต้มยำไก่บ้าน ดอกอ่อนของผักติ้วนิยมนำมาทำซุบหรือยำ หรือนำยอดอ่อนมารับประทานเป็นผักสดจิ้มกับน้ำพริกและป่นก็ได้ นอกจากนี้ยังอาจนำมารับประทานเป็นผักเคียงกับอาหารประเภทส้มตำ หมี่กะทิ ลาบ ซุปหน่อไม้ และน้ำตกเป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการนำติ้วขาวมาทำประโยชน์ด้านอื่นๆ อีกเช่น เปลือกลำต้น หรือแก่นนำมาใช้ต้มย้อมผ้า โดยจะให้สีน้ำตาลเข้ม เนื้อไม้เป็นไม้เนื้อแข็ง สามารถนำมาแปรรูปเป็นไม้ก่อสร้างใช้ทำโครงสร้างของบ้าน ทำวงกบ ทำฝ้าหรือระแนง หรือใช้ทำข้าวของเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆภายในบ้านใช้ส่วนกิ่ง และเศษไม้ ใช้หุงต้มอาหารหรือเผาถ่านได้อีกด้วย

สำหรับสรรพคุณทางยาของติ้วขาวนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า  รากใช้ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด  รากและใบ แก้ปวดท้อง ยางจากเปลือกต้นทาแก้คัน ทารอยแตกของส้นเท้า เปลือกต้น แก้ธาตุพิการ เปลือกและใบ แก้โรคผิวหนังบางชนิด

ส่วนในตำราพื้นบ้านระบุถึงสรรพคุณติ้วขาวไว้ว่าสรรพคุณคล้ายกับสะแก คือ ยอดดอก และใบอ่อน เถา รสเบื่อเมาฝาด ใช้บำรุงโลหิต ฟอกโลหิต แก้ปวดตามข้อ แก้ไขข้อพิการ แก้ประดง ขับลม ยาง ใช้รักษาส้นเท้าแตก แก่นและลำต้น แก้ปะดงเลือด(เลือดไหลไม่หยุด) ราก แก้ปัสสาวะขัด

ลักษณะทั่วไปติ้วขาว

ติ้วขาวจัดเป็น ไม้ยืนต้นเนื้อแข็งผลัดใบขนาดกลาง สูงระหว่าง 3-35 เมตร โคนต้นมีหนามแข็งขึ้นตามลำต้น เปลือกลำต้นมีลักษณะแตกเป็นร่องสะเก็ดสีน้ำตาลปนแดง และมีน้ำยางสีเหลืองปนแดงซึมออกมา ลำต้นจะแตกกิ่งหลักปานกลางแต่แตกกิ่งแขนงมาก ทำให้แลดูเป็นทรงพุ่มหนา กิ่งก้านเล็กเรียว กิ่งอ่อนเรียบไม่มีขน ใบออกเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม รูปวงรีแกมไข่กลับ หรือรูปขอบขนาน กว้าง 2.5-4.5 เซนติเมตร ยาว 3-13 เซนติเมตร โคนใบสอบเรียบ ปลายใบมนหรือแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน ใบอ่อนสีชมพูอ่อนถึงแดง เรียบ เป็นมันวาว ใบแก่สีเขียวสด เรียบ เกลี้ยง ผิวใบด้านบนเป็นมัน ด้านล่างมีต่อมกระจายทั่วไป เส้นใบข้าง 6-10 คู่ ซึ่งจะโค้งแบนค้นศรไม่มีเส้นของใน ก้านใบสีม่วงอมแดง ยาว 0.5-1.5เซนติเมตร  ดอกออกเป็นช่อกระจุกแบบซี่ร่มสีชมพูหรือขาว

โดยดอกจะแทงออกจากตาดอกบริเวณเดียวกับตากิ่งแขนงย่อย กระจุกละประมาณ 1-6 ดอก ดอกตูมมีกลีบเลี้ยงสีเขียวประแดงม่วงหุ้มเป็นทรงกลม จำนวน 5 กลีบ เมื่อดอกบานจะแผ่กลีบดอกออก จำนวน 5 กลีบ แผ่นกลีบดอกเรียบ ไม่มีต่อมโปร่งแสงปลายกลีบตัด และเป็นหยัก ซึ่งกลีบดอกจะร่วงหมดเมื่อติดผล แต่จะเหลือกลีบเลี้ยงไว้หุ้มผล  ส่วนด้านในดอกตรงกลางจะมีเกสรตัวผู้แยกออกเป็น 3 กลุ่ม โดยในแต่ละกลุ่มจะมีเกสรจำนวนมาก ปลายก้านเกสรเป็นเรณูสีเหลือง ด้านล่างเป็นรังไข่ จำนวน 3 อัน มีก้านดอกสีม่วงอมแดง ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร  ผลมีนวลขาวติดตามผิว ผลเมื่อแก่มีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลดำ กว้าง 0.7 เซนติเมตร เป็นแบบแคปซูล ปลายแหลม ผิวเรียบและแข็ง ขนาด กว้าง 0.4-0.6 เซนติเมตร ยาว 1.3-1.8 เซนติเมตร และจะแตกออกเป็น 3 แฉก มีเมล็ดสีน้ำตาล ส่วนเมล็ด เป็นรูปไข่กลับ สำดำหรือน้ำตาล มีปีกด้านเดียว

การขยายพันธุ์ติ้วขาว

ติ้วขาวสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ด ทั้งในธรรมชาติและการนำมาปลูก แต่ในปัจจุบันก็เริ่มมีการปลูกกิ่งพันธุ์ที่ได้จากการตอนกิ่งบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่แพร่หลายนัก สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปลูกนั้น ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและการปลูกไม้ยืนต้นประเภทอื่นๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆ ของติ้วขาวพบว่า มีสาระสำคัญต่างๆ ดังนี้ Chlorogenic acid , Tannin , Astilbin , Quinone , Formoxanthone A , B , C , β-amyoin และ lupeol เป็นต้น นอกจากนี้ ใบอ่อน ยอดอ่อน และดอกของติ้วขาวยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการจากส่วนที่กินได้ของติ้วขาว (ยอดอ่อน, ใบอ่อน, ดอก) ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน                                    58                                กิโลแคลอรี
  • โปรตีน                                      2.4                               กรัม
  • ไขมัน                                        1.7                               กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต                            8.2                               กรัม
  • เส้นใยอาหาร                             1.4                               กรัม
  • วิตามินเอ                                  750                              RE
  • วิตามินบี1                                 0.04                             มิลลิกรัม
  • วิตามินบี2                                 0.67                             มิลลิกรัม
  • วิตามินบี3                                  3.1                               มิลลิกรัม
  • วิตามินซี                                    58                                มิลลิกรัม
  • ธาตุแคลเซียม                            67                                มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก                                   2.5                               มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส                           19                                มิลลิกรัม
  • เบตาแครอทีน                            4500                            ไมโครกรัม

 

 

ที่มา : Wikipedia

  

 

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ 

ใช้แก้ธาตุพิการโดยนำเปลือกต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ และแก้อาการปัสสาวะขัด โดยนำรากผสมกับรากปลาไหลและหัวแห้วหมู นำมาต้มกับน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง  ใช้ฟอกโลหิต บำรุงโลหิต  แก้ไขข้อพิการ แก้ปวดตามข้อขับลม แก้ประดง โดยใช้ดอก ยอดอ่อนหรือใบอ่อนมารับประทานโดยอาจนำไปประกอบอาหาร หรือรับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริกก็ได้ ใช้แก้ปะดงเลือด โดยการนำแก่นและลำต้น แช่กับน้ำดื่ม ใช้แก้ปัสสาวะขัดโดยนำรากมาต้มกับน้ำดื่ม รักษารอยแตกของส้นเท้า โดยนำน้ำยางจากต้นมาทาบริเวณที่เป็น  ใช้แก้โรคผิวหนังต่างๆ โดยนำเปลือกต้นหรือใบ นำมาตำแล้วผสมกับน้ำมันมะพร้าว ใช้ทาบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา 

            ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีรายงานการศึกษาวิจัยถึงการศึกษาสมบัติในการต้านสารอนุมูลอิสระของส่วนสกัดหยาบจากใบติ้วขาว พบว่าสารสกัดหยาบมีสมบัติในการต้านสารอนุมูลอิสระได้เมื่อทดสอบโดยวิธี DPPH scavenging assay โดยมีค่า IC50อยู่ที่ 28.77 ± 2.57 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร

            ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีรายงานการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากรากของต้นติ้วขาว ว่าพบสารในกลุ่มแซนโทนใหม่ 3 สารคือ formoxanthone A-C โดยที่สาร formoxanthone A และ C มีสมบัติในการยับยั้วเชื้อแบคทีเรียทั้งชนิดแกรมบวกและแกรมลบได้แก่ Bacillus subtilis, Staphylococcus aureus, Enterococcus faecalis และ Salmonella typhi

            นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาทางเภสัชวิทยาในต่างประเทศพบว่าติ้วขาวมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่างๆ ดังนี้

            มีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ แก้ไขสภาวะเครียดออกซิเดชั่นในหนูเลือด และต้านโรคหัวใจและหลอดเลือด ยับยั้งการเหม็นหืนของอาหาร ได้อีกด้วย

 

การศึกษาทางพิษวิทยา  ไม่มีข้อมูล

 

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ติ้วขาวเป็นผักพื้นบ้านของไทยและมีการนำมาบริโภคเป็นอาหารมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว ดังนั้นในเรื่องการนำมาบริโภคเป็นอาหารจึงไม่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายได้ แต่ในการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรในการบำบัดรักษาอาการต่างๆ นั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีไม่ควรที่พอดี ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะนำติ้วขาวมาใช้เป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. เอื้อมพร วีสมหมาย,ปณิธาน แก้วดวงเทียน,2547,ไม่ป่ายืนต้นของไทย1: Wild trees in Thailand1. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์ เอช เย็น กรุ๊ป จำกัด
  2. อัจคราวดี แนนสนิท,สุรศักดิ์ ปรัชญา,สุดารัตน์ แสงสุข , นฤมล  เสือแก้ว , สมฤดี  จันทร์ส่องแสง , ไตรเทด์พีนและแซนโทนจากกิ่งอ่อนของต้นติ้วขาว.วารสารวิทยาศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี ปีที่ 13 ฉบับที่2.กรกฎาคม-ธันวาคม 2559.หน้า74-81
  3. กรมส่งเสริมการเกษตร.2557,ผักพื้นบ้านในประเทศไทย.กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  4. ติ้วขาว.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=52
  5. ผักติ้ว/ติ้วขาว/ติ้วขน ประโยชน์และสรรพคุณผักติ้ว.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพื่อพืชเกษตรไทย(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.puechkaset.com
  6. Bui M.-L., Grayer R. J., Veitch N. C., Kite G. C., Tran H. and Nguyen Q.-C. K. (2004). Biochem. Syst. Ecol. 32. p. 943-947.
  7. Robson, N. K. B. (1974). Flora Malesiana Ser. I. p 8.
  8. Stevens, P. F. 2007. Clusiaceae-Guttiferae. Flowering Plants Eudicots: Springer Berlin Heidelberg
  9. Maisuthisakul P., Pongsawatmanit R. and Gordon M. H. (2006). J. Agric. Food Chem. 54. p. 2719-2725.
  10. Trakoontivakorn, G., Nakahara, K., Shimoto, H., Takenaka, M., Onishi-Kameyama, M., Ono, H., et al. (2001). Structural analysis of a novel antimutagenic compound, 4-hydroxypanduratin A, and the antimutagenic activity of flavonoids in a Thai spice, finger root (Boesenbergia pandurata Schult.) against mutagenic heterocyclic amines. Journal of Agricultural and Food Chemistr, 49. p. 3046-3050
  11. Boonsri, S., Karalai, C., Ponglimanont, C., Kanjana-Opas, A., Chantrapromma, K. 2006. Antibacterial and cytotoxic xanthones from the roots of Cratoxylum formosum. Phytochemistry. 67(7): 723-7
  12. Supol Boonsaner. (2004). Antioxidant effect of Cratoxylum formosum Dyer, Eugenia grata Wight and Morus alba L. on phynylhydrazine – induce anemic rats. Master of Science Thesis in Pharmacology. Graduated School, Khon Kaen University.
  13. Nakahara, K., Trakoontivakorn, G., Alzoreky, N. S., Ono, H., Onishi-Kameyama, M., and Yoshida, M. (2002). Antimutagenicity of some edible Thai plants, and a bioactive carbazole alkaloid, mahanine, isolated from Micromelum minutum. Journal of Agricultural and Food Chemistry, 50. p. 4796-4802
  14. Taejarernwiriyakul, O., Buasai, M., Rattanatra- nurak, I., Sriyod, P., Ormjai, M.B., Chanluang, S. 2011. Xanthine Oxidase Inhibitory Activity of Medicinal Plants. Thai Pharmaceutical and Health Science Journal-วารสาร ไทย เภสัชศาสตร์และ วิทยาการ สุขภาพ. 6(1): 1-6.